บทที่ 164: ตอนนี้ห้ามตายเด็ดขาด!
ที่จริงแล้วซ่างกวนอวิ๋นฉีควรจะวางสายไปตั้งนานแล้ว เพราะเธอต้องการเวลาตั้งสติให้มากกว่านี้
แต่เมื่อปลายสายเงียบไป เธอกลับไม่กล้าวาง ความเกลียดชังที่คุกรุ่นผสมปนเปไปกับความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้งก่อนจะเค้นเสียงถามออกไป “เธอจะเอายังไง”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับมาเรียบๆ “ไม่มีอะไรค่ะ แค่กำลังคิดหาสถานที่นัดพบที่มันปลอดภัยหน่อย”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีสวนกลับ “ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก ฆ่าคนมันต้องชดใช้ด้วยชีวิตนะ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก “ฉันกลัวว่าคุณจะโดนรุมกระทืบตายซะก่อนน่ะสิคะ!”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก
ราวกับมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก มันช่างน่าอึดอัดเสียจริง
“เพราะฉะนั้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของคุณ เราไปเจอกันที่หน้าสถานีตำรวจดีไหมคะ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแค่นหัวเราะในใจ นังเด็กนี่คงกลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อนมากกว่าล่ะสิ
ไม่อย่างนั้นจะเลือกนัดเจอที่พรรค์นั้นทำไม แต่เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีจึงตกลงเรื่องเวลานัดหมายกับซ่งอวี้หน่วน
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนรับคำ ในที่สุดเธอก็กดวางสาย
เสียงสัญญาณ ‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’ ที่แหลมหูและบาดลึกถึงหัวใจดังออกมาจากหูโทรศัพท์
วินาทีนั้นเองที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีเพิ่งตระหนักว่าร่างกายของเธอเปียกโชกไปด้วยเหงื่อราวกับถูกสาดน้ำมาทั้งตัว
เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
เธอพยายามปัดความคิดเกี่ยวกับความร้ายกาจของซ่งอวี้หน่วนออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นังจูเฟิ่งผู้หญิงไร้ค่าคนนั้น จะมีหลานสาวที่ร้ายกาจเหมือนปิศาจแบบนี้ได้ยังไงกัน
ต่อให้มีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่ความนิ่งและความใจกล้าถึงขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะหาได้จากคนทั่วไป
แต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ เด็กนั่นไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน
แล้วทำไมถึงได้รู้ละเอียดลออขนาดนั้น ละเอียดเสียจนตอนนี้พอย้อนนึกถึงทีไร หัวใจก็พาลจะเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาอีก
เอาเข้าจริงเธอลืมวันเวลาที่แน่นอนไปนานแล้ว จำได้แค่ว่ามันเกิดขึ้นในปี 1950
นังสารเลวซ่งอวี้หน่วนนั่น ไปขุดเรื่องนี้มาจากไหนกันแน่
ทันใดนั้น เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีก็พลันเย็นเยียบ เธอใช้มือทั้งสองยันพื้น กัดฟันแน่นแล้วพยุงตัวลุกขึ้นไปโทรศัพท์อีกครั้ง คราวนี้เธอต่อสายทางไกลระหว่างประเทศไปยังพี่ชายคนโตที่อยู่ฮ่องกง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “พี่ใหญ่คะ เรื่องเมื่อปี 1950 มีคนรู้เข้าแล้ว และมันกำลังใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ฉัน ตอนนี้ไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง”
ซ่างกวนเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “รู้แล้วจะทำไม เธอก็แค่ปฏิเสธหัวชนฝา มันก็จบเรื่องแล้ว”
