บทที่ 183: หานจือคือใคร
อันที่จริงเซี่ยโป๋เหวินกับผู้เฒ่าจี้ก็พอจะรู้จักกันอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ค่อยจะได้สุงสิงกันเท่าไหร่นัก แต่ใครจะคิดว่าวันนี้ผู้เฒ่าจี้จะต่อสายตรงถึงเขาด้วยตัวเอง แถมยังเปิดประเด็นเรื่องของเซี่ยซินตงอย่างไม่อ้อมค้อม พร้อมกับตอกย้ำให้รู้ว่าซ่งอวี้หน่วนคือหลานสาวแท้ๆ ของท่าน
ถึงแม้ว่าผู้เฒ่าจี้จะใช้ถ้อยคำที่สุภาพและน้ำเสียงก็อ่อนโยน แต่เซี่ยโป๋เหวินก็หาญกล้าพอที่จะไม่ใส่ใจเรื่องนี้ไม่ได้ ที่จริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่ได้มีแผนจะทำอะไรอยู่แล้ว และไม่เคยคาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเซี่ยซินตงจะกลับมาเรียกเขาว่าพ่อด้วยซ้ำ มีแต่จะเกลียดเขาเข้ากระดูกดำเสียมากกว่า
เซี่ยโป๋เหวินนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในห้องหนังสือราวกับรูปปั้นสลัก
หลังจากซ่งอวี้หน่วนคุยโทรศัพท์กับผู้เฒ่าจี้เสร็จ เธอก็รีบวิ่งกลับไปช่วยครอบครัวขายของทันที รองเท้าแตะรัดส้นและรองเท้าบูทกันฝนที่สั่งมาล็อตล่าสุดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเกลี้ยงสต็อกไปแล้ว พอลองโทรไปสั่งของอีกครั้ง ทางโรงงานก็พร้อมจัดส่งให้ทันที
ซ่งเหลียงมองเห็นโอกาสจากความต้องการของตลาดในตอนนี้ เลยตัดสินใจสั่งของเพิ่มอีกหนึ่งล็อตใหญ่ๆ และด้วยความที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ของจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทขนส่งให้ยุ่งยาก ปู่ซ่งอาสาขับรถม้าไปขนของด้วยตัวเอง ซึ่งต้องเที่ยวไปมาถึง 3 รอบกว่าจะขนกลับมาได้หมด
ห้องเก็บของทางทิศตะวันออกถูกเนรมิตให้กลายเป็นโกดังสินค้าที่อัดแน่นไปด้วยของจนเต็มพื้นที่ แค่ได้มองก็รู้สึกชื่นใจแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนอดคิดไม่ได้ว่า โชคดีที่อยู่ในยุคนี้ที่มั่นใจได้เต็มร้อยว่าของทุกชิ้นจะขายออกไปได้หมด ถ้าเป็นอีกสักสิบกว่าปีข้างหน้า คงพูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว
ตอนนี้ย่าซ่งยังไม่ได้สรุปบัญชี เพราะตั้งใจจะรอให้สินค้าล็อตนี้ขายหมดเกลี้ยงก่อนแล้วค่อยคิดบัญชีรวบยอดทีเดียว ซึ่งก็จะตรงกับช่วงสิ้นเดือนพอดี จะได้ถือโอกาสจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนไปพร้อมกันเลย
แต่ย่าซ่งก็ไม่วายแอบกระซิบบอกข่าวดีกับซ่งอวี้หน่วนว่า ตอนนี้ที่บ้านมีเงินเก็บเยอะพอสมควรแล้ว เงิน 1,000 หยวนที่ฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ตั้งใจจะเก็บไว้สร้างบ้าน ส่วนที่เหลืออีก 6,500 หยวนล้วนเป็นกำไรจากการค้าขายทั้งสิ้น ย่าซ่งแอบคิดในใจว่าถ้าเงินก้อนนี้ไม่ต้องถูกใช้จ่ายออกไปเลยก็จะดีไม่น้อย
