บทที่ 188: หนูฉลาดไหมคะ
ปลายสายของเซี่ยโป๋เหวินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “งั้นก็เอาตามนี้ไปก่อนแล้วกัน ว่าแต่...หนูมีธุระอะไรอีกรึเปล่า”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่า “มีสิคะ หนูมีเรื่องหนึ่งพอดีเลย”
“งั้นก็ว่ามา”
พอได้ยินว่าซ่งอวี้หน่วนมีธุระ หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส “คุณตาคะ คุณตาว่าหนูฉลาดไหม”
เซี่ยโป๋เหวินหลุดหัวเราะ “แน่นอนอยู่แล้วว่าฉลาด”
ไม่เพียงแค่ฉลาด แต่ยังเป็นจอมวางแผนตัวยงอีกด้วย
“แล้วตาคิดว่าพวกลูกๆ ของคุณตาจะสู้หนูได้สักกี่น้ำกันเชียว”
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วมุ่น “เสี่ยวหน่วน จะพูดแบบนั้นมันก็ไม่ถูกนะ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก “กันไว้ดีกว่าแก้ เรามาพูดกันให้เคลียร์ๆ ไปเลยดีกว่านะคะ ปกติแล้วหนูยึดคติที่ว่าถ้าไม่มีใครมายุ่ง หนูก็จะไม่ไปยุ่งกับใคร แต่ถ้าใครกล้ามาหาเรื่องก่อนล่ะก็ หนูก็จะเอาคืนเป็นร้อยเท่าเลยค่ะ ช่วยไปกำกับดูแลลูกๆ ของคุณตาให้ดีด้วยนะคะ อย่าให้มายุ่งกับหนู หรือน้าชายของหนู บางทีเราอาจจะยังอยู่กันอย่างสงบสุขไปได้อีกสักพัก แต่ถ้ายังดึงดันอยากจะหาเรื่องตายกันนัก หนูก็จะรับคำท้านั้นไว้ด้วยความยินดีค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวิน “...”
ให้ตายสิ ปวดหัวจริงๆ
“คุณตาขา หนูไม่มีอะไรแล้วค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนบอกลาเซี่ยโป๋เหวินด้วยน้ำเสียงร่าเริง
เซี่ยโป๋เหวินได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะวางสายไป
***
อันที่จริงแล้ว เธอกับน้าชายแทบจะเป็นคนแปลกหน้ากันโดยสมบูรณ์ ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรเป็นพิเศษ แต่การที่น้าชายยอมร่วมมือกับเธออย่างดี ก็ทำให้เกิดสายใยบางๆ ของความเป็นญาติขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
ซ่งอวี้หน่วนเดินวนไปรอบห้องอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะลากเซี่ยกุ้ยหลานกับซ่งเหลียงมาคุย แล้วเล่าเรื่องของเซี่ยซินตงให้ฟังจนหมดเปลือก
เซี่ยกุ้ยหลานถึงกับช็อกจนหายใจแทบไม่ทัน ไอโขลกๆ อยู่พักใหญ่
ซ่งเหลียงมองหน้าลูกสาวด้วยแววตาที่ยากจะอธิบาย “ลูกคนนี้นี่ปากแข็งจริงๆ เลยนะ ทำไมเพิ่งจะมาบอกพ่อกับแม่เอาป่านนี้ล่ะ พวกเราจะได้เตรียมตัวเตรียมใจทันได้ยังไง”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนี่คะ ว่าน้าจะกลับมาได้อย่างปลอดภัยรึเปล่า ถ้าเกิดเขากลับมาไม่ได้ การให้คุณยายกับพ่อแม่ไม่รู้อะไรเลยน่าจะดีกว่า”
ฟังดูก็มีเหตุผล
“แต่นี่มันกะทันหันเกินไป แล้วได้บอกคุณยายรึยัง” เซี่ยกุ้ยหลานถาม
“อย่าเพิ่งเลยค่ะ ถ้าบอกคุณยายไปตอนนี้ คืนนี้ท่านคงข่มตาหลับไม่ลงแน่ๆ”
“แล้วตอนนี้เราต้องทำอะไรบ้างล่ะ”
“เราไปช่วยกันเก็บกวาดห้องว่างทางฝั่งตะวันออกของที่พักปัญญาชนให้น้ากันก่อนค่ะ ห้องนั้นหน้าต่างบานใหญ่ น้าของหนูต้องได้อยู่ห้องที่แดดส่องถึงที่สุด แล้วแม่ก็ไปบอกคุณยายว่า ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านฉู่จะมีแขกมา เขาไม่สะดวกที่จะเตรียมการ แต่เราต้องไปช่วยเขาจัดแจงให้เรียบร้อย ที่บ้านเรายังมีหนังสือพิมพ์เหลืออยู่ใช่ไหมคะ แม่คะ เราไปเอามาติดผนังกันเถอะค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนตรงไปหาฉู่จื่อโจวก่อนเป็นอันดับแรก เพราะการที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน ก็ต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างเขาทราบ