“พี่พูดก็ง่ายสินะคะ มันจะโทรไปที่ทำงานของฉันกับโป๋เหวิน แล้วยังขู่จะเขียนจดหมายร้องเรียนอีก ถึงจะไม่มีหลักฐาน แต่พี่ก็รู้ดีว่าในสังคมแบบนี้ มันจะส่งผลกระทบกับฉันเลวร้ายแค่ไหน”
“นั่นก็จริง คนส่วนใหญ่ชอบฟังความข้างเดียว” ซ่างกวนเหิงถามต่อ “แล้วมันต้องการอะไร”
“มันต้องการให้ไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นกลับไปอย่างปลอดภัย”
“ตอนนี้มันก็เหลือแค่ลมหายใจรวยรินแล้ว จะกลับไปได้ยังไง” ซ่างกวนเหิงหัวเราะเสียงแหลมชวนขนลุก “อวิ๋นฉี ทำไมเธอถึงได้ขี้ขลาดลงทุกวัน ความห้าวหาญตอนสาวๆ หายไปไหนหมด ใครรู้เรื่องก็แค่จัดการเก็บมันซะก็สิ้นเรื่อง”
จากนั้นเขาก็ย้ำว่า “ยังไงซะมันก็ไม่มีหลักฐานมัดตัวเธออยู่แล้ว เธอจะไปร้อนใจทำไม”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแทบจะสติแตก เธอตะคอกใส่โทรศัพท์ “พี่จะมาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้กับฉันทำไม ที่นี่กับที่นั่นมันเหมือนกันที่ไหน ที่ของพี่แค่เงินร้อยสองร้อยก็ซื้อชีวิตคนได้แล้ว แต่ที่นี่พี่ลองมาทำดูสิ
จดหมายร้องเรียนแบบเดียวกัน ที่นั่นก็คงไม่ต่างอะไรจากเศษกระดาษ แต่ที่นี่ แค่มีหลักฐานถึงหูผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับบนสุดยันล่างสุด เขาก็ให้ความสำคัญกันหมด
แล้วยังมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ แถมยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก ถ้ามีแค่ฉันตัวคนเดียว ป่านนี้ฉันคงไปจัดการฆ่านังปิศาจนั่นทิ้งไปแล้ว
แต่ฉันทำได้ไหมล่ะ ฉันกล้าเหรอ ซ่างกวนเหิง อย่าคิดว่าอยู่ที่ฮ่องกงแล้วจะติดปีกบินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ถ้าไม่มีฉัน ไม่มีตระกูลเซี่ย ตระกูลซ่างกวนจะเฟื่องฟูมาได้ถึงวันนี้เหรอ พี่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉันนี่ พี่จะไปเข้าใจอะไร ฉันมีจุดอ่อนเต็มไปหมดขนาดนี้ ฉันจะกล้าเอาอนาคตไปเสี่ยงเหรอ ตอนนี้ฉันมีทั้งลูกชาย หลานชาย หลานสาวตั้งมากมาย ฉันจะกล้าเอาชีวิตใครไปเดิมพันได้
ถ้ามือฉันต้องเปื้อนเลือดจริงๆ ลูกชายคนโตของฉันต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที
ลูกหลานของฆาตกรยังคิดจะทำงานในหน่วยงานราชการอีกเหรอ ฝันไปเถอะ”
ซ่างกวนเหิงที่อยู่ปลายสายเริ่มไม่พอใจ แต่สิ่งที่น้องสาวพูดก็คือความจริงทุกประการ
เขาจึงทำได้เพียงปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิ อายุ 60 แล้วนะ ระวังความดันของเธอด้วย เธอ...”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ตวาดแทรกขึ้นมา “อย่ามาพูดเรื่องความดันกับฉัน ตอนนี้ฉันสบายดี พี่แค่บอกฉันมาว่าไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นตอนนี้เป็นยังไงบ้าง มันยังมีชีวิตอยู่ไหม”
“เธอใจเย็นๆ ก่อน เธอคิดจะปล่อยมันออกมาจริงๆ เหรอ เซี่ยซินตงมีความจำเป็นเลิศเป็นบ้า เขาน่าจะจำเรื่องตอนอายุ 2 ขวบได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงตอน 5 ขวบหรอก เผลอๆ เขาอาจจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีนั้นออกมาจนหมดเปลือกก็ได้”
หากเป็นเมื่อก่อน ซ่างกวนอวิ๋นฉีคงจะกังวลเรื่องนี้มาก
แต่ในเมื่อตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว จะมีอะไรให้ต้องปิดบังอีกต่อไป
“ฉันว่าฆ่ามันทิ้งไปเลยดีกว่า ไหนๆ ตั้งแต่ที่มันอายุเกิน 20 มันก็ไม่เคยให้ความร่วมมือในห้องทดลองใต้ดินนั่นเลยสักครั้ง”
