บทที่ 196: อย่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า
ซ่งอวี้หน่วนยื่นใบมีดให้หญิงสาวทั้งสามคนละอันก่อนจะเอ่ยถาม “พวกคุณไม่เคยขุดผักป่ากันเลยใช่ไหมคะ”
กัวเสียแย้งขึ้นมาทันที “จะเป็นไปได้ยังไงว่าไม่เคย ถึงบ้านฉันจะค่อนข้างมีฐานะ แต่ช่วง 2 ปีที่เศรษฐกิจทั่วประเทศฝืดเคือง บรรดาแม่บ้านในบ้านพักก็พากันไปขุดผักป่าแถบชานเมืองเป็นประจำ ผักจี้ไช่นี่แหละค่ะอร่อยที่สุด”
ฉู่จี๋น่าพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ เรื่องนี้ฉันก็รู้”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “ว้าว ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกคุณจะเคยลำบากเหมือนกัน งั้นฉันก็คงไม่ต้องสอนแล้วสินะคะว่าจะขุดมันขึ้นมายังไง”
ซ่งอวี้หน่วนแอบเบ้ปากในใจ ตอนที่เจอกันเมื่อเช้าแต่ละคนยังดูไว้ตัวอยู่เลย แม้จะพยายามเก็บอาการแต่ก็ยังเผยความรู้สึกเหนือกว่าออกมาอย่างปิดไม่มิด ทั้งยังตั้งแง่กับสาวๆ ในหมู่บ้านราวกับว่าผู้หญิงทุกคนจ้องจะจับฉู่จื่อโจว
นี่แหละคือเหตุผลที่เธอไม่ได้ชวนโจวเสี่ยวฮวามาด้วย
ถึงในใจจะคิดอย่างนั้น แต่เธอก็ยังพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม “ขุดได้ตามสบายเลยนะคะ แปลงนี้คุณปู่ของฉันเป็นคนย้ายต้นกล้ามาปลูกไว้เองทั้งหมด พื้นที่ตรงนี้เป็นของบ้านฉัน เพราะฉะนั้นขุดได้เต็มที่เลยค่ะ”
“ข้างๆ กันมีแม่น้ำสายเล็กๆ เราล้างให้สะอาดแล้วค่อยเอากลับไป ถ้าชอบทาน ตอนเย็นก็ให้คุณปู่ซุนทำเกี๊ยวให้ทานได้นะคะ”
กัวเสียกล่าวอย่างเกรงใจ “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ จริงๆ แล้วฉันก็ทำเป็นเหมือนกัน เสี่ยวหน่วน ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้เรามาทำเกี๊ยวกินด้วยกันดีไหม”
“ตอนเย็นฉันต้องไปทานข้าวที่บ้านคุณยายค่ะ แต่ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ วันหลังมาทานข้าวที่บ้านฉันก็ได้นะคะ จริงสิ เดี๋ยวเราต้องตัดอ้ายเฉ่ากลับไปด้วยนะคะ เพราะตอนกลางคืนที่นี่มียุง”
หลิวเสี่ยวหมิ่นเบิกตากว้าง ถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความเป็นคุณหนูเต็มที่ “ที่นี่ยุงเยอะเหรอคะ”
ซ่งอวี้หน่วนลุกขึ้นยืนแล้วมองหลิวเสี่ยวหมิ่นที่กำลังใช้มีดเล็กๆ ทำท่าจะขุดดินอย่างลังเล ก่อนจะแสร้งถามด้วยความตกใจสุดขีด “ที่ปักกิ่งไม่มียุงเหรอคะ ตายจริง เรื่องนี้ฉันไม่รู้มาก่อนเลย เมืองใหญ่โตขนาดนั้นไม่มียุงสักตัวเนี่ย สุดยอดไปเลยนะคะ พวกเขาทำได้ยังไงกันนะ เป็นเพราะว่าเป็นเมืองหลวงหรือเปล่าคะ”
จากนั้นเธอก็แสร้งทำสีหน้าเลื่อมใสราวกับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ต่อ “ถึงฉันจะไม่เคยไปปักกิ่ง แต่ก็รู้ว่าที่นั่นใหญ่โตมโหฬารมาก ทำยังไงถึงไม่มียุงสักตัวได้นะ ฉันสงสัยใคร่รู้จริงๆ ค่ะ”
กัวเสียรีบปรามลูกสาว “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ยุงมีอยู่ทุกที่นั่นแหละ ที่ปักกิ่งก็มียุงเหมือนกัน นี่เป็นความรู้พื้นฐานเลยนะเสี่ยวหมิ่น อย่าพูดอะไรมั่วซั่วทำให้เสี่ยวหน่วนเข้าใจผิดสิ”
หลิวเสี่ยวหมิ่นหน้าเจื่อนลงด้วยความอาย “หนู...หนูก็แค่พูดไปอย่างนั้นเองค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงตีหน้าเศร้าแสดงความผิดหวัง “อ๋อ ที่แท้ที่ปักกิ่งก็มียุงเหมือนกันเหรอคะ”
การได้ลองขุดผักป่าเป็นครั้งแรกถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับทุกคนเสมอ สำหรับกัวเสียแล้วมันคือการหวนนึกถึงความหลัง ส่วนฉู่จี๋น่าและหลิวเสี่ยวหมิ่นที่เป็นสาวชาวกรุงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนานเป็นพิเศษ
