บทที่ 186: เสน่ห์แห่งชนบท
3 วันหลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปพบ ผู้เฒ่าจี้ก็มาเยือนหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
ผู้เฒ่าเคยมาที่นี่เมื่อไม่นานมานี้ จึงจำภาพของหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี แต่พอได้มาเยือนอีกครั้งในวันนี้ เขากลับต้องประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง
ถนนหนทางที่เคยขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ บัดนี้ถูกปรับให้เรียบและสะอาดสะอ้าน แม้บ้านเรือนจะยังคงเป็นกระท่อมมุงจากเหมือนเดิม แต่ทั้งภายในและภายนอกบริเวณบ้านกลับถูกปัดกวาดจนน่ามอง โคนรั้วไม้ไผ่ของแต่ละบ้านมีดอกไม้ป่าบานสะพรั่งเป็นหย่อมๆ ราวกับมีคนตั้งใจมาปลูกไว้ บางรั้วยังมีกิ่งหลิวสีเขียวสดเสียบประดับเพิ่มความสดชื่น
หมู่บ้านยังคงเป็นหมู่บ้านเดิมแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามันมีชีวิตชีวาและงดงามราวกับภาพวาดขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าจี้กะพริบตาปริบๆ
รถจี๊ปจอดสนิทที่หน้ากองพลน้อย พอลงจากรถเขาก็เห็นฉู่จื่อโจวยืนอยู่พอดี
ฉู่จื่อโจวยิ้มกว้างเดินเข้ามาต้อนรับ ผู้เฒ่าจี้เองก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยากพลางเอ่ยชม “พ่อหนุ่ม ไม่เลวเลยนะ ไม่ทำให้ปู่ของเธอต้องขายหน้าเลย หมู่บ้านนี้ดีขึ้นผิดหูผิดตาจริงๆ”
ฉู่จื่อโจวเองก็เพิ่งจะขี่จักรยานสำรวจความเรียบร้อยรอบหมู่บ้านเสร็จ เขายังรู้สึกทึ่งไม่หายว่าแค่การปลูกดอกไม้ป่ากับปรับพื้นถนน จะทำให้หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ใครๆ ก็ชอบคำชม แต่ก็ยังคงความถ่อมตนไว้ “ผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุงครับ ยังพยายามอยู่” จากนั้นก็ไม่ลืมที่จะให้เครดิตคนแนะนำ “ต้องขอบคุณเสี่ยวหน่วนด้วยครับที่ช่วยให้คำแนะนำดีๆ หลายอย่างเลย”
ผู้เฒ่าจี้พยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ ‘อ๋อ อย่างนี้นี่เอง’
ก็ว่าอยู่ ต้องยอมรับจริงๆ ว่าแค่การปรับภูมิทัศน์เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้โฉมหน้าของหมู่บ้านเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละที่
ผู้เฒ่าจี้พาอิ๋งอิ๋งเดินตรงไปยังบ้านตระกูลซ่ง วันนี้ปู่ซ่งไม่ได้ออกไปไหน เพราะเมื่อเช้าผู้เฒ่าจี้โทรศัพท์มาบอกว่าจะแวะมาตกปลาด้วยกัน ปู่ซ่งจึงเตรียมอุปกรณ์รอไว้พร้อมสรรพ ส่วนของที่ต้องนำไปขายยังเหลืออีกนิดหน่อย ซ่งเหลียงกับเซี่ยกุ้ยหลานจึงขับรถม้าออกไปจัดการ ย่าซ่งตั้งใจว่าจะให้ลูกๆ ทุกคนได้ฝึกฝนการค้าขายกันถ้วนหน้า
