บทที่ 185: เรามาเล่นเกมหาขุมทรัพย์กันเถอะ
หลังจากนั้น เขาก็หันไปต่อรองกับลูกชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “พ่อสัญญาว่าจะเชื่อฟัง พ่อแค่อยากจะลองภูมิเด็ก 3 คนนี้หน่อย รู้สึกว่าพวกเขาจะฉลาดกันไม่ใช่เล่น พ่อแค่อยากจะดูว่าเรียนรู้กันไปถึงไหนแล้ว พ่อรับปากเลยว่าจะถามแค่คำถามเดียว นะลูกนะ”
ซ่งหมิงโปเห็นท่าไม่ดี เตรียมจูงมือน้องสาวกับน้องชาย เผ่นแน่บให้เร็วที่สุด
ถึงแม้หมิงเซิ่งตัวน้อยจะมีพี่ชายพี่สาวขนาบข้าง แต่ใบหน้าเล็กๆ ก็เริ่มซีดเผือด จะปล่อยให้น้องชายต้องมาตกใจกลัวเพราะคนบ้าคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นสภาพของพ่อที่ร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำมูกน้ำตาไหลย้อยเป็นทาง เย่เหล่าซื่อก็รู้สึกจี๊ดขึ้นมาที่จมูก น้ำตาก็รื้นขึ้นมาเช่นกัน
ในความทรงจำของเขา แม้พ่อจะทุ่มเทให้กับงานจนแทบไม่มีเวลา แต่ท่านก็เป็นคนที่ใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองเสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวหมดสภาพแบบนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการร้องไห้โฮเสียงดังราวกับเด็กๆ
เขาจึงรีบร้องห้ามเด็กทั้ง 3 คนที่กำลังจะหนีไป พร้อมกับกล่าวขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิดจากใจจริง “เอ่อ...พวกหนูอย่ากลัวไปเลยนะ มีลุงอยู่ที่นี่ พ่อของลุงไม่ทำร้ายพวกหนูหรอก ให้ท่านถามสักคำถามเถอะนะ แป๊บเดียวจริงๆ”
ยังไม่ทันที่ซ่งหมิงโปจะได้ปฏิเสธ ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงตอบตกลงไปก่อน “ก็ได้ค่ะ”
ซ่งหมิงโปอ้าปากค้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ซ่งอวี้หน่วนรีบกระซิบกับพี่ชาย “พี่คะ ตอนนี้คนยังน้อย ยังไม่มีใครมามุงดู ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเดี๋ยวคนก็ยิ่งมามุงดูกันเยอะขึ้น เรื่องมันจะไปกันใหญ่นะคะ คุณปู่เขาน่าสงสารจะตายไป เขาอยากถามอะไร เราตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็แค่บอกว่าไม่รู้ก็พอแล้วนี่คะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราจึงเดินเข้ามาหาอย่างร่าเริง ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาปราศจากความกระจ่างใสใดๆ แต่สีหน้ากลับเปี่ยมสุขราวกับเด็กน้อย
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม ซ่งอวี้หน่วนก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดขึ้นมาก่อน “คุณปู่คะ เรามาเล่นเกมหาขุมทรัพย์กันดีกว่าไหมคะ”
ดวงตาของเด็กสาวคู่นั้นใสแป๋วเป็นประกาย รอยยิ้มของเธอก็สดใสเจิดจ้าเสียจนสามารถทลายกำแพงในใจของคนได้ในทันที
ชายชราตบมืออย่างดีใจ “ดี! ดี! เรามาเล่นเกมหาขุมทรัพย์กัน!”
