บทที่ 177: ก็ฝันมาน่ะสิคะ
เซี่ยโป๋เหวินต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กรุ่นหลานที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
เขาไม่อยากจะเสียเวลาต่อความยาวสาวความยืดกับเธอให้มากนัก จึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “ตาเรียกหนูว่าเสี่ยวหน่วนได้ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มร่ากรุ่มกริ่มอย่างมีเลศนัย “ได้สิคะคุณตา”
“เสี่ยวหน่วน งั้นบอกตาหน่อยได้ไหม ว่าหนูไปรู้ข่าวพวกนี้มาจากไหนกัน”
“ก็ฝันมาน่ะสิคะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบหน้าตาย ก่อนจะเสริมว่า “คุณตาไม่ต้องไปคิดว่าเป็นฝีมือของตระกูลกู้กับตระกูลฉู่หรอกนะคะ ขนาดตอนนี้พวกเขายังไม่รู้เรื่องน้าชายของหนูเลยด้วยซ้ำ”
“แล้วเรื่องนี้หนูบอกคนที่บ้านรึยัง”
“แหมคุณตาคะ ทุกอย่างมันก็มีโอกาสผิดพลาดกันได้นี่ ถ้าเกิดว่าซ่างกวนเหิงพี่ชายภรรยาคุณตาเกิดบ้าเลือดฆ่าน้าของหนูเพื่อปิดปากขึ้นมา แล้วน้าชายไม่ได้กลับบ้าน คนที่บ้านหนูจะไม่ยิ่งเจ็บปวดใจเหรอคะ”
สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินเคร่งขรึมลง แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับเซี่ยซินตงลูกชายคนเล็กของเขากับจูเฟิ่ง แต่ถ้าซ่างกวนเหิงกล้าแตะต้องลูกชายของเขา เขาก็พร้อมจะลุยเหมือนกัน
“เขาไม่กล้าหรอก” เขาพูดเสียงเข้ม
“ไม่ใช่ไม่กล้าหรอกค่ะ บางทีอาจจะแค่เสียดายของมากกว่า”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เซี่ยโป๋เหวินจะยอมพูดออกมาอย่างยากลำบาก “เสี่ยวหน่วน น้าชายของหนูคงกลับมาไม่ทันตามกำหนด คงต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองอีกสักพัก หรือไม่ตาก็อาจจะต้องไปจัดการเอง”
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเสียงประหลาดใจ “โอ้โห ขนาดคุณตาจะลงมือเอง ยังต้องใช้เวลาเจรจาอีกเหรอคะ คุณตานี่ถ่อมตัวเกินไปแล้วนะคะ”
ครั้งนี้เซี่ยโป๋เหวินกลับไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด
“ตอนนี้การเดินทางไปมาหาสู่กันมันไม่สะดวก แถมเขาไม่ยอมรับโทรศัพท์ ตาก็หมดปัญญาเหมือนกัน ตอนนี้ดูท่าทางแล้วซ่างกวนเหิงคงไม่สนใจไยดีน้องสาวกับลูกสาวของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ในสายตาของเขามีแต่ยาตัวใหม่ที่น้าชายของหนูกำลังจะทำการวิจัยเท่านั้น”
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับทันควัน “เรื่องนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณตาเองแล้วล่ะค่ะ”
“หมายความว่ายังไง”
“ถ้าคุณตาอยากให้น้าชายกลับบ้านอย่างปลอดภัยจริงๆ ล่ะก็ มีตั้งร้อยแปดวิธีไม่ใช่เหรอคะ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้ผู้อาวุโสอย่างคุณตาไปจัดการเองด้วยล่ะคะ ฆ่าหมูจะใช้มีดแล่วัวทำไมกัน!”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็แกล้งถอนหายใจราวกับไม่เข้าใจความคิดของเขาจริงๆ
คิ้วที่ขมวดมุ่นของเซี่ยโป๋เหวินยังคงไม่คลายออกจากกัน เขาครุ่นคิดว่าเด็กสาวคนนี้ไปได้ข่าวมาจากไหนกันแน่ แต่เมื่อเธอไม่ยอมพูดความจริง เขาก็ไม่คิดจะคาดคั้นในตอนนี้ เอาไว้ค่อยถามทีหลังก็ได้
แต่ท่าทีของเธอนี่มันเหมือนลูกวัวแรกเกิดที่ไม่กลัวเสือไม่มีผิด แค่คิดว่าตัวเองกุมความลับบางอย่างไว้ แล้วข่มขู่ผู้หญิงสมองกลวงอย่างซ่างกวนอวิ๋นฉีได้สำเร็จ ก็เลยนึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้าอย่างนั้นหรือ
ท่าทีที่ไม่เห็นหัวใครแบบนี้มันใช้ไม่ได้เด็ดขาด ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่เขาจะสั่งสอนเธอให้รู้สำนึกเสียบ้าง
แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อดทึ่งไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าลูกหลานของเขาจะมีคนที่โดดเด่นและกล้าหาญขนาดนี้
ในชั่วขณะนั้น ทัศนคติของเซี่ยโป๋เหวินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะคนเราถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็คงไม่ลุกขึ้นมางานแต่เช้า
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนในครอบครัว จริงๆ แล้วมันก็มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งนั้น นี่ไม่ใช่ปัญหาสินธรรมที่ต้องมานั่งชี้หน้าด่ากัน แต่มันคือธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อคิดตกแล้ว เซี่ยโป๋เหวินก็ใจเย็นลงแล้วอธิบายให้ซ่งอวี้หน่วนฟังอย่างอดทน “เรื่องนี้มันซับซ้อนมากนะหลาน อย่าทำอะไรวู่วามจนตัวเองต้องเดือดร้อน ต้องจำไว้นะว่าบางเรื่องเราจะหักดิบไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังตามมาทีหลัง”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ นี่เขากำลังเทศนาเธออยู่ใช่ไหม
ซ่งอวี้หน่วนจึงย้ำจุดยืนของตัวเองอีกครั้ง “คุณตาคะ หนูไม่ได้พูดเล่นนะ แล้วหนูก็ไม่ได้พูดเล่นกับซ่างกวนอวิ๋นฉีด้วย พวกคุณอย่าเห็นว่าหนูยังเด็กแล้วจะมาปั่นหัวกันได้ง่ายๆ นะคะ เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นเรื่องของหลักการ”
“แล้วคุณตาก็คงจะถามกลับมาใช่ไหมคะว่า ต่อให้ไม่ส่งตัวคุณน้าเซี่ยซินตงกลับมาภายใน 5 วัน แล้วเด็กอย่างหนูจะทำอะไรได้”
“เขียนจดหมายร้องเรียนเหรอ แล้วคิดว่าจดหมายจะถูกเปิดอ่านทันทีเลยไหม หรือจะไปแจ้งความกับตำรวจ แล้วมีหลักฐานอะไรไปแสดงให้เขาดู ถ้าคุณตาจะพูดแบบนี้ มันก็มีเหตุผลอยู่ค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินที่อยู่อีกฝั่งของสายถึงกับพูดไม่ออก เด็กคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ ขนาดคำพูดที่เขากำลังจะโต้กลับ เธอยังเดาได้หมด
“แต่ถ้าคุณตาพูดแบบนั้นออกมาจริงๆ ก็เท่ากับว่าคุณตาเลือกที่จะอยู่ข้างซ่างกวนอวิ๋นฉีอย่างเต็มตัว และความสัมพันธ์ระหว่างเราก็จะไม่มีวันหวนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก!”
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วหนูจะทำยังไงต่อ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ
“จะไปเขียนจดหมายร้องเรียนหรือแจ้งความให้เสียเวลาทำไมกันคะ”
“หนูแค่จะพกม้านั่งตัวเล็กๆ ไปสักตัว แล้วไปตั้งวงเล่านิทานที่หน้าประตูหน่วยงานของซ่างกวนอวิ๋นฉี รับรองว่าคนมุงตรึมแน่!”
“ส่วนหัวข้อเรื่องน่ะเหรอคะ ก็คือ ‘ตำนานรักสุดรันทดของเด็กอัจฉริยะบ้านนาผู้ถูกแม่เลี้ยงใจยักษ์ใส่ร้ายป้ายสี จนถูกขายไปฮ่องกงนานถึง 30 ปีไม่เคยได้เห็นเดือนเห็นตะวันมา”
“อ้อ แล้วจะบอกให้นะคะว่าแม่เลี้ยงคนนี้มีชื่อว่า ซีเหมินต้านี เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งเลยนะ ที่สำคัญคือตอนสาวๆ เธอเคยถือมีดดาบเล่มเบ้อเริ่มไปบังคับให้เมียหลวงหย่าขาดจากสามี ถือเป็นต้นตำรับของคำว่า ‘ชิงรักหักสวาท’ ที่แท้ทรู จนได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรสตรีในหมู่สตรีเพศ ส่วนสามีของเธอน่ะเหรอคะ ชื่อหลี่โก่วตั้น เกิดในครอบครัวยาจก แต่ทว่า...”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับเส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ ต้องรีบเบรกเธอไว้ทันที “พอได้แล้ว! เรื่องมันคงไม่ไปถึงขั้นนั้นหรอก”
“ยังค่ะ ยังไม่หมด หนูยังมีหัวข้อเด็ดๆ อีกเพียบเลยนะคะ อย่างเช่น ‘ประธานบริษัทชั่วช้าสามานย์ ขังลูกชายอัจฉริยะไว้ในห้องทดลองใต้ดินนาน 30 ปี เพียงเพราะคำยุยงของเมียน้อย!’”
