บทที่ 20: ความจริงอันโหดร้าย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุผลที่ซ่งเหนียนยอมทนซุนจินหรงมาตลอดก็เพราะหนึ่งคือเขารักเธอจากใจจริงและอยากใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่เฒ่า และสองคือเธอได้ให้กำเนิดลูกชายที่ทั้งฉลาดและรู้ความให้แก่เขา
ทว่าตอนนี้ในหัวของเขากลับสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่รู้เลยว่าควรจะทำอย่างไรดี
แต่พอเห็นสองพี่น้องจูงมือกันทำท่าจะเดินจากไป ใจของซ่งเหนียนก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมา พวกเขาคงเห็นสีหน้าไม่ดีของจินหรงเข้า เลยเข้าใจผิดไปกันใหญ่
ชายหนุ่มจึงรีบก้าวเข้าไปหาพร้อมกับปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “เมื่อกี้อากำลังคุยธุระกับอาสะใภ้เล็กของพวกหนูอยู่น่ะ ไป กลับบ้านกับอากันเถอะ ว่าแต่ พวกหนูมากับใครเหรอ”
ขณะนั้นเอง ซุนจินหรงที่เดินออกไปได้สักพักก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีของอยู่ในมือ เธอจึงวิ่งกลับมาแล้วยัดทุกอย่างใส่มือของซ่งเหนียน จากนั้นก็หันไปฝืนยิ้มให้ซ่งอวี้หน่วน “เสี่ยวหน่วน อาสะใภ้มีธุระนิดหน่อย หนูกลับไปกับอาของหนูก่อนนะ เดี๋ยวตอนเย็นเราทำบะหมี่กินกัน”
ซ่งหมิงเซิ่งถึงกับสูดปากเสียงดัง เขารีบเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ “อาสะใภ้ใจดีที่สุดเลยครับ”
หมิงเซิ่งคิดในใจว่าจะได้กินบะหมี่แห้งแล้ว ตอนเด็กๆ เขาเคยกินแค่ครั้งเดียวจนลืมรสชาติไปแล้ว นี่คงเป็นเพราะได้บารมีของพี่สาวแท้ๆ หากกลับไปเล่าให้ย่าฟัง ย่าต้องพูดแน่ๆ ว่าวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
เมื่อซ่งเหนียนทำบะหมี่แห้งใส่หมูเส้นกับไข่เสร็จ ซุนจินหรงก็กลับมาจากบ้านแม่ของเธอพอดี เธอกลับมาพร้อมกับไข่ไก่หนึ่งถุงตาข่ายและแป้งสาลีอีกหลายจินในถุงผ้า
เธอบอกว่ายายซุนเป็นคนให้มา
ยายซุนอาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บ้านหลังนั้นซื้อด้วยเงินสินสอดของซุนจินหรง
สมัยก่อนยายซุนเคยอาศัยอยู่ในชนบท เธอมักจะป่าวประกาศให้ใครต่อใครฟังว่าที่ตัวเองได้ดิบได้ดีก็เพราะลูกสาวคนนี้ และยิ่งเธอป่าวประกาศมากเท่าไหร่ ซุนจินหรงก็ยิ่งแสดงความกตัญญูมากขึ้นเท่านั้น ราวกับว่าเธอพร้อมที่จะสละได้ทั้งสามีและลูกชายเพื่อแม่ของตัวเอง
ซุนจินหรงมีแต่ขนของจากบ้านไปให้แม่ ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะนำของจากบ้านแม่กลับมาแม้แต่น้อย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ครอบครัวซ่งก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น เพราะถ้าพูดอะไรออกไปก็คงได้แต่ทะเลาะกันเปล่าๆ
ซ่งเหนียนเองก็รู้สึกว่าวันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกจริงๆ แต่ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นคืออารมณ์ของภรรยาดูไม่ปกติ แถมมือของเธอยังสั่นเทาอีกด้วย