หลังจากซ่งอวี้หน่วนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างสั้นๆ ฉู่จื่อโจวก็ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง แล้วมองหน้าเธอ “ซ่งอวี้หน่วน ทำไมฉันรู้สึกว่าตั้งแต่เธอมาอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ที่นี่มันเหมือนกลายเป็นโลกอีกใบไปแล้วเลยล่ะ”
“พี่คงอดหลับอดนอนจนเบลอไปแล้วมั้งคะ หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจะเป็นอีกโลกหนึ่งไปได้ยังไงกัน อ้อ! เรื่องนี้พี่รู้ไว้คนเดียวก็พอนะคะ อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไป”
ฉู่จื่อโจวจึงจำต้องพยักหน้ารับ
ที่แท้ช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่แม่สาวน้อยคนนี้ก่อเรื่องป่วนซ่างกวนอวิ๋นฉีจนสะบักสะบอม แถมยังทำให้เซี่ยโป๋เหวินต้องโทรศัพท์มาไม่หยุดหย่อน ที่แท้ก็เพื่อจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้นี่เอง เขารู้สึกได้เลยว่าตราบใดที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ชีวิตคงไม่มีวันน่าเบื่อ
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เรื่องยาชนิดพิเศษนั่นเขาก็พอจะรู้มาบ้าง และจำได้ว่าเพื่อที่จะนำเข้ายาตัวนี้มาให้ได้ ปู่กู้กับคุณปู่ของเขาถึงกับต้องยอมอ่อนข้อในหลายๆ เรื่องจนทำเอาชายชราทั้งสองนอนไม่หลับไปหลายคืน
ตอนนี้ฉู่จื่อโจวเริ่มจะเห็นใจเซี่ยโป๋เหวินขึ้นมาตะหงิดๆ แล้ว ชีวิตของชายชราคนนั้นคงจะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป
“แล้วตอนนี้มีอะไรให้ฉันช่วยบ้างไหม”
“แค่พี่ยอมให้น้าของหนูยืมบ้านหลังนั้นก็พอแล้วค่ะ”
“ยอมสิ ยอมแน่นอน อยากจะอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ไปเลย ว่าแต่...ต้องเปลี่ยนประตูหน้าต่างใหม่รึเปล่า”
“ไม่ต้องเลยค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง กระจกยังดีอยู่เลย แค่เช็ดให้ใสกิ๊งก็พอ หนูจะทำให้แสงแดดทุกอณูของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอสาดส่องเข้าไปในห้องของน้าให้ได้เลยค่ะ”
เด็กสาวหัวเราะจนตาหยี พร้อมกับวาดแขนเป็นวงกลมใหญ่โตอย่างโอ้อวด
ฉู่จื่อโจว “...”
จู่ๆ ก็รู้สึกตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ถ้าเขามีหลานสาวแบบนี้สักคน มันจะวิเศษขนาดไหนกันนะ
ซ่งอวี้หน่วนวิ่งตรงไปยังที่พักปัญญาชนด้วยความเบิกบานใจ
ที่นั่น เซี่ยกุ้ยหลานได้คุยกับเซี่ยซินซานเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนต่างพยายามข่มความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ แล้วเริ่มลงมือเก็บกวาดห้องพัก
จูเฟิ่งเอ่ยขึ้น “เมื่อวานเสี่ยวหน่วนบ่นว่าอยากกินบะหมี่ทำมือ ในเมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็กินที่นี่เลยแล้วกัน เดี๋ยวฉันผัดกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่าง แล้วลูกไปตามพ่อกับแม่สามีมาทานด้วยกันนะ”
เซี่ยกุ้ยหลานเห็นว่าการให้แม่ได้มีอะไรทำจะได้ไม่ฟุ้งซ่านจึงตอบตกลง
จูเฟิ่งมองลูกชายคนโตกับลูกสาวคนโต แววตาของเธอวูบไหวไปด้วยความเศร้า พอหันหลังกลับ น้ำตาก็ไหลพรากลงมาทันที
