บทที่ 170: คิดดูแล้วน่าขนลุก
แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนต้องอยู่ที่นั่นด้วย งานใหญ่ขนาดนี้จะขาดตัวเอกอย่างเธอไปได้อย่างไรกัน
ทันทีที่เห็นเซี่ยหมิง เธอก็มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีมารยาทว่า “จำเป็นต้องแนะนำตัวเองไหมคะ”
เซี่ยหมิงรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เพราะคุณเหอจากสถานีตำรวจอุตส่าห์มาเล่าให้เขาฟังด้วยตัวเองที่ชั้นล่าง
ถึงแม้ใบหน้าของเขาจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังพยายามรักษาท่าทีและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวหน่วน ผมรู้จักคุณครับ”
พอได้ยินแบบนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็เปิดฉากฟ้องทันที “ดีเลยค่ะที่คุณรู้จักฉัน คุณแม่ของคุณคนนี้นะคะ เหมือนจะสติสตังไม่ค่อยดีเลยค่ะ เอาแต่พร่ำเพ้อว่าฮ่องกงเป็นดินแดนเทพเซียน เป็นสวรรค์บนดินอย่างนั้นอย่างนี้”
“ฉันก็เลยสงสัยว่าความคิดแบบนี้มันไม่ส่งผลกระทบต่อคุณบ้างเหรอคะ”
“แล้วที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอทำเกินไปมาก คิดจะหลอกให้ฉันไปแต่งงานกับตระกูลจงที่ฮ่องกงแทนหลานของเธอ ซึ่งเอาจริงๆ เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้นะคะ ก็นั่นมันหลานสาวแท้ๆ ของเธอนี่นา ส่วนฉันเป็นแค่ลูกหลานของคนที่เธอเกลียดเข้าไส้
แต่เธอก็ไม่ควรบอกฉันโต้งๆ เลยนะคะว่านายน้อยรองจงน่ะเป็นคนบ้า ฆ่าคนตายมาแล้วตั้งหลายคน แถมยังมาหัวเราะเยาะเย้ยว่าถ้าฉันได้แต่งงานไปจริงๆ ล่ะก็ ถือเป็นบุญคุณท่วมหัวของตระกูลซ่งแล้ว”
“มีที่ไหนเขาพูดจาแบบนี้กันคะ”
“ถึงฉันจะเป็นแค่สาวบ้านนอก แต่ก็ไม่อยากแต่งงานกับคนบ้าหรอกนะคะ อีกอย่างฉันสอบติดมัธยมปลายแล้วด้วย ผลการเรียนก็ดีมาก ยังตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งให้ได้เลย”
พูดจบเธอก็ขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด “แต่ตอนนี้ชักไม่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้วล่ะค่ะ”
เธอพูดพร้อมกับชี้ไปยังซ่างกวนอวิ๋นฉีที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ “ก็เธอยังทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยนี่คะ ฉันไม่ไปดีกว่าค่ะ เกิดเธอหาเรื่องแก้แค้น ไม่ยอมให้เรียนจบขึ้นมา ฉันไม่เรียนเสียเวลาเปล่าเหรอคะ”
เซี่ยหมิงมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาที่ลึกล้ำ แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
เด็กสาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
เรื่องที่ว่าแม่ของเขาพูดแบบนั้นจริงหรือไม่ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญคือเด็กสาวคนนี้กำลังโกรธจัด และต้องปล่อยให้เธอได้ระบายความโกรธออกมาให้หมด ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเรื่องบานปลายกว่านี้ได้
แต่เขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ของเขาเดินทางรอนแรมมาไกลถึงอำเภอหนานซานนี่ เพื่อมาดูตัวจริงๆ อย่างนั้นเหรอ
มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปหน่อย
แต่ถ้าไม่ใช่มาดูตัว แล้วเธอมาทำอะไรกันแน่
เซี่ยหมิงเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ “เอ่อ เสี่ยวหน่วน ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ เรื่องนี้มันวุ่นวายไปหมด ผมขอโทษแทนแม่ด้วยนะครับ”
ท่าทีอึดอัดใจของลูกชายทำให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งหัวใจ
ลูกชายของเธอเป็นถึงลูกรักของสวรรค์ ไม่เคยต้องมาเจอเรื่องน่าอัปยศอดสูแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
แต่ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้ดีว่าต่อให้เซี่ยโป๋เหวินมาด้วยตัวเอง ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพยายามข่มใจให้สงบ ไม่อย่างนั้นเธอคงถูกนังปีศาจตัวน้อยนี่ทำให้โมโหจนอกแตกตายแน่นอน
