บทที่ 172: ใจชายยากแท้หยั่งถึง
เสี่ยวฮวาถึงกับหน้าแดงก่ำ “นี่เธอ อย่าพูดจาเหลวไหลนะ ไม่ใช่ว่าจะแต่งเมียสักหน่อย”
“อ้าว แล้วกำลังทำอะไรอยู่ล่ะคะ”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือเธอจะลองไปถามดูเองล่ะ”
ถามก็ถาม ไม่เห็นจะยากตรงไหน
ฉู่จื่อโจวก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้ว เขาตอบตามตรงว่า “แม่กับพี่สาวของฉันจะมาเยี่ยมในอีกไม่กี่วัน เลยต้องจัดบ้านให้เรียบร้อย จะได้ให้พวกท่านพักที่นี่ได้”
ซ่งอวี้หน่วนร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาหนึ่งคำ ก่อนจะเอ่ยกับฉู่จื่อโจวต่อว่า “ต่อให้พี่จะเนรมิตบ้านหลังนี้จนสวยเลิศเลอแค่ไหน แม่กับพี่สาวของพี่ก็ยังมองว่าพี่กำลังลำบากยากเข็ญอยู่ดีนั่นแหละค่ะ”
ฉู่จื่อโจว: “...”
บางครั้งเขาก็ไม่ชอบฟังสิ่งที่เธอพูดเลยให้ตายสิ
“ถึงมันจะเป็นความจริง แต่เธอช่วยอย่าบั่นทอนกำลังใจกันจะได้ไหม อย่างน้อยการจัดบ้านให้เรียบร้อยมันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอ เอาล่ะๆ เห็นไหมว่าฉันไม่กล้ารบกวนเธอเลยสักนิด รีบไปทำงานของตัวเองได้แล้วไป”
สุดท้ายซ่งอวี้หน่วนก็ถูกไล่ออกมาจนได้
กู้หวยอันมองเธอพลางอมยิ้ม
ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยชวน “ไปกันเถอะค่ะ เราไปหาสถานที่เหมาะๆ เพื่อทำการวิจัยเรื่องการสร้างบ้านด้วยอากาศกัน”
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเธอ กู้หวยอันก็เดินตามไปแต่โดยดี
ฉู่จื่อโจวที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้แต่เบ้ปากให้กับภาพที่เห็น
เมื่อเห็นกู้หวยอันเดินตามหลังเด็กสาวต้อยๆ เขาก็นึกในใจ คนที่เคยเป็นดั่งดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว ผู้คนรายล้อมอยู่เสมอ ตอนนี้กลับตกต่ำลงมาถึงขั้นนี้ ถ้าคนจากบ้านพักในเมืองหลวงปักกิ่งมาเห็นเข้า ไม่รู้ว่าลูกตาจะหลุดออกจากเบ้าหรือเปล่า
ทั้งสองคนเดินไปไม่ไกลนัก ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงดินร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่ทางด้านซ้ายของที่ทำการกองพลน้อย
แต่เดิมที่ตรงนี้เคยเป็นคอกหมู แต่พอถึงฤดูร้อนกลิ่นของมันก็รุนแรงจนทนไม่ไหวจึงถูกสั่งรื้อถอนไปในที่สุด ตอนนั้นกำแพงนี้ถูกรื้อออกไปไม่หมดเพราะมีฐานเป็นหินก้อนใหญ่ที่แข็งแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนปรับสีหน้าเป็นจริงจังแล้วพูด “ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคะ ถึงมันอาจจะฟังดูเพ้อฝันไปบ้าง แต่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากความคิดที่เพ้อฝันในตอนแรกทั้งนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล กู้หวยอันจึงพยักหน้า เขามองเด็กสาวที่จู่ๆ ก็จริงจังขึ้นมาด้วยแววตาสีนิล แล้วเขาก็พลอยตั้งใจฟังอย่างจริงจังไปด้วย
เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังเช่นกัน “คุณลองบอกจุดประสงค์แรกเริ่มของคุณให้ผมฟังสิ บางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับผมก็ได้”
ซ่งอวี้หน่วนกำมือเล็กๆ ของเธอแน่น จุดประสงค์แรกเริ่มอย่างนั้นเหรอ แน่นอนว่ามันคือพลังที่เกิดจากการรวมตัวของพลังงานในร่างกายนี้น่ะสิ
เธอถามขึ้น “ฉันแรงเยอะมาก คุณรู้เรื่องนี้ไหมคะ”
กู้หวยอันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ผมเคยได้ยินคุณลุงเหอพูดถึงครับ”
แรงเยอะจริงๆ นั่นแหละ ถึงขั้นบีบปากกาหมึกซึมของเขาจนแบนได้เลย
แต่ด้วยระดับและตำแหน่งของกู้หวยอัน เขาย่อมรู้เรื่องราวมากมายที่คนทั่วไปไม่อาจล่วงรู้ได้ ในบรรดาประชากรหลายร้อยล้านคน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีแต่คนธรรมดาสามัญทั้งหมด ประเทศชาติเองก็ให้ความสนใจกับผู้มีพลังพิเศษอยู่ไม่น้อย