สถานการณ์ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้ ลงทุนซื้อของเข้ามาแล้วก็ขายออกไป วนเวียนเป็นวงจรที่ทำให้เงินทองงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับการปั้นก้อนหิมะให้ใหญ่ขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกให้ย่าของเธอเตรียมเงินก้อนโตไว้ให้พร้อม เพราะไม่แน่ว่าโอกาสที่จะได้ซื้อร้านค้าในตัวอำเภออาจจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้
ย่าซ่งได้ฟังดังนั้นก็บอกกับหลานสาวว่า ถ้าได้ซื้อร้านค้าจริงๆ ล่ะก็ จะใส่ชื่อของซ่งอวี้หน่วนเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างก่อนจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เธอบอกว่าตัวเองยังเด็กอยู่ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถ้าจะซื้อจริงๆ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องใส่ชื่อของคุณย่า เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความเหนื่อยยากตรากตรำมาทั้งชีวิต
พูดจบเธอก็ถือโอกาสถามชื่อจริงของย่า
คำถามที่ไม่คาดคิดทำให้ย่าซ่งถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ตั้งแต่แต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านซ่ง ช่วงแรกๆ ทุกคนก็เรียกเธอว่า ‘สะใภ้บ้านซ่ง’ พอมีลูกก็กลายเป็น ‘แม่ของซ่งเหลียง’ จนกระทั่งมีหลานก็กลายเป็น ‘ย่าซ่ง’ จนลืมชื่อเดิมของตัวเองไปแล้ว
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ย่าซ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
"ย่าชื่อ หานจือ"
ซ่งอวี้หน่วนรีบชมเปาะทันทีว่าชื่อไพเราะมาก แถมยังพูดติดตลกอีก "ชื่อเพราะจังเลยค่ะ แถมยังพ้องเสียงกับชื่อวีรสตรีท่านหนึ่งด้วยนะคะ หนูว่าต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ เลยค่ะ มิน่าล่ะคะ เพลงที่อาหญิงร้องถึงได้กินใจคนฟังขนาดนี้"
ย่าซ่งรู้ดีว่าหลานสาวคงจะพูดจาเอาใจไปอย่างนั้น แต่ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้และชอบฟังคำพูดหวานๆ ของหลานสาวอยู่ดี
ย่าซ่งคิดในใจอย่างมุ่งมั่นว่าเธอจะต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ เผื่อว่าเสี่ยวหน่วนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้จริงๆ เธอจะต้องซื้อบ้านที่ปักกิ่งให้หลานสาวสักหลังให้ได้
ไม่อย่างนั้นครอบครัวของเซี่ยโป๋เหวินคงได้เหยียดหยามและกลัวว่าเสี่ยวหน่วนจะไปเบียดเบียนพวกเขา
ถึงตอนนั้น ถ้าหลานสาวของเธอมีบ้านเป็นของตัวเอง พวกเขาก็จะได้เลิกกังวลเสียที
ส่วนซ่งหมิงโปหลานชายคนโตนั้น เธอไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ มีเพียงเสี่ยวหน่วนเท่านั้นที่มีความหวังมากที่สุด
แต่ปัญหาคือเธอไม่รู้วิธีการซื้อบ้านในปักกิ่งเลย ไม่รู้ว่าต้องใช้ทะเบียนบ้านหรือเปล่า แล้วราคาจะสักเท่าไหร่ ตอนนี้เธอไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แล้วถ้าถึงเวลาจริงๆ กลับทำไม่ได้ขึ้นมา เสี่ยวหน่วนจะผิดหวังมากแค่ไหนกันนะ
ด้วยเหตุนี้ ย่าซ่งจึงเก็บความตั้งใจนี้ไว้ในใจคนเดียวเงียบๆ ไม่ได้ปริปากบอกใคร