เพียงไม่นาน พวกเธอก็ขุดผักจนเต็มตะกร้าสานจากกิ่งหลิว
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มอย่างพอใจ การได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองนี่มันดีที่สุดแล้ว
หลังจากนั้น พวกเธอก็พากันไปที่ริมแม่น้ำเพื่อล้างผักและล้างมือให้สะอาด
ณ ริมฝั่งแม่น้ำที่น้ำใสสะอาดจนมองเห็นพื้นทรายด้านล่าง ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าไม้เขียวชอุ่มซึ่งมีดอกไม้ป่าหลากสีสันเบ่งบานแซมอยู่ประปราย ขณะที่ฝูงนกนางแอ่นบินโฉบผ่านผิวน้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่วงซ้อนกันอย่างสวยงาม
กัวเสียอดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่าที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน บรรยากาศคล้ายคลึงกับสถานพักฟื้นตงซานในปักกิ่ง หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
ทว่าฉู่จี๋น่าและหลิวเสี่ยวหมิ่นกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งไปกับธรรมชาติเท่าไหร่นัก เพราะใจของพวกเธอจดจ่ออยู่กับการไปดูเสื้อผ้ามากกว่า
ฉู่จี๋น่าจึงเอ่ยขึ้น “แม่คะ อย่าเพิ่งเคลิ้มสิคะ เรายังอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายวัน ถึงตอนนั้นแม่จะมาเที่ยวเล่นเมื่อไหร่ก็ได้นี่คะ”
กัวเสียเหลือบมองหญิงสาวทั้งสองสลับกับเสื้อผ้าบนตัวของซ่งอวี้หน่วน เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าเสื้อผ้าชุดนี้เป็นฝีมือของเด็กสาวตรงหน้า บางทีเด็กคนนี้อาจจะถูกแม่ของตัวเองหลอกก็ได้ เพราะเด็กสาวสมัยนี้บางคนก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าที่พ่อแม่ตัดเย็บให้ แต่กลับนิยมซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปมากกว่า ด้วยความคิดที่ว่ามันทำให้ดูดีและมีระดับกว่า
ถึงจะคิดอย่างนั้น กัวเสียก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อเห็นว่าผักจี้ไช่ถูกล้างจนสะอาดสะอ้านและซอกเล็บของทุกคนก็ไม่มีเศษดินติดแล้ว เธอก็รู้สึกพอใจ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะให้ซ่งอวี้หน่วนถือตะกร้าคนเดียว จึงบอกให้ลูกสาวของตนกับเสี่ยวหมิ่นช่วยกันหิ้วคนละข้าง
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ขึ้นไปบังคับรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านอย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศสบายๆ ทำให้จิตใจที่เคยขุ่นมัวพลอยสงบลงไปด้วย
พวกเธอเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพบเจอชาวบ้านระหว่างทาง พวกเขาก็จะหยุดยืนอยู่ข้างทางแล้วมองดูซ่งอวี้หน่วนที่บังคับรถม้าอย่างคล่องแคล่วด้วยสายตาที่คุ้นเคย ทุกคนต่างรู้ดีว่าแขกที่มาเยือนเป็นใคร เพราะข่าวแพร่สะพัดไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงส่งยิ้มซื่อๆ มาให้ แต่ก็แฝงไปด้วยความประหม่า
กัวเสียไม่ใช่คนโง่ที่จะวางมาดสูงส่งในสถานการณ์แบบนี้ เธอจึงยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็นมิตร ทำให้ชาวบ้านต่างก็แอบชื่นชมกันลับหลังว่าเธอเป็นคนดีจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่แสดงความเห็น ความใจดีนี้คงต้องดูด้วยว่าใช้กับใคร
เธอนึกถึงเมื่อเช้าตอนที่วิ่งออกกำลังกาย กู้หวยอันได้หาจังหวะเล่าเรื่องระหว่างกัวเสียกับจูม่านให้ฟังคร่าวๆ ว่าทั้งสองคนมีความบาดหมางฝังใจกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักที่ซับซ้อนเกินกว่าเขาจะรู้รายละเอียด