และยังมีหน่วยงานเฉพาะที่คอยจัดการดูแลพวกเขาอยู่ด้วย เขาเองก็เคยพบเห็นคนที่มีพรสวรรค์พิเศษมาบ้างแล้ว บางคนมีความทรงจำเป็นเลิศ บางคนสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ บางคนแค่หลับตาก็ยิงถูกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ หรือบางคนที่สมองประมวลผลได้เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ อย่างเช่นตัวเขาเอง
สำหรับพวกที่มีพละกำลังมหาศาล ที่เรียกได้ว่าเกิดมาพร้อมกับพลังเหนือมนุษย์นั้น กลับเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด จึงไม่ได้มีอะไรน่าประหลาดใจเป็นพิเศษ
แต่กู้หวยอันไม่อยากทำลายความกระตือรือร้นของซ่งอวี้หน่วน การที่เด็กสาวมีพละกำลังมากก็เป็นเรื่องดี อย่างน้อยเธอก็มีความสามารถพอที่จะป้องกันตัวเองได้
เขาจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ท่านบอกว่าคุณแรงเยอะมาก สามารถบีบปากกาจนแบนได้เลยครับ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก ทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือออกไปซัดฝ่ามือเข้าใส่กู้หวยอันที่ยืนอยู่ตรงข้าม
ด้วยสถานะที่พิเศษของกู้หวยอัน เขาผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาจึงน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง ในตอนที่ซ่งอวี้หน่วนจู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ร่างของเขาก็ขยับหลบไปไกลจากเธอถึงห้าเมตรแล้วอย่างรวดเร็ว
จากนั้น กำแพงดินที่อยู่ด้านหลังของกู้หวยอันก็พังครืนลงมาทันที
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่กระพริบตาปริบๆ
กู้หวยอันหันกลับไปมอง แล้วสีหน้าของเขาก็พลันบึ้งตึงอย่างน่ากลัว
เขารีบเดินกลับไปดูดินสีเหลืองที่แตกละเอียดในบริเวณนั้น ลองใช้เท้าบดขยี้มันดูเล็กน้อย แล้วก็หันกลับมามองซ่งอวี้หน่วน
ตอนแรกซ่งอวี้หน่วนนึกว่าเขาจะเอ่ยปากชมเธอเสียอีก
แต่เธอคิดผิดถนัด เมื่อเขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณใช้ผมเป็นเป้าทดลองเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับไปอย่างใสซื่อ “อื้อ ใช่แล้วค่ะ”
กู้หวยอันขมวดคิ้วมุ่น “ถ้าผมไม่หลบล่ะ คุณจะซัดผมจริงๆ ใช่ไหม”
“ฉันกะแรงไว้แล้วค่ะ พอเห็นว่าคุณหลบทัน ฉันถึงได้ใส่แรงไปเต็มที่ เป็นยังไงบ้างคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามกลับด้วยรอยยิ้มสดใส
กู้หวยอันตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับผืนน้ำนิ่ง “ไม่เป็นยังไงทั้งนั้น!”
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า กู้หวยอันกำลังโกรธอยู่เหรอ? เอ๊ะ นี่มันเรื่องน่าประหลาดใจจริงๆ เขาไม่ควรจะเก็บซ่อนอารมณ์และความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่หรอกเหรอ?
กู้หวยอันซักต่อ “แล้วถ้าคุณควบคุมแรงไม่ได้ล่ะ ถ้าผมหลบไม่ทันล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วน: “...”
ความจริงแล้วการควบคุมพลังของเธออยู่ในระดับที่สั่งได้ดั่งใจนึก มันไม่มีทางเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาได้หรอก
อีกอย่าง เธอเล็งไปที่กำแพงนั่นหลังจากที่เห็นว่าเขาหลบไปแล้วต่างหาก เพียงแต่ความเร็วของเธอมันสูงมาก การหยุดชะงักชั่วครู่จึงแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ที่ทำไปก็แค่อยากจะให้กู้หวยอันได้เห็นว่า ‘พลังงาน’ กับ ‘พละกำลัง’ มันน่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อย่างน้อยสำหรับเธอ มันเป็นแบบนั้น
“เรื่องนี้ฉันต้องขออธิบายหน่อยนะคะ คือตอนที่ฉันจะลงมือกับคุณน่ะ...”
ซ่งอวี้หน่วนหยุดพูดไปดื้อๆ พลางกัดริมฝีปาก รู้สึกอายนิดหน่อยที่จะพูดออกไป จะทำยังไงดีล่ะ?
