บทที่ 162: โทรศัพท์จากซ่างกวนอวิ๋นฉี
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้เลยสักนิดว่ากู้หวยอันกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะสร้างบ้านจากอากาศธาตุจริงๆ
ณ ตอนนี้ พลังในกายของเธอนั้นถูกควบคุมได้อย่างช่ำชองและเชี่ยวชาญขึ้นมาก ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องแวบเข้าไปวิ่งเล่นในป่า ทำเอาเหล่ากระรอกน้อยและกระต่ายป่าในป่าพากันวิ่งหนีแตกกระเจิง
พอวิ่งจนหนำใจแล้ว เธอก็คิดว่าควรจะกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติบ้าง ทุกเช้าจึงลากน้องชายไปวิ่งจ็อกกิ้งด้วยกันเป็นเพื่อน ไม่นานแก๊งวิ่งตอนเช้าก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้น ทั้งโจวเสี่ยวฮวา เสี่ยวกังและเสี่ยวหรูลูกของอารอง พอครอบครัวของยายเซี่ยย้ายเข้ามา ก็ได้สี่เชว่มาเป็นสมาชิกใหม่อีกคน
ครอบครัวของยายเซี่ยจัดการเรื่องย้ายบ้านได้ไวมาก พวกเขาได้รับจัดสรรที่ดินสำหรับสร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่ติดตรงที่ยังไม่มีเงินทุน เซี่ยกุ้ยหลานเลยเสนอเงินให้ แต่จูเฟิ่งปฏิเสธแข็งขัน
เซี่ยกุ้ยหลานจึงยื่นข้อเสนอใหม่ว่าให้มาช่วยกันทำงานไปก่อน พอมีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนก็ได้ พร้อมกับรำพึงรำพันว่ายายเซี่ยต้องทนลำบากมาทั้งชีวิตก็เพื่อลูกๆ ทั้ง 3 คน
ส่วนย่าซ่งนั้นไม่ค่อยชอบที่จะสุงสิงกับใครนัก เพราะเชื่อว่าอะไรที่อยู่ไกลก็หอมหวน แต่พอใกล้กันแล้วก็เหม็น ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายเป็นแม่แท้ๆ ของลูกสะใภ้ตัวเอง จะไปพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เลยได้แต่แนะนำว่าให้ลงมือทำฐานรากไปพลางๆ ก่อน เพราะการสร้างบ้านมันไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จกันได้ในวันสองวัน
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของยายเซี่ยเลยต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักปัญญาชนเป็นการชั่วคราว ส่วนปัญญาชนซุนนั้นกำลังโหมอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย และด้วยสถานการณ์ที่พิเศษของเขา ทางการจึงอนุญาตให้อยู่ที่นั่นต่อไปได้
ปัญญาชนซุนเป็นคนกตัญญูรู้คุณ ทุกเช้าเขาจะตื่นมาปัดกวาดเช็ดถูบ้านพักปัญญาชนและที่ทำการกองพลน้อยจนสะอาดวับ บางทีก็แวะไปช่วยกวาดลานบ้านและทำความสะอาดคอกม้าให้บ้านตระกูลซ่ง แถมยังเกี่ยวหญ้าอ่อนๆ ติดมือมาฝากด้วย
ทุกครั้งที่ซ่งอวี้หน่วนเห็นเข้า เธอก็จะใจดีมอบข้อสอบให้เขาเป็นตั้งๆ พร้อมกับให้กำลังใจว่าให้ตั้งใจเรียน จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้สำเร็จ
ปัญญาชนซุนซาบซึ้งในน้ำใจจนน้ำตาแทบไหล แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอไปเอาข้อสอบมากมายขนาดนี้มาจากไหนกันนะ ในเมื่อเธอเพิ่งเรียนจบมัธยมต้นและกำลังจะขึ้นชั้นมัธยมปลายปีนี้เอง