แต่ที่แน่ๆ คือกัวเสียไม่ชอบผู้หญิงที่ทำงานร้องรำทำเพลงเป็นอย่างมาก
ถึงแม้กู้หวยอันจะเล่าเพียงผิวเผิน แต่ซ่งอวี้หน่วนก็เข้าใจประเด็นสำคัญได้ทันที แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก แค่ฟังผ่านๆก็พอ เพราะรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านั้นยังห่างไกลจากครอบครัวของเธอ
ถนนหนทางในหมู่บ้านแห่งนี้แตกต่างจากหมู่บ้านทางใต้ที่มักจะมีตรอกซอกซอยคดเคี้ยว แต่ที่นี่เป็นถนนกว้างที่ตัดตรงทะลุถึงกันทั้งสี่ทิศ
ซ่งอวี้หน่วนมองเห็นรถจี๊ปคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้านของเธอแต่ไกล ข้างรถยังมีคนยืนอยู่อีกหลายคน เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ใหญ่ชุย
ซ่งอวี้หน่วนรีบหยุดรถม้าแล้วกระโดดลงไปอย่างคล่องแคล่ว อาจารย์ใหญ่ชุยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเห็นเด็กสาวบังคับรถม้า เขาเหลือบมองไปทางปู่ซ่งพลางคิดในใจว่าครอบครัวนี้ช่างตามใจลูกหลานเสียจริง
สายตาของเขากวาดไปเห็นสตรีอีกหลายคนบนรถม้า ซึ่งดูแล้วก็รู้ว่าเป็นคนต่างถิ่น และไม่ใช่คนต่างถิ่นธรรมดาๆ แน่
อาจารย์ใหญ่ชุยยิ้มแล้วเอ่ยกับซ่งอวี้หน่วนว่า “เสี่ยวหน่วน พอดีวันมะรืนพวกเราจะเดินทางไปที่เทศมณฑลน่ะ เธอพอจะมีเวลาว่างไหม พาน้องชายของเธอไปเที่ยวเล่นกับพวกเราก็ได้นะ”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตา “อาจารย์ใหญ่ชุย พวกท่านเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเหรอคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยพยักหน้าแล้วกำหมัดแน่น “อืม พร้อมแล้ว คราวนี้พวกเรามั่นใจมาก”
ซ่งอวี้หน่วนทวนคำกับตัวเองเบาๆ “วันมะรืนเหรอคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยจ้องมองเธอด้วยแววตาคาดหวัง เขาอยากให้เธอไปด้วยใจจะขาด แต่ก็ไม่สามารถบังคับได้ เพราะถ้าหากผู้เฒ่าหูรู้เรื่องเข้าคงต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่
กัวเสียและหญิงสาวอีกสองคนยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงุนงง พวกเธอรู้สึกแปลกใจที่อาจารย์ใหญ่คนนี้ดูเหมือนกำลังอ้อนวอนขอร้องซ่งอวี้หน่วนอยู่
ซ่งอวี้หน่วนหันมาพูดกับกัวเสีย “อำเภอของเรากำลังจะยื่นเรื่องขอจัดตั้งวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ค่ะ”
กัวเสียพยักหน้ารับรู้ “อ้อ”
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ขยับเข้าไปกระซิบกับกัวเสียอย่างสนิทสนม “พี่สาวกัวคะ คุณปู่หูที่เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้หนูรู้จักท่านค่ะ แต่จะว่าไปแล้วอำเภอของเราก็มีศักยภาพไม่น้อยเลยนะคะ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะจัดตั้งวิทยาลัยเจ้าหน้าที่”
กัวเสียใจกระตุกวูบ เธอเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคหลัง
เธอมองซ่งอวี้หน่วนอย่างจนใจระคนขบขัน ก่อนจะถลึงตาใส่ “นี่ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกฉันว่าพี่ มันผิดลำดับศักดิ์กันหมดรู้ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่า “ทราบแล้วค่ะ งั้นหนูขอเรียกท่านว่าป้ากัวนะคะ”
พูดจบเธอก็หันไปตอบอาจารย์ใหญ่ชุย “ก็ได้ค่ะ พอดีฉันกับพ่อต้องไปสั่งของที่เทศมณฑลอยู่แล้วเหมือนกัน”
อาจารย์ใหญ่ชุยดีใจจนออกนอกหน้า “งั้นวันมะรืนพวกเราจะมารับพวกเธอไปที่สถานีรถไฟนะ”
[จบบท]