วินาทีนั้นเซี่ยโป๋เหวินอยากจะเหาะทะลุสายโทรศัพท์ไปปิดปากยัยเด็กคนนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
อะไรกันซีเหมินต้านี แล้วไหนจะหลี่โก่วตั้นอีก
แม้เซี่ยโป๋เหวินจะรู้สึกว่าเรื่องที่เธอพูดมันช่างเหลือเชื่อ แต่ในใจของเขากลับดิ่งวูบลง
ยัยเด็กคนนี้พูดจาฉะฉานไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย
เขามีลางสังหรณ์ในเรื่องนี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วเขาก็เป็นคนที่มีทักษะทางวรรณกรรมสูงส่งคนหนึ่ง เรื่องที่ท่องจำมากับเรื่องที่ด้นสดมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หัวข้อเรื่องที่เธอตั้งขึ้นมาแต่ละอย่างมันช่างพิลึกพิลั่นเสียนี่กระไร ความคิดของเธอก็หมุนเร็วจนน่าตกใจ
ถ้าเด็กคนนี้เกิดบ้าจี้ถือม้านั่งตัวเล็กไปนั่งเล่านิทานมหากาพย์ความรักความแค้นที่ยาวนานกว่า 30 ปีที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยปักกิ่งขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็...
เซี่ยโป๋เหวินก็ตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องราวนี้มันมีวัตถุดิบชั้นดีให้เล่นสนุกได้อีกเยอะเลย
แถมยังมีเรื่องราวสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดอีกต่างหาก ตอนที่เขาบุกไปหาภรรยาเก่าเพื่อทวงของสืบทอดตระกูลกลับคืนมา แต่สุดท้ายกลับได้ป้ายวิญญาณของพ่อแม่ตัวเองมาแทน ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปล่ะก็ หน้าของเขาคงไม่มีที่ให้วางอีกแล้ว
“แล้วหนูก็ไม่ได้จะไปเล่านิทานแค่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งที่เดียวหรอกนะคะ หนูจะไปที่หน่วยงานของคุณตาด้วย แล้วก็ที่ทำงานของน้าเซี่ยหมิง แล้วก็บ้านแม่ยายของเขา ที่หน้าประตูชุมชนจรวดนั่นแหละค่ะ”
“คิดว่าแม่ยายของน้าที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับภรรยาของคุณตาเท่าไหร่ คงจะดีใจมากที่ได้ฟังหนูเล่านิทาน เผลอๆ อาจจะยกน้ำยกท่ามาให้หนูด้วยซ้ำ!”
เซี่ยโป๋เหวินตกตะลึงจนพูดไม่ออก “แล้วหนูไปรู้ข้อมูลพวกนี้มาจากไหน!”
“ก็หนูฝันมาน่ะสิคะ”
คราวนี้เซี่ยโป๋เหวินเงียบกริบ
น่าจะเป็นฝีมือของกู้หวยอันหรือไม่ก็ฉู่จื่อโจวที่เอาข้อมูลพวกนี้ไปให้เธอ
มือของเซี่ยโป๋เหวินที่กำหูโทรศัพท์อยู่บีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว กู้หวยอันจะทุ่มเทเพื่อเสี่ยวหน่วนได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
เดิมทีเซี่ยโป๋เหวินก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียจึงทำได้อย่างรวดเร็ว
เขาตัดสินใจยอมแพ้ “เสี่ยวหน่วน ในเรื่องของน้าชายหนู ตาอยู่ข้างเดียวกับหนู ตาตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปฮ่องกง ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะราบรื่น แต่การทำเรื่องเอกสารต่างๆ ก็คงจะวุ่นวายน่าดู แต่ยังไงตาก็จะออกเดินทางอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 วัน”
“หลังจากนี้ พอตาพาน้าชายหนูออกมาได้เมื่อไหร่จะรีบโทรหาหนูทันที แล้วตาจะพาน้าชายของหนูกลับไปที่อำเภอหนานซานด้วยตัวเอง และส่งเขากลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงถามย้ำ “แน่ใจนะคะว่าพอไปถึงฮ่องกงแล้วจะสามารถพาน้าชายหนูออกมาได้จริงๆ”
เซี่ยโป๋เหวินตอบอย่างเลี่ยงๆ “นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว”
เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ตอนนี้ซ่างกวนเหิงไม่ยอมรับโทรศัพท์ของเขาเลย ที่ฮ่องกงก็มีคนในตระกูลซ่างกวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พวกเขายังติดต่อด้วย
แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครยอมรับสายเลยแม้แต่คนเดียว
ไม่ใช่แค่ซ่างกวนเหิงคนเดียวเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าซ่างกวนเหิงเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้ใครรับสาย แต่ด้วยศักดิ์ศรี เซี่ยโป๋เหวินจึงอายเกินกว่าจะยอมรับความจริงข้อนี้ออกไป
[จบบท]