แต่คิดอีกที การเตรียมตัวแต่หัววันแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาตั้งใจไว้ว่าพอถึงคราวที่ซ่งอวี้หน่วนต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ เขาจะหาข้อสอบมาให้เธอเป็นการตอบแทนบ้าง
หลักสูตรมัธยมปลายในยุคนี้ยังเป็นแบบ 2 ปี ซึ่งซ่งหมิงโปเองก็จะลงสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าแล้ว
ปัญญาชนซุนถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไข เขาจึงทุ่มเทกับโอกาสนี้อย่างเต็มที่ ครอบครัวของเขาก็คอยส่งตั๋วปันส่วนอาหารและเงินมาให้ไม่เคยขาด
ที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็เพราะที่บ้านมีลูกดก บ้านหลังเล็กๆ ขนาดแค่ 30 กว่าตารางเมตร ต้องแออัดยัดเยียดกันอยู่เป็น 10 ชีวิต ถ้าเขากลับไปล่ะก็ อย่าว่าแต่ที่สำหรับอ่านหนังสือเลย แม้แต่ที่จะซุกหัวนอนยังแทบไม่มี
เมื่อกองพลน้อยใจดีเปิดทางให้ ครอบครัวของเขาจึงกำชับนักหนาว่าให้เขาตั้งใจให้ดีที่สุด
พอครอบครัวของยายเซี่ยย้ายมาอยู่ที่บ้านพักปัญญาชน ปัญญาชนซุนก็รีบจัดการทำความสะอาดต้อนรับไว้ล่วงหน้า ยายเซี่ยเห็นว่าเขาต้องทำอาหารกินอยู่คนเดียวคงจะลำบากน่าดู เลยเอ่ยปากชวนให้มากินข้าวด้วยกัน ปัญญาชนซุนก็ไม่รอช้า รีบเสนอตัวจ่ายค่าอาหารทันที แถมยังให้เกินกว่าที่ควรจะต้องจ่ายเสมอ
ในตอนนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนที่เพิ่งวิ่งกลับมาก็แวะไปส่งสี่เชว่ที่บ้านพักปัญญาชน ยายเซี่ยเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จพอดี ซ่งอวี้หน่วนจึงถือตะกร้าที่ใส่ซาลาเปาไส้ผักร้อนๆ เดินไปกินไปอย่างสบายอารมณ์
แน่นอนว่าเธอไม่ได้อร่อยอยู่คนเดียว เธอเดินแจกจ่ายให้ทุกคนคนละลูก แม้แต่โจวเสี่ยวฮวาก็ยังได้กับเขาด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเคี้ยวตุ้ยๆ พลางพูดว่า “ถึงการเดินไปกินไปมันจะดูไม่ดี แต่ทำไมมันถึงได้อร่อยขนาดนี้นะ”
เสี่ยวฮวามองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง แรกเริ่มเดิมทีเธอคิดว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ผู้ไม่เคยสัมผัสกับชีวิตธรรมดาๆ แต่พอได้รู้จักกันนานเข้าก็พบว่าเธอเป็นคนดีมากๆ สวยก็สวย แถมยังพูดจาน่าฟังอีกต่างหาก
เสี่ยวฮวาจึงตอบไปว่า “เพราะว่าเราอยู่ข้างนอกไง ไม่ได้นั่งอยู่หน้าโต๊ะบนคังที่บ้าน มันเลยรู้สึกผ่อนคลาย ข้าวก็เลยอร่อย เหมือนตอนฤดูใบไม้ร่วงที่เราไปเก็บเห็ดในป่าไง แค่มีหมั่นโถวข้าวโพดกับผักดอง แล้วได้จิบน้ำแร่จากลำธารนะ อร่อยจนลืมโลกไปเลยล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองเสี่ยวฮวา “เธอพูดมีเหตุผลมากเลยนะ งั้นฤดูใบไม้ร่วงนี้เราไปเก็บเห็ดด้วยกันนะ”