ตอนที่ซุนจินหรงเดินเข้ามาในห้อง หู่จื่อกำลังนั่งยองๆ เล่นลูกแก้วกับพี่น้องทั้งสองอยู่บนพื้น พอเห็นแม่ของตัวเองเข้ามา หู่จื่อก็สะดุ้งตกใจ เขารีบคว้าลูกแก้วทั้งสองลูกมายัดเข้าปากทันที
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งนั่งยองๆ มองดูอยู่ข้างๆ มีปฏิกิริยาไวกว่าใคร เธอกดหัวของหู่จื่อลงแล้วล้วงลูกแก้วทั้งสองลูกออกจากปากของเขา ก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นอย่างรังเกียจ “นี่มันไม่ใช่ลูกอมนะ ยัดเข้าไปในปากทำไม”
หู่จื่อร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ “วันก่อนลูกพี่ลูกน้องมาขอ ผมไม่อยากให้ ก็เลยโกหกแม่ไปว่าทำหายแล้ว แต่ตอนนี้แม่มาเห็นเข้า ต้องเก็บไว้ไม่ได้แน่ๆ ฮือๆ ลูกแก้วของผม”
คำพูดของลูกชายทำให้ใบหน้าของซุนจินหรงซีดสลับเขียว
ซ่งเหนียนจ้องมองภรรยาอย่างดุดัน แต่ก็ยังพยายามข่มความโกรธเอาไว้ “เธอ... มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ ไปผัดไข่ให้เด็กๆ กินสิ เดี๋ยวฉันจัดโต๊ะเอง”
ซ่งอวี้หน่วนจูงเด็กทั้งสองคนออกไปล้างมือ
ภายในห้อง ซุนจินหรงหาโอกาสดึงซ่งเหนียนไว้ “ฉัน... ฉันว่า... เรากลับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอกันเถอะค่ะ”
เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา เพราะเมื่อครู่ตอนที่กลับบ้าน เธอสังเกตเห็นแววตาของยายซุนที่มองมานั้นดูเย็นชาและน่ากลัว ถ้าเกิดแม่ของเธอลงมือกับลูกขึ้นมาจะทำอย่างไรดี
ซ่งเหนียนกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ก็ได้ยินเสียงซ่งอวี้หน่วนพูดกำชับหู่จื่อเสียก่อน “พี่จะบอกให้นะ ช่วงนี้ในอำเภอมีพวกพวกลักเด็กที่ชอบปลอมตัวเป็นยายบ้าง เป็นน้าบ้าง มาหลอกล่อเด็กเยอะแยะไปหมด อย่าไปกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด แม้แต่ยาย น้าชาย หรือลูกพี่ลูกน้องก็ไว้ใจไม่ได้ ถ้าเกิดพวกเขาเป็นตัวปลอม แล้วหลอกเธอไปโรงฆ่าสัตว์เพื่อหั่นเป็นชิ้นๆ จะทำยังไง”
หู่จื่อเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีนี้เขาอายุ 8 ขวบแล้ว
แถมยังได้คะแนนเต็มร้อยทุกวิชาเสียด้วย
หู่จื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ยายกับน้าชายก็ปลอมตัวได้ด้วยเหรอครับ”
“ได้สิ พวกลักเด็กน่ะเก่งเรื่องการแต่งหน้าที่สุดเลยนะ แต่งซะเหมือนจนเธอดูไม่ออกเลยล่ะ”
“แล้วถ้าเกิดพวกลักเด็กปลอมตัวเป็นพ่อกับแม่ล่ะครับจะทำยังไง” สมองของหู่จื่อหมุนเร็วกว่าที่คิด
“ง่ายนิดเดียว พวกเธอก็ตั้งรหัสลับสำหรับติดต่อกันสิ”
หู่จื่อดีใจยกใหญ่ ถึงแม้ว่ายายกับน้าชายจะไม่เคยไปรับเขาก็ตาม แต่การได้ตั้งรหัสลับกับพ่อแม่เป็นอะไรที่สนุกสุดๆ ไปเลย
ซุนจินหรงกับซ่งเหนียนสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะกัดฟันพูดขึ้นมาว่า “เรายังไม่กลับ ฉันต้องไปเอาของที่เป็นของฉันคืนมาให้ได้”
อย่างเช่นจี้รูปกุญแจอายุยืนที่เสี่ยวหน่วนพูดถึง รวมถึงของทุกอย่างที่ถูกขูดรีดไปจากเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พูดจบเธอก็หันไปเร่งซ่งเหนียน “เร็วเข้าสิคะ ไปจัดโต๊ะเร็วเข้า เสี่ยวหน่วนต้องหิวแย่แล้ว”