ที่บ้านจึงเหลือย่าซ่งกับเหลียนเซียงที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารกลางวัน ซ่งอวี้หน่วนเคยเปรยไว้ว่าไม่ใช่แขกเหรื่อที่ไหน ไม่ต้องพิถีพิถันให้สิ้นเปลือง มาถึงชนบททั้งที ก็ต้องกินอาหารที่ได้อรรถรสแบบบ้านๆ นี่แหละถึงจะถูก
ย่าซ่งฟังแล้วก็เบ้ปาก ‘อรรถรสแบบบ้านๆ อะไรกัน’ พูดให้สวยหรูก็เท่านั้น ที่จริงก็แค่อาหารที่ทำจากหม้อเหล็กใบใหญ่ในครัวบ้านนอกไม่ใช่หรือไง
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็แอบภูมิใจลึกๆ เพราะได้ยินว่าคนในเมืองใช้ไฟฟ้ากับแก๊สทำอาหาร หม้อก็เล็กนิดเดียว เธอจึงเชื่อว่าไม่มีอะไรจะหอมอร่อยเท่าอาหารที่หุงหาด้วยฟืนอีกแล้ว
เมื่อแขกมาถึง หมิงเซิ่งก็รีบจูงมืออิ๋งอิ๋งออกไปสมทบกับแก๊งเด็กๆ ในหมู่บ้านทันที
ก่อนจะออกไปตกปลา ผู้เฒ่าจี้สบโอกาสตอนที่อยู่กับซ่งอวี้หน่วนตามลำพัง เขาหยิบกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “ข้างในมีคำอธิบายอยู่ ให้กินตามวิธีที่บอกก็พอ”
ซ่งอวี้หน่วนรับกล่องมาเปิดดู ข้างในมีกระดาษแผ่นเล็กๆ วางอยู่เคียงข้างกับยาเม็ด 10 เม็ด
ยานี่… สำหรับน้าชายของเธอ
ถึงน้าชายจะไม่ถึงกับถูกกักขังในที่มืดมิดไร้แสงตะวัน แต่การได้เห็นแสงสว่างของเขาก็ไม่เหมือนคนทั่วไป ที่คุมขังของเขามีช่องแสงบนเพดานซึ่งจะถูกเปิดออกทุกวันเพื่อให้แสงส่องลงมาเป็นลำ
แต่เพราะซ่างกวนเหิงเป็นคนอำมหิตไร้หัวใจ เมื่อไหร่ที่น้าชายขัดขืน การปิดช่องแสงนั้นก็คือหนึ่งในบทลงโทษที่เขาต้องเผชิญ นานวันเข้าการเปิดปิดก็ไร้ซึ่งความแน่นอน ทำให้ร่างกายของเขาผิดแผกจากคนที่เติบโตมาอย่างปกติ
ยาเม็ดเหล่านี้คือสิ่งที่ปรุงขึ้นเพื่อบำรุงร่างกายให้น้าชายของเธอโดยเฉพาะ
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายอบอุ่น “ปู่รองคะ ท่านคงไม่ได้อดหลับอดนอนปรุงมันขึ้นมาใช่ไหมคะ”
ผู้เฒ่าจี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องเล็กน้อยน่า ไปเก็บกล่องยาให้เรียบร้อย แล้วไปตกปลากับพวกเราได้แล้ว”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของซ่งอวี้หน่วน เธอไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำขอบคุณให้มากความ แต่เดินกลับเข้าไปเก็บกล่องยาไว้ในห้องนอนของตัวเองอย่างมีความสุข ห้องนอนของเธอถูกจัดไว้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบ บนโต๊ะหนังสือมีขวดโหลเก่าที่ปักช่อดอกไม้ป่าไว้อย่างน่ารัก
ซ่งอวี้หน่วนคว้ากระเป๋าสะพายข้างแล้วเดินตามคุณปู่และผู้เฒ่าจี้ออกไปตกปลา โดยมีฉู่จื่อโจวร่วมเดินทางไปด้วย
ตอนที่พวกเขาเดินออกจากบ้าน หมิงเซิ่งกับอิ๋งอิ๋งและผองเพื่อนกำลังเล่นเกมที่ 2 กันอย่างสนุกสนาน
เด็กๆ แบ่งออกเป็นสองทีม ยืนเรียงหน้ากระดานจับมือกันแน่น แล้วผลัดกันร้องเพลงท้าทาย คล้ายกับการละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วโต้ตอบกันไปมา “กองฟางสูงตระหง่าน มีดคมกริบ เชิญเลือกทหารของท่านมาได้เลย~~”