ส่วนซ่งอวี้หน่วน หลังจากแยกกับย่าแล้ว เธอก็มุ่งหน้าไปยังหน้าประตูโรงงานทอผ้า เพราะไหนๆ ก็เป็นสถานีบริการเคลื่อนที่แล้ว จะให้ปักหลักขายอยู่แค่หน้าห้างสรรพสินค้าตลอดไปก็คงไม่ได้
ครอบครัวซ่งมาถึงที่นี่ในช่วงพักเที่ยงพอดี ซึ่งเป็นเวลาที่คนงานเลิกงาน ตอนนี้สินค้าที่เตรียมมาก็ขายไปได้กว่าครึ่งแล้ว เมื่อคนเริ่มซาลง ซ่งเหลียงจึงเตรียมจะย้ายรถกลับไปตั้งขายที่หน้าห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง
ทันทีที่หมิงเซิ่งเห็นซ่งอวี้หน่วน เขาก็เบะปากใส่อย่างไม่พอใจ วันนี้พี่สาวทิ้งเขาไปทั้งวันเลย
แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าพี่คงจะมีธุระด่วนจริงๆ เด็กชายจึงรีบวิ่งไปหยิบกล่องข้าวใบหนึ่งออกมาจากรถม้า ข้างในบรรจุเกี๊ยวคริสตัลหน้าตาน่ากินที่จัดเรียงไว้อย่างสวยงาม ซึ่งเป็นของที่จ้าวลี่ฝากมาให้เสี่ยวหน่วนโดยเฉพาะ เป็นเกี๊ยวที่ใช้แป้งมันสำปะหลังทำ ซึ่งเป็นเมนูใหม่ที่ร้านเกี๊ยวนึ่งกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้
ร้านจะทำขายแค่วันละ 5 ถาดเท่านั้น
ทุกคนในครอบครัวต่างแบ่งกันชิม ซ่งอวี้หน่วนเองก็อดไม่ได้ที่จะลองชิมไปสองสามชิ้น ถึงแม้ว่าเธอจะกินข้าวมาอิ่มแล้วก็ตาม และต้องยอมรับเลยว่ารสชาติดีพอสมควร ไส้เกี๊ยวทำจากกุยช่ายสดผสมไข่และกุ้งเนื้อแน่น ดูท่าแล้วน่าจะขายดี
ซ่งเหลียงเอ่ยขึ้น "ตลาดสดเริ่มลงมือก่อสร้างแล้วนะ จ้าวลี่บอกว่าตลาดแห่งนี้วางแผนจะสร้างเป็นตึก 3 ชั้น โดยชั้นล่างสุดจะเป็นโซนร้านค้าทั้งหมด ซึ่งจะหันหน้าไปทางทิศใต้ ทำให้ร้านกว้างขวางและสว่างไสว แถมเสี่ยวจ้าวยังช่วยจองทำเลดีๆ ไว้ให้เราแล้วด้วย"
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ เธอเองก็เห็นตอนที่เดินผ่านเหมือนกันว่าพื้นที่ตรงนั้นเริ่มก่อสร้างแล้วจริงๆ
"จริงสิคะ เหมือนหนูจะเห็นว่าตรงหอประชุมก็เริ่มก่อสร้างแล้วเหมือนกันนะคะ" ซ่งอวี้หน่วนนึกขึ้นได้ "ได้ยินมาว่าเป็นการระดมเงินบริจาคนะคะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีงบประมาณพอจะซ่อมแซมได้หรอก"
ซ่งเหลียงหันมามองหน้าซ่งอวี้หน่วนอย่างมีความหมาย
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ "พ่อคะ มีอะไรจะพูดกับหนูเหรอคะ"
ซ่งเหลียงตัดสินใจพูดออกมา "ร้านค้านี้ พ่อตั้งใจจะใส่ชื่อลูกนะ พ่อซื้อให้ลูก"
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับยิ้มแห้ง ดูทรงแล้วพ่อของเธอคงไม่ได้ไปคุยกับย่ามาก่อนแน่ๆ สงสัยอีกเดี๋ยวคงได้เจ็บตัว
ยังไม่ทันขาดคำ ย่าซ่งก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "เสี่ยวหน่วนบอกแล้วว่าร้านนี้จะใส่ชื่อ 'หานจือ'"
ซ่งเหลียงถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก "หานจือคือใครครับ ทำไมเราต้องไปใส่ชื่อคนนอกด้วยล่ะครับ"
ย่าซ่งกัดฟันกรอด ยกมือขึ้นเท้าสะเอวทั้งสองข้าง "หานจือ... คือชื่อแม่แกไง!"
