บทที่ 173: ถ่ายหนังกันอยู่หรือไง
ซ่งอวี้หน่วนเดินทอดน่องกลับบ้านอย่างสบายอารมณ์
ที่จริงก็อยากจะช่วยงานอะไรบ้าง แต่ในเมื่อฉู่จื่อโจวไม่รับน้ำใจจากเธอ ก็ช่วยไม่ได้แล้วกัน
ฉู่จื่อโจวยืนเหม่ออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าที่ทำการกองพลน้อย ยังไม่ทันที่ในหัวจะได้ครุ่นคิดเรื่องอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สายตาก็เหลือบไปเห็นกู้หวยอันที่กำลังควบม้ากลับมา
เขามองม้าสีขาวสง่างามที่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างมึนงง
เพียงชั่วอึดใจ ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไป เป็นภาพของกู้หวยอันบนหลังม้าสีขาว กับซ่งอวี้หน่วนที่ขี่ม้าสีแดงพุทราตามมาติดๆ โดยมีเจ้าหนูซ่งหมิงเซิ่งนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวอย่างตื่นเต้นสุดขีด
ซ่งอวี้หน่วนยังอุตส่าห์หันมาโบกไม้โบกมือให้เขาด้วย
พอฉู่จื่อโจวตั้งสติได้ เขาก็รีบตะโกนถาม “จะไปไหนกัน”
ซ่งอวี้หน่วนชิงตอบเสียงใส “เราจะไปฐานทัพทดสอบการบินกับพี่หวยอัน”
“ขี่ม้าไปกันเนี่ยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่า “ก็ใช่น่ะสิ หรือพี่จะใจดีให้ฉันยืมรถจี๊ปของพี่ล่ะ”
ฉู่จื่อโจวรีบส่ายหัวเป็นพัลวัน “ไม่มีทาง ฉันต้องไปประชุม”
พูดจบพวกเขาก็หมุนตัวจากไปทันที
จังหวะนั้นบนถนนแทบไม่มีคนสัญจร พวกเขาทั้งสามจึงเร่งฝีเท้าม้าจนควบหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
ฉู่จื่อโจวได้แต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
ความรู้สึกเปรี้ยวจี๊ดแล่นปราดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาเห็นเข้าคงนึกว่าพ่อหนุ่มแม่สาวคู่นี้กำลังถ่ายทำหนังรักโรแมนติกกันอยู่แน่ๆ
แต่ก็นั่นแหละ เจ้าเด็กที่นั่งอยู่ด้วยแอบทำลายบรรยากาศไปนิดหน่อย
ฉู่จื่อโจวคิดว่าคำพูดของซ่งอวี้หน่วนก่อนหน้านี้มันช่างถูกต้องเสียจริง เขาต้องขยันทำงานให้หนักๆ จะได้หาทางย้ายออกจากที่นี่ไปให้เร็วที่สุด
***
หลังจากกลับถึงบ้าน ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็จัดการเก็บข้าวของเข้าที่ ก่อนจะมานั่งเงียบๆ ในห้องนอนของตัวเอง
มีแวบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมามันช่างเหมือนกับความฝัน
แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ปลุกเธอให้ตื่นจากภวังค์
เซี่ยหมิงเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับแจ้งข่าวว่าเขาได้ติดต่อโรงพยาบาลไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวอีกสักพักเซี่ยโป๋เหวินจะขับรถกลับมารับเพื่อพาเธอไปตรวจร่างกายซ้ำอีกครั้ง
เซี่ยหมิงอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเขามีประชุมสำคัญด่วนที่ต้องเข้า จึงไม่สามารถไปเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลได้ แต่สัญญาว่าจะรีบกลับมาทันทีที่ประชุมเสร็จ
การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องกับโครงการขนาดมหึมาที่ใช้เงินทุนสูงถึงหลักร้อยล้าน แถมในเอกสารคำสั่งที่ลงมา โครงการนี้ยังถูกจัดลำดับความสำคัญไว้เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกอีกด้วย
แค่ได้ยินเท่านี้ก็รู้แล้วว่ามันสำคัญมากขนาดไหน
วินาทีนั้นเองซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ตระหนักได้อย่างเต็มอก ว่าทุกสิ่งที่เธอประสบมาในอำเภอหนานซานคือความจริง ไม่ใช่เรื่องที่เธอฝันไป
สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“รีบไปประชุมเถอะลูก เรื่องของแม่ไม่ต้องห่วงหรอก แค่ได้พักผ่อนสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” เธอเอ่ยปากไล่
“ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย ผมไม่วางใจ” เซี่ยหมิงแย้ง ก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ “แล้วนี่น้องเล็กหายไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีโบกมืออย่างอ่อนล้า “ไม่ต้องมีใครมาดูแลทั้งนั้นแหละ”
แต่ดูเหมือนเซี่ยหมิงจะยังไม่ยอมแพ้ “ยังไงก็รอให้พ่อกลับมาก่อน แล้วผมค่อยไป”
เซี่ยหมิงเกิดในปี 1948 เขาอายุน้อยกว่าพี่ชายต่างแม่อย่างเซี่ยซินตง 3 ปี ปัจจุบันอายุ 32 ปี และแน่นอนว่าเขาแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว เขาเป็นลูกชายที่หน้าตาละม้ายคล้ายเซี่ยโป๋เหวินมากที่สุด ทั้งยังถูกจัดว่าเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในบรรดาพี่น้องอีกด้วย
ในหัวของซ่างกวนอวิ๋นฉีตอนนี้สับสนอลหม่านไปหมด
ขณะที่เธอกำลังจะปฏิเสธลูกชายอีกครั้ง เซี่ยหมิงก็ปิดประตูห้องลง เดินตรงเข้ามาหาเธอหนึ่งก้าว สีหน้าแววตาของเขาจริงจังและเคร่งขรึมผิดกับท่าทีอ่อนโยนที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง
เขาจ้องหน้าแม่ของตัวเองแล้วถามย้ำช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ “บนรถไฟมันพูดไม่สะดวก ผมเลยไม่ได้ถาม แต่ตอนนี้เราอยู่กันที่บ้านแล้ว แม่ครับ ตอบผมมาตามตรง การที่แม่เดินทางไปอำเภอหนานซานครั้งนี้ เป็นเพราะแม่ตั้งใจจะไปดูตัวซ่งอวี้หน่วนจริงๆ เหรอครับ”
สีหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีแปรเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง แต่เธอก็ยังยืนกรานคำตอบเดิมเสียงแข็ง
เซี่ยหมิงถึงกับขมวดคิ้วมุ่น “แม่ครับ นิสัยของแม่ผมรู้ดีที่สุด ขนาดผมต่อให้แม่จะร้อนใจอยากให้ผมแต่งงานแค่ไหน แต่แม่ก็ไม่มีวันถ่อไปดูตัวคู่หมายด้วยตัวเองเด็ดขาด”
“แม่เอ็นดูลูกพี่ลูกน้องของลูกเหมือนลูกในไส้ ทำไมแม่จะไปดูด้วยตัวเองไม่ได้กัน ถ้าเกิดว่าเด็กคนนั้นไม่ได้สวยน่ารักเหมือนที่คุณอาสามของลูกพรรณนาไว้ แม่ก็เสียเที่ยวเปล่าๆ น่ะสิ”
“ช่างมันเถอะน่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูกสักหน่อย รีบไปประชุมได้แล้ว”
เซี่ยหมิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปเปิดประตู
แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะพ้นจากธรณีประตู เขาก็หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แม่ครับ สถานการณ์ตอนนี้ของพวกเราคือลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าแม่เกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ ผมเองก็คงยากที่จะรอดพ้นไปได้”
ริมฝีปากของซ่างกวนอวิ๋นฉีเผยอขึ้นราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเก็บงำความจริงเรื่องที่ตัวเองกำลังถูกซ่งอวี้หน่วนใช้ความผิดในอดีตมาข่มขู่เอาไว้ ไม่ได้ปริปากบอกลูกชายออกไป
ตลอดชีวิตของซ่างกวนอวิ๋นฉี ในสายตาของใครต่อใคร ล้วนมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สูงส่ง สง่างาม มีชีวิตที่เปี่ยมสุขและสมบูรณ์แบบเสมอมา
นอกจากนี้ เธอยังมีเพื่อนฝูงมากมาย และทุกคนต่างก็ประทับใจในตัวเธอ
แม้กระทั่งบรรดานักศึกษาในมหาวิทยาลัยยังเรียกขานเธออย่างสนิทสนมว่าอาจารย์ซ่างกวน
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดได้ถูกต้องเผง คนสมัยนี้ชอบมุงดูเรื่องชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องฉาวๆ ของคนประเภทเธอ
ประเด็นทำนองนี้เป็นหัวข้อสนทนาชั้นดีที่ทุกคนโปรดปราน บางครั้งก็แค่อยากจะนินทาให้สะใจปากเท่านั้น ไม่ว่าเรื่องที่ได้ยินมาจะจริงหรือเท็จ ขอแค่ได้เสพเรื่องสนุกตรงหน้าก่อนเป็นพอ
และถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงข่าวลือที่เธอไม่ได้ก่อ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม เธอก็คือผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งอยู่ดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่า...เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของเธอจริงๆ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเกลียดซ่งอวี้หน่วนเข้ากระดูกดำ แต่ก็น่าเจ็บใจกว่าคือที่เธอไม่สามารถทำอะไรเด็กคนนั้นได้เลย
แล้วเรื่องแบบนี้จะให้เล่าให้เซี่ยหมิงฟังได้อย่างไร
จะให้เธอบอกกับลูกชายด้วยปากของตัวเองน่ะหรือ ว่าแม่คนนี้คือคนที่จับเซี่ยซินตงตอนอายุ 5 ขวบ ยัดเข้าไปในตู้รถไฟบรรทุกสินค้าอันมืดทึบ แล้วส่งตัวเขาไปที่ฮ่องกง
และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ พี่ชายของเขาก็ถูกกักขังอยู่ในห้องทดลองใต้ดินมาโดยตลอด
เธอจะกล้าพูดความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้ออกไปได้หรือ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่กล้า ในหัวของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด แต่ก็ไม่กล้าชักช้า เธอรีบโทรศัพท์ไปหาพี่ชายทันที
ทว่าปลายสายกลับแจ้งว่าเขาไม่อยู่ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ซ่างกวนอวิ๋นฉีกรีดร้องใส่หูโทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง “ไปตามหาเขาเดี๋ยวนี้! บอกเขาว่าที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ ให้รีบโทรกลับมาหาฉันทันที!”