นี่คงเป็นการละเล่นที่เด็กๆ ทั่วทั้งแผ่นดินคุ้นเคยกันดี แม้ในยุคที่ไร้อินเทอร์เน็ต แต่ความสนุกสนานก็ยังคงแพร่หลายไปทั่วทุกแห่งหนได้อย่างน่าอัศจรรย์
อิ๋งอิ๋งเองก็เติบโตในชนบทอยู่แล้ว จึงเข้ากับเด็กๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผู้เฒ่าจี้เห็นดังนั้นก็วางใจปล่อยให้หลานสาวเล่นสนุก ส่วนพวกผู้ใหญ่ ซ่งอวี้หน่วนที่แบกตะกร้าใส่ปลา และฉู่จื่อโจวที่หิ้วเก้าอี้พับ ต่างก็พากันเดินลัดเลาะพลางพูดคุยหัวเราะอย่างออกรสไปยังริมแม่น้ำ
ระหว่างทาง ฉู่จื่อโจวก็เปิดประเด็นเรื่องงานขึ้นมา “เมื่อเช้าคุณปู่ผมโทรมาน่ะครับ ท่านถามว่าเราพอจะสานแผ่นรองรองเท้าจากใบข้าวโพดได้บ้างไหม”
เขายังหันไปบอกปู่ซ่งอีกว่า “แล้วก็มีเรื่องจากคุณปู่ของผมอีกเรื่องครับ หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของห้างสรรพสินค้าไป่ฮั่วสาขาที่หนึ่งโทรหาท่าน บอกว่าต้องการสั่งซื้อหมวกกันแดด 10,000 ใบ ให้ส่งของภายในครึ่งเดือน ไม่ทราบว่าจะทำทันไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนได้ยินก็อดแซวไม่ได้ “โห งานยุ่งขนาดนี้ยังมีอารมณ์มาตกปลาอีกเหรอ ไม่รีบกลับไปเปิดประชุมล่ะคะ”
ฉู่จื่อโจวรีบแก้ “ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์เมื่อกี้นี้เอง กำลังจะไปปรึกษากับลุงซ่งอยู่พอดี”
ผู้เฒ่าจี้ที่เดินนำอยู่ถึงกับหยุดกึก “เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้เธอเรียกพี่ชายฉันว่าอะไรนะ”
ฉู่จื่อโจวหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
ซ่งอวี้หน่วนที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดัง
ชายหนุ่มถลึงตาใส่เธอแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบแก้ตัวพัลวัน “ผมพูดผิดครับ พูดผิด ต้องเป็นคุณปู่ซ่งครับ ผมกำลังจะปรึกษาเรื่องแผ่นรองรองเท้ากับคุณปู่ซ่ง”
ปู่ซ่งทำสีหน้าบอกไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนดีใช้ได้ เขาคงยกไปป์ยาเส้นฟาดหัวไปแล้ว
“ตอนนี้ใบข้าวโพดมันหาไม่ง่ายแล้วน่ะสิ เมื่อก่อนเราก็ไม่เคยคิดจะเอามาสานแผ่นรองรองเท้า ที่พอจะใช้เป็นเชื้อไฟได้ก็เผาไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ก็ใช้การไม่ได้”
ฉู่จื่อโจวถอนหายใจอย่างเสียดาย “ถ้างั้นคงต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าแล้วล่ะครับ แต่ยังโชคดีที่เรื่องหมวกกันแดดเรามีการสานเตรียมไว้บ้างแล้ว น่าจะเสร็จทันในครึ่งเดือน”
ปู่ซ่งพูดอย่างภาคภูมิใจ “ฉันสานเก็บไว้ได้ 500 กว่าใบแล้วนะ”