เธอเหลือบมองทุกคนที่อยู่ในห้องพยาบาล ไล่ตั้งแต่พ่อแม่ของซ่งอวี้หน่วนที่จ้องเขม็งมาที่เธอด้วยความโกรธแค้น โดยเฉพาะแววตาของเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซานที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง
แล้วก็ยังมีกู้หวยอัน
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาคอยอยู่เคียงข้างซ่งอวี้หน่วนไม่ห่าง
ถึงแม้เขาจะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
เธอรู้ดีว่าเขาเป็นใคร แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเข้าไปตีสนิทด้วย
บ้านพักหมายเลข 001 ในจิ่วเฉิงปักกิ่ง นั่นมันเป็นโลกอีกใบ เป็นวงสังคมที่แม้แต่เธอก็ไม่มีวันก้าวเข้าไปได้
หากคิดจะล่วงเกินตระกูลกู้ เธอคงไม่ได้ตายดีเป็นแน่
ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำให้แน่ใจก่อนคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างกู้หวยอันกับซ่งอวี้หน่วน
ตระกูลกู้มีชาติตระกูลสูงส่ง ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนจะสวยหยาดฟ้ามาดินปานเทพธิดา ก็ยังไม่คู่ควรกับกู้หวยอันอยู่ดี
ตระกูลกู้นั้นสูงส่งเกินเอื้อม ขนาดตัวเธอเองยังไม่กล้าแม้แต่จะใฝ่ฝัน นับประสาอะไรกับสาวบ้านนอกธรรมดาๆ จากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
ถ้าหากสามารถใช้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ ไม่แน่ว่าเธออาจจะสามารถยืมดาบฆ่าคนเพื่อล้างแค้นให้กับความอัปยศในวันนี้ได้
ต้องรู้ไว้ว่าขนาดลูกของเธอยังไม่สามารถเข้าไปในวงสังคมนั้นได้เลย แล้วนังเด็กสารเลวซ่งอวี้หน่วนคิดจะเข้าไปน่ะเหรอ มันก็แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ ดีไม่ดีอาจจะถูกหยามหน้าและถูกเล่นงานกลับมาจนเจ็บแสบก็ได้
ใจเย็นๆ ไว้ อย่าเพิ่งรีบร้อน เธอจะปล่อยให้ตัวเองโมโหจนตายไม่ได้เด็ดขาด
นอกจากนี้ ในห้องยังมีฉู่จื่อโจวอีกคน
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ หมู่บ้านที่ซ่งอวี้หน่วนอาศัยอยู่
ทำไมกันนะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสยดสยอง
ไหนจะรองหัวหน้าเหอแห่งอำเภอหนานซาน ที่มาสอบสวนเธอราวกับเป็นนักโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต่อให้ไม่มีคนใหญ่คนโตเหล่านี้คอยหนุนหลัง เธอก็ไม่มีปัญญาจัดการกับซ่งอวี้หน่วนที่ร้ายกาจราวกับปีศาจได้อยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงคนกลุ่มนี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอเลยสักนิด
วินาทีนี้ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ถ้าวันนั้นเธอไม่โทรศัพท์ออกไป จะเป็นการชักนำปีศาจตัวน้อยนี่เข้ามาได้อย่างไร
ถ้ารู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ สู้ไม่ทำตั้งแต่แรกเสียยังดีกว่า
การที่เซี่ยโป๋เหวินไม่มาด้วยน่ะถูกแล้ว แต่กลายเป็นว่าลูกชายคนโตกลับต้องมารับเคราะห์กรรมนี้แทน
ตอนที่ซ่งอวี้หน่วนสาธยายความผิดของเธอ เธอกลับไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ไม่ใช่ว่าเธอสุขุมพอที่จะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่เป็นเพราะเธอไม่กล้าต่างหาก
ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน แต่ครั้งนี้ เธอกลับรู้สึกกลัวซ่งอวี้หน่วนขึ้นมานิดๆ โดยเฉพาะฝีปากอันแหลมคมของเด็กคนนี้
ดังนั้น เธอจึงได้แต่ปล่อยให้ซ่งอวี้หน่วนพูดพล่ามไปตามใจชอบ
และทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนพูดจบ ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็พลันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในบัดดล
เธอเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนและกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษนะจ๊ะสาวน้อย ฉันเองที่ความคิดมีปัญหา อาจจะเพราะอายุมากแล้วเลยเลอะเลือนไปหน่อย การพูดจาการกระทำก็เลยไม่มีหลักการเอาเสียเลย”