จากนั้นก็หันไปทำหน้าลึกลับใส่เด็กทั้งสามคน “จะบอกอะไรให้นะ จริงๆ แล้วปู่ก็กำลังหาขุมทรัพย์อยู่เหมือนกัน อีกไม่นานก็จะเจอแล้วล่ะ”
ในตอนนี้ เขาลืมเรื่องที่จะขุดพื้นดินตรงที่เด็กๆ ยืนอยู่ไปเสียสนิท
หมิงเซิ่งตัวน้อยได้แต่กะพริบตาปริบๆ สลับมองหน้าพี่ชายกับพี่สาวไปมา พลางเม้มปากแน่นไม่ยอมพูดอะไร
ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปบอกกับเย่เหล่าซื่อว่า “คุณลุงคะ เราไปหาที่เงียบๆ กันดีกว่าค่ะ เกมนี้ใช้เวลาเล่นไม่นานหรอก”
เย่เหล่าซื่อมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาซาบซึ้งใจ เด็กคนนี้ช่างรู้จักคิดจริงๆ เขาจึงพูดว่า “หนูน้อย ขอบใจมากนะ วางใจเถอะ ถึงพ่อของลุงสติจะไม่ค่อยดี แต่ท่านไม่เคยทำร้ายใคร แล้วเดี๋ยวพวกเราจะคอยดูอยู่ ไม่ให้รบกวนพวกหนูแน่นอน”
รถยังคงจอดอยู่ที่เดิม บริเวณที่พวกเขายืนอยู่ไม่ใช่ย่านชุมชนที่พลุกพล่าน และยังอยู่ห่างจากประตูโรงเรียนพอสมควร แต่ก็ยังมีผู้คนเดินผ่านไปมาอยู่บ้าง ทำให้บรรดาจีนมุงที่ชอบดูเรื่องสนุกเริ่มทยอยมารวมตัวกัน
แต่ยังไม่ทันจะได้เห็นฉากเด็ดอะไร กลุ่มคนดังกล่าวก็พากันเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามเสียก่อน
ฝั่งตรงข้ามถนนมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา บรรยากาศรอบๆ ช่างเงียบสงบ และมีลานดินโล่งๆ อยู่ใต้ต้นไม้
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือวาดรูปกึ่งจริงกึ่งลวงขึ้นมาบนพื้น
ในมือของเธอมีแท่งชอล์กอยู่แท่งหนึ่ง
เพียงไม่นาน บนพื้นดินก็ปรากฏภาพวาดที่ดูคล้ายแผนที่ภูมิประเทศ ทั้งภูเขาและแม่น้ำ จากนั้นเธอก็วาดรูปบ้าน แล้วลากเส้นทางคดเคี้ยวไปมา
จากนั้น เด็กทั้งสามก็เริ่มเล่นเป่ายิงฉุบกัน เป็นภาพที่ดูไร้เดียงสาจนน่าขบขัน
แต่โชคดีที่ในวงมีคนสติไม่ดีอยู่ 1 คน กับเด็กอีก 2 คน พวกเขาจึงไม่สนใจสายตาใครว่าจะหัวเราะเยาะหรือไม่
“หนูเล่นก่อนนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนประกาศ
ในมือของเธอคือก้อนหินก้อนเล็กๆ ซึ่งเป็นก้อนเดียวกับที่เย่เหวินจื้อเพิ่งจะมอบให้หมิงเซิ่งไปเมื่อสักครู่นี้นั่นเอง
ซ่งอวี้หน่วนอธิบายกติกาอย่างมีชั้นเชิง “มีสมบัติสุดวิเศษชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งบนแผนที่นี้ค่ะ เราจะผลัดกันเดินไปข้างหน้า ตาแรกให้ทุกคนเดินได้คนละ 1 ก้าว ตาที่สองก็เดินคนละ 2 ก้าว ไปเรื่อยๆ แบบนี้จนหนูเดินเป็นคนปิดท้าย แล้วพอหินไปหยุดอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็คือที่ซ่อนสมบัติ แล้วเกมของเราก็จะจบลงค่ะ”
ดวงตาของเย่เหวินจื้อทอประกายระยิบระยับ เขาตื่นเต้นดีใจจนรีบทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น
ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็นั่งยองๆ โชคดีที่วันนี้เธอไม่ได้สวมกระโปรงมา
เกมเริ่มต้นขึ้นโดยซ่งอวี้หน่วนเป็นคนเดินตาแรก ตามมาด้วยเย่เหวินจื้อซึ่งใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานสองนาน ก่อนจะตัดสินใจวางหินลงตรงตำแหน่งตีนเขาแห่งหนึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนรีบส่งสัญญาณทางสายตาให้พี่ชาย พร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปที่รูปบ้านที่วาดไว้
ซ่งหมิงโปพยักหน้ารับรู้ทันที เขารับก้อนหินมาแล้วเดินไปตามเส้นทางบนแผนที่ สุดท้ายก็วางมันลงบนเรือนปีกตะวันตกของบ้านทรงเรือนสี่ประสานหลังหนึ่ง
ทันทีที่หินถูกวางลง ซ่งอวี้หน่วนก็ปรบมือแล้วพูดอย่างร่าเริง “คุณปู่คะ ที่นี่ต้องมีสมบัติซ่อนอยู่แน่ๆ ค่ะ เพราะถ้าเป็นหนูนะ หนูจะซ่อนสมบัติไว้ในที่ที่ใกล้ตัวที่สุด อย่างเช่นในห้องนอนของตัวเองนี่แหละค่ะ เพราะฉะนั้นคุณปู่รีบกลับบ้านไปกับคุณลุง แล้วไปขุดสมบัติออกมากันเลยนะคะ”
เย่เหล่าซื่อมองซ่งอวี้หน่วนสลับกับซ่งหมิงโปอย่างคลางแคลงใจ เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล
แต่เขาก็เป็นคนหัวไว รีบเข้าไปประคองพ่อที่นั่งอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พ่อครับ พวกพ่อเก่งกันจริงๆ เลยนะเนี่ย หาที่ซ่อนของเจอจนได้ นี่มันห้องฝั่งตะวันตกบ้านเรานี่นา ไปครับ เรารีบกลับบ้านไปขุดสมบัติกันดีกว่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังกล่อมเด็กเล็กๆ
ในหัวของเย่เหวินจื้อพลันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะผุดขึ้นมา มือของเขากดลงบนก้อนหินที่วางอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้ตัว พลางพึมพำออกมาว่า “นี่มัน...ห้องนอน...ของเสี่ยวไห่จื่อ!”