ซ่างกวนเหิงเสนอด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ซ่างกวนอวิ๋นฉีถาม “พี่รู้ไหมว่าคนที่ข่มขู่ฉันคือใคร”
“ใครกัน”
“ซ่งอวี้หน่วน หลานสาวของนังแก่จูเฟิ่ง ลูกสาวของเซี่ยกุ้ยหลาน”
ซ่างกวนเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง “เด็กนั่นรู้ได้ยังไง” แล้วก็ถามต่อทันที “ถ้าหลานรู้เรื่องหมดแล้ว แล้วตัวย่าอย่างนังจูเฟิ่งจะไม่รู้ได้ยังไง”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน บ่ายนี้ฉันจะนั่งรถไฟไปที่อำเภอหนานซาน ฉันต้องไปถามมันให้รู้เรื่องต่อหน้า”
“เธอเอาคนไปด้วยสิ คนที่ฉันเตรียมไว้ให้ ถึงเวลาใช้แล้ว”
“รอฉันไปเจอหน้าหยั่งเชิงมันดูก่อน พี่อย่าเพิ่งทำอะไรวู่วาม ถ้าเราพลั้งมือฆ่ามันตายจริงๆ อาจจะกลายเป็นว่าเราติดกับดักของคนอื่นก็ได้”
วินาทีนี้ซ่างกวนอวิ๋นฉีเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่น่าไปปรากฏตัวต่อหน้าเซี่ยซินตงลูกคนสุดท้องของนังจูเฟิ่งเมื่อหลายปีก่อนเลย ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
แต่ในตอนนั้นด้วยความอิจฉาริษยา เธอจึงอยากจะไปเห็นกับตาตัวเองว่าเด็กอัจฉริยะที่เซี่ยซานหวาพูดถึงนั้นเป็นอย่างไร
มิฉะนั้นคงไม่ตกที่นั่งลำบากเช่นนี้
“เธอหมายความว่านังจูเฟิ่งกำลังใช้หลานสาวตัวเองเป็นเหยื่อล่ออย่างนั้นเหรอ”
“ใครจะไปรู้ได้ล่ะ” จากนั้นซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ถามอย่างกระวนกระวาย “สรุปว่าไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเด็กนั่นยอมร่วมมือด้วยนะ ตระกูลซ่างกวนของเราอาจจะกลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หรือกระทั่งซื้อประเทศทั้งประเทศได้เลยด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ยอมร่วมมือ”
“ให้มันมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ห้ามตายเด็ดขาด!”
หลังจากกำชับเสร็จ ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็วางสายไป
ซ่างกวนเหิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินทางไปยังห้องทดลองใต้ดินแห่งหนึ่ง
ที่นี่ไม่ได้เป็นของตระกูลซ่างกวนเพียงตระกูลเดียว แต่เป็นโครงการลับที่สามตระกูลใหญ่ของฮ่องกงร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยมีตระกูลนายทุนยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเป็นหัวเรือใหญ่
และได้เลือกฮ่องกงเป็นที่ตั้ง
เนื่องจากที่นี่มีสถานการณ์ที่พิเศษ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทดลอง
ซ่างกวนเหิงได้พบกับเซี่ยซินตงในห้องเล็กๆ ที่มืดทึบ มือและเท้าของเขาถูกโซ่ตรวนล่ามเอาไว้
เซี่ยซินตงนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง แม้ว่าเขาจะเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา แต่กลับซีดเซียวผ่ายผอมเป็นพิเศษ ริมฝีปากไร้สีเลือด แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับดำสนิทลุ่มลึก
สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ
เขาได้ยินจากผู้คุมว่าช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้เซี่ยซินตงปฏิเสธที่จะกินอาหาร ตอนนี้ทำได้เพียงให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำเท่านั้น
แววตาของซ่างกวนเหิงฉายแววหงุดหงิด ไอ้คนไม่เจียมตัว ตายไปก็สิ้นเรื่อง โยนศพลงทะเลไป ใครจะไปรู้ได้
แต่ว่า น้องสาวของเขากำลังถูกข่มขู่อยู่!
[จบบท]