บทที่ 166: คิดจะรอดเหรอ? ฝันไปเถอะ!
แม้ว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะดูเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจไม่เบา แต่จุดอ่อนของเธอก็มีเยอะเป็นหางว่าว โดยเฉพาะลูกชายคนโตสุดที่รัก ที่กำลังอยู่ในช่วงไต่เต้าบนเส้นทางอาชีพการงาน แถมเซี่ยโป๋เหวินเองก็ต้องการลูกชายคนนี้มาเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งด้วย
งานนี้เลยเข้าตำราที่ว่า ‘คิดจะตีหนู แต่ก็กลัวแจกันจะแตก’ การจะลงมือทำอะไรเลยต้องคิดแล้วคิดอีก
หลังจากที่เรื่องราวเริ่มคุกรุ่นขึ้น ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว เธอรู้ดีว่าเมื่อเซี่ยซานหวากลับไป ต้องแจ้นไปฟ้องเซี่ยโป๋เหวินเรื่องที่น้าเล็กของเธอหายตัวไปอย่างแน่นอน แต่ถึงเธอจะบีบคั้นซ่างกวนอวิ๋นฉีไปก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะในเมื่อไม่มีหลักฐานอยู่ในมือ ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวของน้าเล็กเลย ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่สองทางคือ เขาอาจจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว หรือไม่ก็ถูกจับตัวไปขังไว้ที่ไหนสักแห่ง เซี่ยโป๋เหวินไม่เคยมีความรู้สึกผูกพันกับลูกๆ ที่เกิดจากภรรยาคนแรกเลยแม้แต่น้อย ต่อให้รู้ว่าน้าเล็กหายตัวไป ก็คงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
เมื่อหนทางทั้งหมดดูจะตีบตันไปหมด เธอก็เลยไม่คิดจะรีบร้อนอะไรอีกต่อไป ถ้าน้าเล็กยังมีชีวิตอยู่ นั่นก็หมายความว่าเขายังมีประโยชน์ให้ใช้สอย และตราบใดที่ยังมีประโยชน์ เขาก็จะยังมีลมหายใจต่อไป
แผนเดิมของเธอคือจะไปจัดการสะสางบัญชีแค้นกับซ่างกวนอวิ๋นฉีตอนที่เดินทางไปปักกิ่งพร้อมกับผู้เฒ่าจี้ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะมองว่าเธอเป็นแค่เด็กสาวใสซื่อไม่ประสีประสา ถึงขนาดบุกมาหาเพื่อหลอกล่อเธอด้วยตัวเอง?
แล้วแบบนี้เธอจะปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ ได้ยังไงกัน? ไม่ว่าน้าเล็กของเธอจะเป็นตายร้ายดียังไง ซ่างกวนอวิ๋นฉีจะต้องชดใช้อย่างสาสม!
ในขณะเดียวกันนั้น ฉู่จื่อโจวที่เห็นเหตุการณ์อยู่จะยอมปล่อยให้ซ่งอวี้หน่วนเดินจากไปง่ายๆ ได้อย่างไร? ไม่ต้องพูดถึงว่าต้องเกรงใจกู้หวยอันหรอกนะ ต่อให้กู้หวยอันไม่ได้ส่งซิกอะไรมา เขาก็ไม่อาจทนดูหลานสาวของซ่งถิงถูกคนอื่นข่มเหงรังแกแบบนี้ได้
“กลางวันแสกๆ แบบนี้ คิดจะทำอะไร? ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายไปได้หรอกนะ!” ฉู่จื่อโจวแค่นเสียงเย็นชา
“เธอเล่ามาเถอะ ไม่ต้องไปกลัว ไม่ว่าเบื้องหลังของพวกมันจะใหญ่โตมาจากไหน ก็ยังมีคนที่อยู่สูงกว่าคอยจัดการพวกเขาอยู่ดี”
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจนใจ “ผู้ใหญ่บ้านคะ ในเมื่อพี่อยากจะฟังขนาดนี้ งั้นฉันก็จะเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็เล่าเรื่องราวแบบตัดตอนให้ฉู่จื่อโจวฟัง โดยข้ามรายละเอียดสำคัญๆ บางอย่างไป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรถไฟตู้ทึบที่ไม่มีหลักฐานมายืนยัน เธอย่อมไม่พูดออกไปให้เสียแผน
จากนั้นเธอก็ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายใส่ฉู่จื่อโจว “พรุ่งนี้ยายแก่คนนั้นจะเดินทางมาที่อำเภอหนานซานเพื่อดูตัวฉันด้วยตัวเองเลยล่ะค่ะ”
ฉู่จื่อโจวมองหน้าซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่เรื่องจริงเหรอ?”