‘เสี่ยวไห่จื่อ’ คือชื่อของไอ้คนสารเลวที่ทรยศพ่อของเขา
คำพูดนั้นทำให้เย่เหล่าซื่อถึงกับชะงักงันไปในทันที เขานึกถึงคำพูดของเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ‘ถ้าเป็นหนูซ่อนของ หนูชอบซ่อนไว้ในห้องที่ตัวเองอยู่ที่สุด’
แต่ความคิดนั้นก็แวบเข้ามาเพียงชั่วครู่แล้วก็เลือนหายไป เขาก้มลงมองพ่อของตัวเองอย่างเป็นห่วง
ในสมองของเย่เหวินจื้อราวกับมีสายฟ้าฟาดแปลบปลาบขึ้นมา ดวงตาของเขาสาดประกายแห่งความเข้าใจที่กระจ่างใสขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงชั่วพริบตา แต่ก่อนที่แววตานั้นจะเลือนหายไป เขาก็คว้าแขนของเย่เหล่าซื่อไว้แน่น “พาพ่อกลับบ้าน!”
ทุกคนจึงรีบพากันขึ้นรถ แต่พอขับออกไปได้ไม่ไกลนักรถก็จอดอีกครั้ง เย่เหล่าซื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ถามชื่อของเด็กทั้งสามคนเลยด้วยซ้ำ แต่พอเขาสั่งให้คนขับจอดรถเพื่อจะกลับไปหาเด็กๆ ก็พบว่าพวกเขาเดินหายไปไกลลิบแล้ว
ณ ตรอกอีกแห่งหนึ่ง ซ่งหมิงโปที่กำลังเดินอยู่กับน้องๆ ก็เอ่ยขึ้น “คุณปู่คนนั้นคงจะจิตใจสับสนวุ่นวายอยู่ พอถูกกระตุ้นเข้าหน่อยก็คงจะดีขึ้นเองแหละ” จากนั้นเขาก็หยุดเดิน แล้วหันมาพูดกับน้องทั้งสองด้วยท่าทีลึกลับ
“เมื่อกี๊พี่แอบดูโหงวเฮ้งของท่านมาด้วยนะ มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หน่อยๆ พวกเธอสองคนอยากฟังไหม”
“ฟังค่ะ! ฟัง!” ซ่งอวี้หน่วนรีบพยักหน้ารับคำทันที
ซ่งหมิงโปจึงเล่าสิ่งที่เขา ‘เห็น’ จากการดูโหงวเฮ้งให้น้องสาวฟังอย่างภาคภูมิใจ
ซ่งอวี้หน่วนยกนิ้วโป้งให้พี่ชายเป็นเชิงชมเชย ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “เอาล่ะค่ะ เรื่องนี้ให้มันจบแค่นี้นะคะ พอกลับถึงบ้านแล้วก็ไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังอีก ไปค่ะ เราไปซื้อเนื้อกันดีกว่า”
ถึงแม้ว่าช่วงนี้ฐานะทางบ้านจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่ถึงกับมีปัญญาได้กินเนื้อทุกวัน ยิ่งวันนี้จะได้กินเกี๊ยวไส้เนื้อด้วยแล้ว แค่คิดก็น้ำลายสอจนแทบจะกลืนไม่ทัน
สามพี่น้องมุ่งหน้าไปยังร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป พวกเขามีทั้งเงินและตั๋วปันส่วนเนื้อที่ย่าซ่งให้มา จึงซื้อเนื้อแดงมา 5 จิน กระดูกหมูท่อนใหญ่ 2 ท่อน และหมูสามชั้นอีก 2 จิน
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็แวะไปที่ร้านขายธัญพืชเพื่อซื้อข้าวสารกับแป้งสาลีตามโควตาในสมุดปันส่วนอาหารกลับไปอีกด้วย
เมื่อกลับไปรวมตัวกับครอบครัว ซ่งอวี้หน่วนก็พบว่าของที่ขนมาขายในวันนี้ขายดิบขายดีจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ คาดว่าวันนี้คงจะทำกำไรได้ไม่น้อย
ซ่งเหลียงขับรถม้ากลับบ้านด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกว่าการขับรถม้านี่มันสนุกดีเหมือนกัน เธอจึงรับแส้มาถือไว้แล้วขยับไปนั่งแทนที่พ่อของเธอ ก่อนจะควงแส้สะบัดออกไปกลางอากาศอย่างเท่ๆ จนเกิดเสียงดังเปรี้ยง!
เจ้าม้าต้าหงเจ่าซึ่งเชื่อฟังซ่งอวี้หน่วนที่สุดอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงแส้ก็รีบก้าวเท้าวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าอย่างร่าเริง
[จบบท]