เสี่ยวฮวารีบตอบตกลงด้วยความดีใจ
เมื่อมาถึงหน้าบ้านของอารองซ่งเหอ เธอก็ส่งเด็กทั้งสองคนเข้าบ้านไป ซ่งเหอพอเห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนก็รีบกระซิบถามทันที “เสี่ยวหน่วน หนูไปพูดอะไรกับหัวหน้าคอมมูนหวงหรือเปล่า เมื่อวานเขาเรียกอาไปคุย บอกให้อาตั้งใจทำงานให้ดี ถึงจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่อารู้สึกว่ามันต้องเกี่ยวกับเรื่องบรรจุเป็นพนักงานประจำแน่ๆ”
ตอนนั้นเขาดีใจจนเนื้อเต้น แต่ในเมื่อเรื่องยังไม่เป็นทางการ ก็ไม่อยากจะตีปีกดีใจไปก่อน นอกจากภรรยาแล้ว เขาก็เล่าเรื่องนี้ให้แค่ซ่งอวี้หน่วนฟังเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นอาก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดีนะคะ เตรียมการสอนให้ดี ไม่แน่ว่าอาอาจจะได้เป็นถึงศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ได้นะ”
ซ่งเหอถึงกับอ้าปากค้าง ตัวเขาเป็นแค่ครูอัตราจ้างสอนภาษาจีนในโรงเรียนประถม จะอาจเอื้อมไปฝันถึงตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยได้อย่างไรกัน เรื่องนี้มันดูจะเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าการที่พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกเสียอีก
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกริ่ม “แค่คิดเล่นๆ ก็ไม่ผิดกฎหมายนี่คะอา”
อาสะใภ้รองเหลียนเซียงเองก็คิดว่าซ่งอวี้หน่วนคงพูดเล่นเหมือนกัน เธอเตรียมตัวเสร็จพอดี เลยบอกให้ซ่งเหอพาลูกๆ ไปโรงเรียน ส่วนตัวเองก็เดินตามซ่งอวี้หน่วนไปทำงานที่บ้านของพี่ชายคนโตของสามี
ตอนนี้พวกเขาได้ปรับสถานะเป็นคนงานเต็มตัวแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง ซ่งเหลียงพ่อของเธอเองก็หัดตัดเย็บเสื้อผ้าจนคล่องแล้ว เรียกได้ว่าที่สถานีบริการเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีใครได้อยู่นิ่งๆ เลยสักคน
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พอเดินมาถึงประตูใหญ่ ก็ได้ยินเสียงของฉู่จื่อโจวตะโกนลั่น “ซ่งอวี้หน่วน มีคนโทรศัพท์มาหา!”
เช้าตรู่แบบนี้เนี่ยนะ ใครกันจะโทรมาหาเธอ? หรือว่าจะเป็นกู้หวยอัน? โทรมาบอกว่าได้รับจดหมายแล้วงั้นเหรอ? ไม่น่าจะกระตือรือร้นขนาดนั้นมั้ง แถมมันยังไม่ใช่นิสัยของเขาเลยสักนิด
ซ่งอวี้หน่วนเลยต้องจำใจหมุนตัวเดินกลับไปยังที่ทำการกองพลน้อยอีกรอบ
พอรับโทรศัพท์ เธอก็ทักทายอย่างสุภาพตามมารยาท “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าพูดสายกับใครอยู่คะ?”
แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงของผู้หญิงแปลกหน้าที่ฟังดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด ราวกับว่าแค่ได้คุยกับเธอก็จะทำให้ตัวเองแปดเปื้อนมลทิน
“นั่นใช่ซ่งอวี้หน่วนหรือเปล่า?”