พูดจบก็ระดมฟาดฝ่ามือลงไปไม่ยั้ง ซ่งเหลียงรีบยกมือขึ้นกุมหัววิ่งหนีจ้าละหวั่น ทิ้งให้ซ่งอวี้หน่วนกับหมิงเซิ่งหัวเราะก๊ากออกมาอย่างไม่นึกเกรงใจ
ยุคสมัยนี้ยังแตกต่างจากยุคหลังๆ อยู่มาก โดยเฉพาะในชนบท ผู้หญิงที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ชื่อเดิมของพวกเธอมักจะถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา จะมีก็แต่ผู้หญิงที่ทำงานในเมืองเท่านั้นที่ยังคงใช้ชื่อเดิมของตัวเองอยู่
ถึงแม้จะโดนลูกชายทำหน้าเหลอหลาใส่ แต่ย่าซ่งกลับยิ้มแก้มแทบปริ ในใจรู้สึกเบิกบานและมีพลังใจเปี่ยมล้นอย่างบอกไม่ถูก
แม้เป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้จะยังไม่สำเร็จลุล่วงสักอย่าง แต่การมีเป้าหมายให้ไล่ตามก็ทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีแรงผลักดันที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า
ครั้งนี้ทั้งเหลียนเซียงและเซี่ยกุ้ยหลานไม่ได้ออกมาช่วยขายของด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น ทั้งสองคนจึงรับหน้าที่ดูแลงานที่บ้าน ทั้งตัดเย็บเสื้อผ้าและกางเกง รวมถึงประดิษฐ์กิ๊บติดผมและเครื่องประดับต่างๆ
ที่คาดผมทำมาจากลวดเหล็กที่ซ่งเหนียนหามาให้ม้วนใหญ่ พวกเธอช่วยกันดัดปลายทั้งสองข้างให้เรียบร้อย แล้วนำมาพันด้วยไหมพรมหรือเศษผ้าหลากสีสัน ก่อนจะประดับด้วยโบอันเล็กๆ กลายเป็นที่คาดผมสุดแสนจะน่ารัก
ในยุคที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 80 บรรดาสาวๆ ต่างก็คลั่งไคล้การใส่ที่คาดผมและกิ๊บติดผมหลากสไตล์
พวกเธอชอบที่จะแต่งตัวให้สวยสะพรั่งราวกับดอกไม้ และแน่นอนว่าบนรถขายของเคลื่อนที่ของครอบครัวซ่งก็มีสินค้าหลากหลายประเภทวางขายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าด้วย
วันนี้เป็นวันเสาร์ ซ่งอวี้หน่วนกับหมิงเซิ่งจึงชวนกันไปรับซ่งหมิงโปที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง และถือโอกาสเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่บ้านให้เขาฟัง
ซ่งหมิงโปสะพายกระเป๋าหนังสือเดินไปพลางฟังน้องสาวเล่าเรื่องราวต่างๆ เจื้อยแจ้ว แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นก็ถามด้วยความตกใจ "พี่ชาย เป็นอะไรไปคะ ร้องไห้ทำไม"
ยังไม่ทันที่ซ่งหมิงโปจะได้เอ่ยปากตอบ หมิงเซิ่งก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน "ผมรู้ว่าพี่ชายเป็นอะไร"
"พี่เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกน่ะสิครับ พวกเราทำอะไรกันสนุกสนานโดยไม่มีพี่เขา"
"จริงเหรอคะพี่"
ซ่งหมิงโปไม่ตอบ แต่กลับคว้าตัวซ่งหมิงเซิ่งขึ้นมาแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะรับตัวน้องชายไว้ได้อย่างมั่นคง
หมิงเซิ่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดังลั่นอย่างชอบใจ "เอาอีกๆ ครับพี่!"
ซ่งหมิงโปอมยิ้ม ก่อนจะพูดความในใจออกมา "พี่แค่รู้สึกว่าตัวเองช่วยอะไรที่บ้านไม่ได้เลย ก็เลยรู้สึกแย่นิดหน่อย"
[จบบท]