“เยอะกว่านั้นก็ไม่มีปัญหาครับ” ฉู่จื่อโจวบอก “หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อบอกว่าขั้นต่ำ 10,000 ใบ โดยเฉพาะหมวกของผู้หญิงนี่ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดีเลยครับ”
ซ่งอวี้หน่วนพูดขึ้น “ที่คุณปู่ของฉันสานไว้ส่วนใหญ่ก็เป็นหมวกผู้หญิงทั้งนั้นเลยค่ะ จริงสิ ฉันมีความคิดดีๆ อย่างหนึ่ง อยากจะลองฟังดูไหมคะ”
“ฟังครับ ฟังเลย” ฉู่จื่อโจวตอบรับทันควัน
“เราไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าจะต้องใช้ใบข้าวโพดอย่างเดียวนี่คะ เราใช้หญ้าชนิดอื่นสานก็ได้ อย่างเช่นหญ้าอูลาที่ขึ้นตามเนินเขาหรือแถวที่ลุ่มก็ใช้ได้เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องเน้นผลิตจำนวนมาก แต่เปลี่ยนไปเน้นทำตามออเดอร์ลูกค้าแทน”
ฉู่จื่อโจวมองซ่งอวี้หน่วนอย่างทึ่งๆ ในหัวของผู้หญิงคนนี้มีเรื่องให้ประหลาดใจได้ตลอดเวลาเลยหรือไงนะ
***
ขณะเดียวกัน ณ บ้านตระกูลเซี่ยในปักกิ่ง
เซี่ยโป๋เหวินเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากคนสนิทที่เขาส่งไปปฏิบัติภารกิจ
ปลายสายรายงานว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น คาดว่าเป้าหมายจะเดินทางถึงปักกิ่งในคืนวันพรุ่งนี้
เซี่ยโป๋เหวินอยากจะเอ่ยปากถามถึงบางสิ่ง แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
คนของเขาที่ปลายสายคงจะเดาใจออก หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “สุขภาพของเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ”
แววตาของเซี่ยโป๋เหวินลุกโชนด้วยความโกรธ คนโบราณว่าไว้ไม่เห็นแก่หน้าพระก็ต้องเห็นแก่หน้าผ้าเหลือง อย่างน้อยเห็นแก่หน้าเขา ก็ไม่ควรปฏิบัติต่อลูกชายของเขาแบบนี้สิ หรือว่าเขาทำให้ตระกูลซ่างกวนเข้าใจผิดไป คิดว่าลูกคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากซ่างกวนอวิ๋นฉีเป็นเพียงหมูหมาอย่างนั้นหรือ
หลังจากวางสาย เซี่ยหมิงก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องหนังสือด้วยสภาพอิดโรย “พ่อครับ แม่เขาไม่ยอมไปมอบตัว แม่ขู่ว่าถ้าเราบีบคั้นเขาอีก แม่จะฆ่าตัวตาย”
เซี่ยโป๋เหวินจ้องหน้าลูกชายด้วยสายตาลึกล้ำ “แล้วแกว่าเราควรทำยังไงดี”
เซี่ยหมิงยกมือขึ้นขยี้ผมอย่างจนปัญญา เมื่อได้รู้เรื่องราวที่เซี่ยซินตงต้องเผชิญ เขาก็รู้ดีว่าถ้าเซี่ยซินตงไม่ใช่คนดีประเสริฐจนยอมให้อภัยได้ง่ายๆ เขาไม่มีทางปล่อยให้ตระกูลซ่างกวนลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน
ถึงกระนั้น เขาก็ยังลองหยั่งเชิงถามบิดา “พ่อครับ ถ้าสมมติว่าเขาคิดจะแก้แค้นขึ้นมาจริงๆ พ่อว่าเขาจะทำยังไงได้บ้าง เขาจะมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือ แล้วถ้าเราไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ไว้ก่อน จะมีใครรับฟังเรื่องของเขาไหมครับ”
[จบบท]