【พี่ชายคะ ที่จริงแล้วขั้นตอนแรกของการทดลองของฉันคืออยากจะถือโอกาสสัมผัสกล้ามอกของคุณต่างหาก ส่วนขั้นตอนที่สองถึงจะเป็นการสาธิตพลังที่คล้ายกับก๊าซที่มีรูปร่างซึ่งระเบิดออกมาจากฝ่ามือของฉัน...】
ใบหน้าของกู้หวยอันปรากฏรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ใช่รอยยิ้ม เขาหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
ซ่งอวี้หน่วน: “...”
ใจชายยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะตีคุณจริงๆ นะคะ ถ้าจะตีจริงๆ ล่ะก็ ไม่ใช่ว่าฉันอวดหรอกนะ แต่คุณไม่มีทางหลบพ้นแน่นอน”
ในจังหวะนั้นเอง ฉู่จื่อโจวกับคนอื่นๆ ก็หันมามองทางนี้ด้วยความประหลาดใจ ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่กล้าตะโกนต่อ
แต่ดูเหมือนว่าฝีเท้าของกู้หวยอันจะช้าลงเล็กน้อย
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนอีกครั้ง
【พี่ชายคะ พี่คงไม่ได้ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อหรอกใช่ไหม】
【พี่อย่าเดินเร็วนักสิคะ รอฉันด้วยสิ】
【จริงสิคะ พอพี่เห็นพลังที่ไม่ธรรมดาของฉันแล้ว พี่ไม่คิดจะจับฉันเข้าห้องทดลองแล้วเฉือนเป็นชิ้นๆ เพื่อทำการวิจัยบ้างเหรอคะ】
กู้หวยอัน: “...”
เฉือนเป็นชิ้นๆ เพื่อทำการวิจัยอะไรกัน แต่เมื่อครู่เขากลับฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาต้องรีบไปที่ฐานทัพทดสอบการบินเดี๋ยวนี้ ชายหนุ่มจึงรีบขึ้นขี่ม้าขาวทะยานออกจากที่ทำการกองพลน้อยไปอย่างรวดเร็ว
คราวนี้เป็นเสียงตะโกนจริงๆ ของซ่งอวี้หน่วนที่ดังตามหลังมา “คุณโกรธจริงๆ เหรอคะ”
ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันหันไปมองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่หน้าประตูที่ทำการกองพลน้อยเป็นตาเดียว เธอยักไหล่แล้วทำหน้าตาไร้เดียงสา
【พี่หวยอัน พี่วิ่งเร็วขนาดนี้ ฉันก็ไม่สะดวกที่จะไล่ตามอย่างเปิดเผยสิคะ】
กู้หวยอันจงใจชะลอความเร็วลงอีกครั้ง
【พี่คะ ทำไมทำตัวเหมือนภรรยาขี้น้อยใจอย่างนี้คะ!】
กู้หวยอัน: “...”
เขาไม่น่าหยุดรอเลยจริงๆ
ดังนั้น ครั้งนี้เขาจึงควบม้าจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกแม้แต่น้อย
ฉู่จื่อโจวรีบวิ่งเข้ามาทันที พร้อมกับถามอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “เป็นอะไรไป ทะเลาะกันแล้วเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะหึๆ ในลำคอ “พี่ผู้ใหญ่บ้านคะ พี่ควรจะพยายามให้มากขึ้นนะคะ จะได้รีบออกจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเสียที ไม่อย่างนั้นล่ะก็...”
ฉู่จื่อโจวหันหลังเดินกลับไปทันที เขาไม่มีทางโง่พอที่จะหลงกลถามเธอหรอกว่า “ไม่อย่างนั้นอะไร”
เด็กคนนี้น่ะ ร้ายกาจจริงๆ
แต่การที่สามารถทำให้กู้หวยอันโกรธจนต้องหนีไปได้ ก็นับว่ามีความสามารถไม่เบา
ฉู่จื่อโจวรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย เขารู้จักนิสัยของกู้หวยอันดีว่าไม่ใช่คนใจแคบอะไรขนาดนั้น น่าจะเกิดจากความคิดบางอย่างที่บรรเจิดขึ้นมาแวบหนึ่ง ประกอบกับถือโอกาสนี้สั่งสอนซ่งอวี้หน่วนไปในตัว
เด็กคนนี้บางครั้งก็ช่างกล้าบ้าบิ่นเกินไปจริงๆ
ในขณะนี้ กู้หวยอันที่อยู่บนหลังม้าได้ควบม้าออกมาจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแล้ว เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็คลายคิ้วที่ขมวดมุ่นลง แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ
เด็กคนนี้นะ วันๆ คิดอะไรอยู่ในหัวของเธอกันแน่นะ!
[จบบท]