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงของเธอเย็นชาลงทันที “ใช่ค่ะ ฉันเอง”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพยายามสะกดกลั้นความรำคาญใจอย่างสุดความสามารถ ดัดเสียงให้อ่อนหวานลงจนฟังดูนุ่มนวล “ฉันชื่อซ่างกวนนะจ๊ะ พอดีเซี่ยซานหวาไปที่บ้านยายของเธอมาแล้ว เรื่องราวต่างๆ เธอก็น่าจะพอรู้แล้วสินะ แต่เรื่องพวกนั้นมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เธอเป็นเด็กดี คงไม่เข้าไปก้าวก่ายหรอกจริงไหม ฉันเองก็อดสงสารเธอไม่ได้ อุตส่าห์อยู่ในเมืองสบายๆ แต่กลับต้องถูกส่งกลับมาตกระกำลำบากที่บ้านนอกแบบนี้ พอดีกับที่ยายของเธอเขียนจดหมายมา ขอให้...”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีจงใจเว้นช่วงไปดื้อๆ
ซ่งอวี้หน่วนเลยแกล้งทำเป็นร้อนใจถามกลับไป “ขอให้ฉันทำอะไรเหรอคะ? รีบๆ พูดมาสิคะ! อ้าว ทำไมเงียบไปล่ะคะ? หรือว่า... ไม่อยู่แล้ว?”
เธอจงใจเน้นคำว่า “ไม่อยู่แล้ว” เป็นพิเศษ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอด ในใจก็สาปแช่งว่าสมแล้วที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของยายแก่สารเลวนั่น น่ารำคาญและน่าขยะแขยงเหมือนกันไม่มีผิด
แต่ถึงจะเกลียดแค่ไหน ก็ต้องหลอกล่อให้มาให้ได้ เพราะถ้ามาถึงเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะอยู่ในกำมือของเธอแต่เพียงผู้เดียว
เธอพยายามดัดเสียงให้อ่อนโยนและดูเป็นมิตรมากขึ้นอีก “...ก็ขอให้ตาของเธอช่วยหางานที่สถานีธัญพืชให้ แต่ฉันก็ได้ยินเรื่องไม่ค่อยดีมาเยอะเลยนะ ถ้าเธอไปทำงานที่นั่นก็เป็นได้แค่คนงานชั่วคราว แถมงานก็หนักและเหนื่อยอีกต่างหาก”
“ฉันก็เลยไปคุยกับตาของเธอว่า ในเมื่อเสี่ยวหน่วนไม่ชอบเรียนหนังสือแล้ว สู้หาคู่หมั้นดีๆ แต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝาไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ จะได้สบายไปทั้งชาติ”
“พอดีมีคนที่เหมาะสมอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกชายคนที่สองของตระกูลจง มหาเศรษฐีจากฮ่องกง อายุแค่ 20 กว่าๆ เองนะจ๊ะ ไม่ใช่แค่หล่อเหลาเอาการ แต่ยังจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศด้วย นิสัยก็แสนจะอ่อนโยน…”
“รู้จักฮ่องกงไหมจ๊ะ ที่นั่นน่ะสุดยอดไปเลยนะ เหมือนสวรรค์บนดินชัดๆ ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่นนะ เธอจะได้อยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ไม่ใช่แค่จะได้กินแต่อาหารชั้นเลิศนะ แต่ยังมีคนรับใช้คอยดูแลเป็น 10 คน ได้ใส่ชุดสวยๆ เครื่องประดับแพงๆ แถมยังได้นั่งเครื่องบิน นั่งเรือยอชต์ไปเที่ยวต่างประเทศอีก ใช้ชีวิตเหมือนนางฟ้าเลยนะเสี่ยวหน่วน ถ้าเธอตกลงนะ ก็นั่งรถไฟมาที่ปักกิ่งได้เลย เดี๋ยวฉันจะไปรับเธอที่สถานีเอง”
ยิ่งพูดยิ่งเข้าถึงบทบาท ถ้าไม่นับสีหน้าที่ดูราวกับปีศาจของซ่างกวนอวิ๋นฉีแล้วล่ะก็ ใครๆ ก็คงคิดว่าเธอกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อปูทางอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ให้กับซ่งอวี้หน่วนอย่างแท้จริง
ซ่งอวี้หน่วนคิดในใจ ‘ถ้าเป็นซ่งอวี้หน่วนตัวจริงในวัย 17 ปี ที่ได้รับโทรศัพท์สายนี้ เธอจะเชื่อไหมนะ?’ ซ่งอวี้หน่วนคิดว่า... มีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียวที่จะเชื่อ!
[จบบท]