“ฉันจะโกหกพี่ไปทำไมล่ะคะ พรุ่งนี้เธอจะมาที่นี่จริงๆ วันนี้นั่งรถไฟมา พรุ่งนี้ช่วงบ่าย 3 โมงตรง ฉันนัดเจอเธอไว้ที่หน้าประตูสถานีตำรวจพอดิบพอดีเลยค่ะ”
“ทำไมต้องไปเลือกที่นั่นด้วยล่ะ?”
“พี่นี่ถามอะไรแปลกๆ นะคะ ก็ฉันหน้าตาสะสวยขนาดนี้ ถ้าเกิดเธอเกิดถูกใจฉันขึ้นมา แล้วสั่งคนมาฉุดฉันไปจะทำยังไงล่ะ?”
ฉู่จื่อโจว: “...”
เขาเอามือขยี้ผมตัวเองอย่างแรง จากที่รู้จักซ่งอวี้หน่วนมาระยะหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดมันไม่น่าจะใช่แบบที่เธอพูดแน่ๆ
ฉู่จื่อโจวจ้องเธอเขม็งแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สรุปแล้วเธอวางแผนจะทำอะไรกันแน่?”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบกลับด้วยท่าทีว่าง่าย “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ฉันแค่กะว่าพรุ่งนี้จะเอาถ่านมาทาหน้าให้ดำๆ แต่งตัวให้ดูมอซอซอมซ่อหน่อย ทำให้ยายเฒ่านั่นเห็นแล้วรับไม่ได้ จะได้ล้มเลิกความคิดที่จะให้ฉันไปคลุมถุงชนเสียที บ้านฉันไม่มีอำนาจวาสนาอะไร จะไปมีเรื่องกับคนใหญ่คนโตแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะคะ”
ฉู่จื่อโจวสัมผัสได้ทันทีว่าเรื่องนี้มันทะแม่งๆ ถ้าไม่อยากตกลงก็แค่ปฏิเสธไปตรงๆ ก็สิ้นเรื่อง หรือถ้าซ่างกวนอวิ๋นฉียังดึงดันจะมาให้ได้ ก็แค่ไปบอกซ่งเหลียงกับเซี่ยซินซานให้พาคนมาด้วยสักสองคน ดูซิว่าหญิงแก่คนนั้นจะยังกล้าอวดดีอยู่ไหม?
ดังนั้นเรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน
“ต้องการให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า?” ฉู่จื่อโจวเอ่ยปากถาม
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มร่า “ผู้ใหญ่บ้านคะ ไม่ใช่ว่าฉันจะดูถูกพี่หรอกนะคะ แต่เรื่องนี้พี่ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้วค่ะ”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างกระฉับกระเฉง ทิ้งให้ฉู่จื่อโจวยืนงงอยู่ที่ทำการกองพลน้อยโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามอง
หากโลกใบนี้มีเทพเซียนและปีศาจอยู่จริง ฉู่จื่อโจวเชื่อสุดใจเลยว่าซ่งอวี้หน่วนคนนี้ต้องเป็นปีศาจกลับชาติมาเกิดแน่ๆ
คิดว่าเขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ลงคอเหรอ?