ลูกชายคนเล็กของเธอยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ตอนนี้เธอไม่กล้าทำอะไรวู่วาม เพราะกลัวว่าถ้าทำอะไรพลาดไป จะกลายเป็นการสร้างปัญหาให้ลูกๆ แทน เธอทำได้เพียงสวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน ขอพรให้ลูกชายของเธอ...แค่ได้กลับมาให้เธอเห็นหน้าสักครั้งก่อนสิ้นลม เธอก็ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว
หญิงชราปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะเดินไปตัดกุยช่ายที่สวนหลังบ้าน วันนี้เธอตั้งใจจะทำน้ำราดบะหมี่ไข่กุยช่าย เสี่ยวหน่วนชอบกินเนื้อ โชคดีที่ยังมีเนื้อสันในแช่น้ำเย็นๆ อยู่ในบ่อ เดี๋ยวเธอจะเอามาหั่นเป็นเส้นแล้วผัดกับพริก ทำเป็นน้ำราดบะหมี่หมูเส้น
เธอเหลือบมองตะวันแล้วรีบเดินไปยังสวนหลังบ้าน
ห้องพักไม่ใหญ่โตนักจึงทำความสะอาดได้ไม่ยาก ไม่กี่วันก่อนซ่งอวี้หน่วนก็แกล้งหาเรื่องให้น้าใหญ่มาช่วยปัดกวาดเช็ดถูไว้เรียบร้อยแล้ว เสื่อกกผืนใหม่ถูกปูทับลงบนคัง กระจกหน้าต่างก็ถูกขัดจนใสสะอาด ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำหนังสือพิมพ์มาติดผนัง ซ่งอวี้หน่วนจึงไปตามโจวเสี่ยวฮวามาช่วยอีกแรง
ซ่งอวี้หน่วนยุ่งหัวหมุนจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ทั้ง 4 คนช่วยกันติดหนังสือพิมพ์จนเสร็จอย่างรวดเร็ว เพียงเท่านี้ ห้องที่เคยว่างเปล่าก็ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา โจวเสี่ยวฮวาถึงกับร้องออกมาอย่างทึ่งๆ “พอจัดแล้วทำไมถึงสวยอย่างนี้ล่ะ”
พอเซี่ยกุ้ยหลานเห็นย่าซ่งกลับมาพอดี จึงเข้าไปกระซิบเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง ย่าซ่งตกใจจนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อยากได้อะไรก็หยิบไปใช้ได้เลยนะ”
เซี่ยกุ้ยหลานจึงยกหีบไม้แดงใบหนึ่งเข้าไปในห้อง ฉู่จื่อโจวก็ใจดีช่วยยกเก้าอี้มาเพิ่มให้อีก 2 ตัว เสื้อผ้ากางเกงมีเตรียมพร้อมไว้แล้ว ส่วนพวกผ้าขนหนูและของใช้ส่วนตัว ซ่งอวี้หน่วนก็มีของใหม่สำรองเก็บไว้อยู่ อ่างล้างหน้าก็เป็นของใหม่เอี่ยม มีลายอักษรมงคลคู่ ‘ซังฮี้’ สีแดงสดใส ส่วนเรื่องรองเท้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ในโกดังมีเก็บไว้ทุกขนาด
เซี่ยกุ้ยหลานค่อยๆ จัดเสื้อผ้าใส่ตู้พลางปาดน้ำตาไปด้วย มีแต่ตอนนี้นี่แหละที่เธอสามารถทำเพื่อน้องชายได้ขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อหลายเดือนก่อน แค่เงินจะตัดกางเกงให้น้องชายสักตัว เธอยังไม่มีปัญญาหามาได้เลยด้วยซ้ำ
***
บนขบวนรถไฟ เซี่ยซินตงหลับตาพิงศีรษะกับหน้าต่าง ตรงข้ามกับเขาคือชายคนหนึ่งซึ่งจะเดินทางไปเป็นเพื่อนจนถึงอำเภอหนานซาน เขาแนะนำตัวว่าเป็นเลขานุการของเซี่ยโป๋เหวิน นามสกุลไป๋ และอายุมากกว่าเขาสองสามปี
เลขาไป๋ได้แต่กำมือแน่น บรรยากาศช่างน่าอึดอัด ตั้งแต่พบหน้ากันมา เขายังไม่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว ได้แต่ภาวนาในใจให้รถไฟถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด
***
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเจอกู้หวยอันยืนรออยู่ที่สถานีรถไฟ
เขายืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น รูปร่างสูงโปร่งดูภูมิฐานและหล่อเหลาไร้ที่ติ
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตะลึงจนลืมเรียก ‘พี่ชาย’ ไปเสียสนิท
ซ่งเหลียงกับเซี่ยกุ้ยหลานขับรถม้าพาซ่งอวี้หน่วนมา พวกเขาเพิ่งจะมาถึงเหมือนกัน ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่ารถไฟขบวนนั้นจะมาถึง
[จบบท]