คนปลายสายรีบรับคำอย่างลนลาน
ในเวลาเดียวกันนั้น เซี่ยหมิงที่กำลังจะออกจากบ้านไปประชุม ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบกับพ่อของเขาที่หน้าประตู ซึ่งคนขับรถเพิ่งจะมาส่งถึงบ้านพอดิบพอดี
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเซี่ยโป๋เหวินอารมณ์เสียอย่างหนัก คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม และเมื่อเห็นหน้าลูกชาย สีหน้าของเขาก็ยิ่งบึ้งตึงเข้าไปใหญ่
เซี่ยหมิงตัดสินใจเปิดประเด็นทันที “พ่อครับ พ่อรู้เรื่องที่แม่จะส่งซ่งอวี้หน่วนไปแต่งงานที่ฮ่องกงแทนเสี่ยวหว่านไหมครับ”
เซี่ยโป๋เหวินไม่รู้เรื่องราวในรายละเอียด เพราะยุคนี้การสื่อสารยังคงลำบาก การติดต่อต้องอาศัยโทรศัพท์บ้านหรือไม่ก็ต้องส่งโทรเลขหากัน
ด้วยเหตุนี้เซี่ยหมิงจึงไม่มีโอกาสได้โทรไปเล่าอะไรให้ฟัง ส่วนซ่างกวนอวิ๋นฉีเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าเรื่องน่าอับอายนี้ทางโทรศัพท์ได้อย่างไร
ยังมีอีกหลายอย่างที่เซี่ยโป๋เหวินยังไม่ล่วงรู้
แต่สำหรับเรื่องนี้ เขากลับรู้อยู่บ้าง
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วแล้วตอบ “แม่ของลูกเคยเปรยๆ กับพ่อเหมือนกัน ว่าอยากจะโทรไปถามซ่งอวี้หน่วนดูว่าเธอจะตกลงไหม ตอนนั้นพ่อยุ่งมาก เลยไม่ได้คิดอะไร ก็เลยบอกไปว่าถ้าเด็กคนนั้นตกลง ก็ส่งตัวไป แต่ถ้าไม่ตกลงก็ให้แล้วกันไป”
เซี่ยหมิงจ้องหน้าพ่อของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อหู “พ่อครับ พ่อรู้ใช่ไหมว่านายน้อยรองจงคนนั้นมันเป็นคนบ้า”
“ชีวิตในชนบทมันลำบาก” เซี่ยโป๋เหวินสวนกลับ “ถ้าเธออยากจะไป มันก็ดีกว่าไปแต่งงานกับตาแก่คราวพ่อไม่ใช่หรือไง”
ซึ่งก็เป็นความจริงที่ว่าในยุคนี้มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่ยอมแต่งงานกับชายแก่คราวปู่เพียงเพื่อที่จะได้ไปต่างประเทศหรือย้ายไปอยู่ฮ่องกง
“พ่อครับ” เซี่ยหมิงพูดเน้นเสียงทีละคำ “พ่อเคยสืบเรื่องภูมิหลังของซ่งอวี้หน่วนบ้างไหมครับ”
คำถามนี้ทำให้เซี่ยโป๋เหวินชะงักไปครู่หนึ่ง “แม่ของลูกบอกว่าเธอถูกสลับตัวไป ตอนนี้โดนตระกูลฉินส่งกลับไปอยู่บ้านนอกแล้ว เด็กนั่นไม่ชอบชีวิตที่นั่นเลยเอาแต่หาเรื่องอาละวาด ไม่ผูกคอตายก็คิดจะกระโดดน้ำ ทำให้บ้านตระกูลซ่งวุ่นวายไปหมด แถมล่าสุดยังไปทำตัวมีลับลมคมนัยกับชายแก่ที่บ้านพักรับรองอีกด้วย... นี่มันยังไงกัน หรือว่าเธอกลับไปคืนดีกับพ่อแม่บุญธรรมแล้ว ไม่ใช่ว่าตัดขาดกันไปแล้วหรอกหรือ”
เซี่ยหมิงถึงกับพูดไม่ออก...
ผมควรจะพูดยังไงดี
พ่อครับ พ่อเชื่อทุกคำพูดของแม่เลยเหรอครับ หรือว่าพ่อไม่เคยใส่ใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
“พ่อครับ รายละเอียดลึกๆ ผมยังหาไม่เจอ จะจริงจะเท็จผมก็ยังยืนยันไม่ได้” เซี่ยหมิงกล่าว “แต่ผมจะเล่าให้พ่อฟังเฉพาะสิ่งที่ผมเห็นมากับตาของผมเอง”
เซี่ยโป๋เหวินวางกระเป๋าเอกสารในมือลงบนโต๊ะ แล้วพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ถ้าซ่งอวี้หน่วนไม่ตกลงก็แล้วไป ต่อไปนี้ห้ามใครพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ได้ยินไหม”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ “แล้วที่ว่าเห็นมากับตาน่ะ มันเรื่องอะไร...ก็ว่ามาสิ”
[จบบท]