“เสี่ยวหน่วน ฉันขอโทษจริงๆนะจ๊ะ คำพูดเหล่านั้นของฉันมันผิดทั้งหมด จากนี้ไปฉันจะปรับปรุงแนวคิดของตัวเองให้ถูกต้อง ขอเธออย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยนะจ๊ะ”
เซี่ยหมิงถึงกับชะงัก เขามองหน้าแม่ของตัวเองด้วยความตกตะลึง
แต่เพียงชั่วครู่ เขาก็สามารถปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งได้ดังเดิม
ต้องยอมรับเลยว่า สองแม่ลูกคู่นี้ซ่อนความรู้สึกเก่งมากจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้สนใจท่าทีของคนอื่น เธอทำเพียงจ้องมองซ่างกวนอวิ๋นฉีด้วยรอยยิ้ม
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอด “เรื่องที่ฉันรับปากเธอไว้ ฉันรับรองว่าจะทำให้สำเร็จแน่นอน”
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ชูมือขึ้นมาหนึ่งข้าง
แล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “ห้า”
ก่อนจะแสยะยิ้มเย็นเยือกจนน่าขนลุก
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเข้าใจในทันที นี่คือการบอกว่าเธอมีเวลาแค่ 5 วันเท่านั้น
คิดคำนวณคร่าวๆ ก็คือ เริ่มนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป และภายในวันที่ 5 จะต้องส่งตัวเซี่ยซินตงกลับมาที่อำเภอหนานซานอย่างปลอดภัย
5 วัน คือเส้นตายสูงสุดที่ซ่งอวี้หน่วนขีดไว้ให้แล้ว ส่วนความคิดที่จะยืดเวลาออกไปเป็น 10 ปี 20 ปีค่อยส่งตัวกลับมาน่ะเหรอ ฝันกลางวันไปเถอะ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีจำต้องพยักหน้ารับคำ แต่ซ่อนความเคียดแค้นชิงชังไว้ลึกสุดใจ
ซ่งอวี้หน่วน แกคอยดูเถอะ ฉันไม่ปล่อยแกไปแน่
เธอคิดว่าเรื่องคงจะจบลงเพียงเท่านี้ และหวังว่าคนพวกนี้จะรีบไสหัวออกไปให้พ้นๆ เพราะตอนนี้เธอไม่อยากเห็นหน้าใครในห้องนี้อีกแล้ว
แต่ใครจะคิดว่า ซ่งอวี้หน่วนจะตบหน้าผากตัวเองเบาๆ พร้อมกับร้องออกมา “ตายจริง ฉันเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง”
คำพูดประโยคเดียวนี้ ทำให้หัวใจของซ่างกวนอวิ๋นฉีกลับมาเต้นระรัวอีกครั้ง
แล้วเธอก็เห็นซ่งอวี้หน่วนเปิดกระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง หยิบซองจดหมายที่ข้างในมีใบมีดอยู่ครึ่งหนึ่งออกมา แล้วยื่นให้กับเซี่ยหมิง
ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นพิเศษ “สหายเซี่ย นี่คือจดหมายที่คุณยายของฉันได้รับเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ”
เซี่ยหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วรับจดหมายมาถือไว้
หัวใจของเขากระตุกวูบ นี่มันลายมือของแม่เขาชัดๆ แถมซองจดหมายก็ยังเป็นแบบที่คนในบ้านพักของทางการนิยมใช้กันอีกด้วย
เขาเป็นคนฉลาดพอที่จะไม่หันไปมองหน้าแม่ แต่เลือกที่จะมองไปยังซ่งอวี้หน่วนแทน
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวว่า “คนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อมหรอกค่ะ ถ้าจะบอกว่าจดหมายฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของคุณ คงไม่มีใครเชื่อแน่”
“ประเด็นที่พวกเราติดใจในตอนนี้ก็คือ จดหมายที่อันตรายแบบนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งทางไปรษณีย์ไม่ใช่เหรอคะ แล้วมันเดินทางมาถึงอำเภอหนานซานได้ยังไงกัน”
“อ้อ แล้วก็เรื่องตู้เจิ้นไห่ อดีตผู้จัดการทั่วไปของบ้านพักรับรอง ได้ยินมาว่าเป็นญาติห่างๆ ของพวกคุณด้วยใช่ไหมคะ”
“เขาเคยใส่ร้ายป้ายสีฉันอย่างหน้าไม่อาย ไม่รู้ว่าเป็นความคิดของเขาเอง หรือว่ามีใครบางคนคอยบงการอยู่เบื้องหลัง”
“เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนพุ่งเป้ามาที่ฉันทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยไปล่วงเกินอะไรพวกคุณเลยใช่ไหมคะ”
“ฉันแค่อยากจะรู้เหตุผลค่ะ”
“แล้วก็อีกเรื่องนะคะ สหายเซี่ย ถ้าคุณยายของฉันตัดสินใจจะเอาเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ฉันรับรองว่าความจริงจะต้องถูกเปิดโปงออกมาแน่นอน คุณว่าจริงไหมคะ”
[จบบท]