คิดได้ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้า รีบหมุนโทรศัพท์สายตรงไปหากู้หวยอันทันที
รอเพียงไม่นาน กู้หวยอันก็มารับสาย
ฉู่จื่อโจวไม่รอช้า รีบเล่าเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งบอกเขาทั้งหมดให้ปลายสายฟังทันที
เพียงชั่วครู่ ใบหน้าหล่อเหลาของกู้หวยอันที่อยู่อีกฝั่งก็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
“เสี่ยวหน่วนไม่ได้ล้อเล่นกับนายหรอก นายน้อยรองจงน่ะเป็นไอ้บ้าดีๆ นี่เอง คู่หมั้นของเขาก็คือซ่างกวนหว่าน หลานสาวแท้ๆ ของซ่างกวนอวิ๋นฉี ตอนนี้เพื่อหนีงานแต่งงาน เธอก็เลยไปซุกหัวอยู่ที่บ้านของเซี่ยโป๋เหวิน”
ฉู่จื่อโจว “...”
“แล้ว... แล้วตอนนี้ฉันควรทำยังไงดี…?”
กู้หวยอันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องไปยุ่ง!”
สิ้นคำ เขาก็วางสายไปทันที ทิ้งให้ฉู่จื่อโจวโกรธจนกระทืบเท้าปึงปังด้วยความขัดใจ รู้สึกเหมือนตัวเองถูกเมินอย่างแรง
‘คอยดูเถอะ เรื่องนี้ฉันจะยุ่งให้ถึงที่สุด!’
เมื่อซ่งอวี้หน่วนกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งประชุมเครียดกันอยู่ในห้องโถงกลาง ไม่ว่าจะเป็นยายเซี่ย หรือน้าคนโตก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตา และหัวข้อที่คุยกันอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล แต่เป็นเรื่องของน้าเล็กที่หายตัวไปนั่นแหละ
ยายเซี่ยเอ่ยขึ้น “ครั้งนี้ฉันมาปรึกษาพวกแกก่อน ฉันจะไม่ทำอะไรตามใจตัวเองอีกแล้ว ฉันคิดว่าจะไปปักกิ่ง ไปหาเซี่ยโป๋เหวิน ให้เขาใช้เส้นสายของเขาช่วยตามหาตงตง”
ย่าซ่งเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย “ไอ้คนใจอำมหิตนั่นน่ะเหรอจะช่วย? นี่เธอจงใจจะไปหาเรื่องเจ็บใจใส่ตัวชัดๆ!”
แม้ขอบตาของจูเฟิ่งจะแดงก่ำ แต่แววตาของเธอกลับลุกวาวขึ้นมาด้วยความเด็ดเดี่ยว “ถ้าเขาไม่ยอมช่วยตามหา ฉันจะไปบอกไอ้แก่เซี่ยโป๋เหวิน ว่าฉันจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ! จะป่าวประกาศให้รู้กันทั่วว่าเขากับซ่างกวนอวิ๋นฉีร่วมมือกันลักพาตัวลูกชายของฉันไป!”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกายวับ “ว้าว! ยายคะ วิธีนี้สุดยอดไปเลยค่ะ!”
ซ่งเหลียงพ่อของเธอรีบปราม “เสี่ยวหน่วน อย่าพูดเล่นไปหน่อยเลย ไม่มีหลักฐานอะไรเลยนะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราใส่ร้ายป้ายสี แล้วพากันจับยายของลูกเข้าคุกกันพอดี”
“เอ้อ จริงสิคะ หนูมีเรื่องจะบอกทุกคนพอดี เมื่อกี้นี้ คนที่โทรศัพท์เข้ามาหาหนูก็คือซ่างกวนอวิ๋นฉีเองค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในที่นั้นเบิกตากว้างเป็นไข่ห่าน
เซี่ยกุ้ยหลานที่กำลังนั่งอยู่บนคังถึงกับลุกพรวดพราดลงมาคว้าตัวลูกสาวไว้แน่น เสียงของเธอสั่นเครือ “เธอ... เธอโทรมาหาลูกทำไม? ผู้หญิงใจร้ายคนนั้น คิดจะทำร้ายลูกของแม่ใช่ไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ เธอคิดจะทำร้ายหนู!”
แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวฉบับย่อให้ครอบครัวฟังอีกครั้ง ก่อนจะปิดท้ายว่า “พรุ่งนี้ตอนบ่าย หนูต้องไปเจอเธอที่หน้าสถานีตำรวจค่ะ”
“ไปไม่ได้!x10”
เสียงคัดค้านดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เจ้าหนูหมิงเซิ่งรีบโผเข้ากอดขาพี่สาวไว้แน่น “พี่ครับ ผมจะไปด้วย ผมจะปกป้องพี่เองครับ!”
“แค่ไปเจอกันที่หน้าสถานีตำรวจเองนะคะ พวกคุณจะกลัวอะไรกัน? หนูก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา อีกอย่าง คิดว่าเธอจะบ้าพอที่จะมาฉุดคนกลางวันแสกๆ ที่หน้าสถานีตำรวจเหรอคะ? หรือไม่ก็คอยแอบดูอยู่ห่างๆ ก็ได้นี่”
“จริงสิ ยายคะ ยายอย่าเพิ่งโผล่ออกมานะ หนูมีแผนของหนูอยู่แล้ว”
เด็กสาวที่ปกติแล้วจะดูอ่อนหวาน นุ่มนิ่ม รักสวยรักงาม และดูบอบบางอยู่เสมอ แต่ในยามนี้ ท่าทีที่สุขุมและเด็ดเดี่ยวของเธอกลับทำให้ทุกคนถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
ซ่งเหลียงตัดสินใจพยักหน้า “ก็ได้ พ่อจะคอยดูอยู่ห่างๆ เอง” แต่หากเกิดอะไรขึ้น เขาก็พร้อมจะพุ่งออกไปทันที
***
บ่าย 3 โมงตรงของวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หน่วนก็เดินทอดน่องสบายๆ ไปยังสถานีตำรวจของอำเภอ แล้วก็เป็นไปตามคาด เธอเห็นหญิงชราที่ดูยังสาวคนหนึ่งสะพายกระเป๋ายืนรออยู่
อืม... คนนี้สินะ ซ่างกวนอวิ๋นฉี
วันนี้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ตั้งใจแต่งตัวให้ดูอัปลักษณ์แต่อย่างใด เธอมาในชุดปกติของตัวเอง
เธอยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร “คุณมาจริงๆ ด้วยนะคะเนี่ย ไม่กลัวว่าฉันจะกุเรื่องขึ้นมาหลอกคุณเหรอคะ?”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้ดีว่าเซี่ยซินตงยังมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่น่าโล่งใจนัก แต่เมื่อยังไม่มีเบาะแสอะไร เธอก็เลือกที่จะสงบสติอารมณ์ลงก่อน สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือหลอกถามให้ได้ว่าซ่งอวี้หน่วนไปได้ยินเรื่องนี้มาจากใคร แล้วหลังจากนั้นค่อยจัดการเด็กนี่ก็ยังไม่สาย
เด็กสาวอายุแค่ 17 ปี จะหนีพ้นฝ่ามือของเธอไปได้อย่างไรกัน?
ความคิดของพี่ชายเธอก็ดูเข้าท่าไม่น้อย ถ้าจับตัวซ่งอวี้หน่วนส่งไปฮ่องกงให้อยู่เป็นเพื่อนกับเซี่ยซินตง ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ประหลาดใจก็ได้
เธอเหยียดยิ้มที่มุมปากแล้วถาม “เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มหวาน “ฉันเคยเห็นรูปของคุณแล้วน่ะสิคะ สำหรับหญิงแก่หน้าไม่อายที่กล้าถึงขนาดเอาไปมีดจี้คอเมียหลวงเพื่อแย่งตำแหน่งมา ฉันเองก็อยากจะเห็นกับตาตัวเองเหมือนกันว่าเป็นคนแบบไหน”
[จบบท]