บนโต๊ะอาหารมีไข่เจียวสีทองจานโต ผักดองเค็มสองจานเล็ก และบะหมี่หมูเส้นหอมกรุ่นชามใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงหมิงเซิ่งที่ดวงตาเป็นประกาย แม้แต่ซ่งอวี้หน่วนเองก็ยังเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ นอกจากแป้งข้าวโพดก็มีแต่ข้าวฟ่าง ยังไม่มีโอกาสได้กินธัญพืชชั้นดีเลยสักครั้ง
ในยุคนี้ ข้าวสารและแป้งสาลีขาวจะถูกเรียกว่าธัญพืชชั้นดี ยิ่งไปกว่านั้น การที่ต้องวิ่งวุ่นมาตลอดทั้งบ่ายก็ทำให้ทั้งเหนื่อยและหิวจนไส้กิ่ว
มื้อค่ำของบ้านซ่งเหนียนในวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตลอดมื้ออาหารไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย จนสุดท้ายอาหารทุกอย่างก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปสักหยด
หู่จื่อถึงกับเอ่ยปากชวนซ่งอวี้หน่วน “พี่ครับ พี่มาอยู่บ้านผมตลอดไปเลยได้ไหม”
หมิงเซิ่งรีบดึงแขนเสื้อของเขาไว้ “ฉันก็จะอยู่ด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มพลางตอบ “พรุ่งนี้ตอนบ่ายเราก็กลับแล้วล่ะ”
ประโยคนี้เธอตั้งใจพูดให้ซุนจินหรงได้ยิน ที่วันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดีอาจเป็นเพราะเธอเพิ่งกลับมาบ้านตระกูลซ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ทางที่ดีทำตัวให้รู้ความไว้ก่อนจะดีกว่า
ซุนจินหรงพูดจากใจจริง “เสี่ยวหน่วนกับหมิงเซิ่งอยู่ต่ออีกสักสองสามวันเถอะนะ” เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “พรุ่งนี้ตอนกลางวันเรามาห่อเกี๊ยวกินกัน”
หมิงเซิ่งตกใจจนตาโตเบิกกว้าง ก่อนจะรีบโผเข้ากอดพี่สาวไว้แน่น เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พี่สาวไปไหนเขาจะไปด้วย!
***
ในขณะเดียวกัน ณ คอมมูนเฟิ่นโต้ว กองพลน้อยหลีซู่
คนขี่รถสามล้อถีบได้พาผู้เฒ่าจี้มาส่งถึงบ้านของจี้ชุนซิ่วซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ชายคนขับตะโกนถามเสียงดังฟังชัดจากหน้าประตู “หมอจี้! มีใครอยู่ไหมครับ!”
สิ้นเสียงตะโกน เด็กผู้หญิงอายุราว 6-7 ขวบที่ถักเปียสองข้างก็วิ่งออกมาจากในบ้าน เธอยืนอยู่ในลานบ้านพลางจ้องมองผู้เฒ่าจี้และชายคนขับรถด้วยความสงสัย
เพียงชั่วขณะนั้น ผู้เฒ่าจี้ก็รู้สึกราวกับฟ้าดินถล่มทลาย
เด็กผู้หญิงคนนี้… หน้าตาเหมือนกับลูกสาวของเขาตอนเด็กๆ ราวกับพิมพ์เดียวกัน
เขาเห็นสมุนไพรตากแห้งอยู่ในลานบ้าน เห็นกระท่อมมุงจากสามหลัง และเห็นจี้ซินอี๋ ลูกสาวของเขาเดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง เธอคนนั้นมองมาที่เขาด้วยสายตาของคนแปลกหน้าราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผู้เฒ่าจี้ถึงกับต้องคว้าแฮนด์รถของชายคนขับไว้แน่น
ชายคนขับตกใจ “คุณตาทำอะไรน่ะครับ เป็นอะไรหรือเปล่า” จากนั้นก็เกาศีรษะแกรกๆ “เอ่อ ผมส่งคุณตาถึงที่แล้วนะครับ ค่ารถ…”
ผู้เฒ่าจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาอย่างเชื่องช้า
เสี่ยวหน่วนเคยบอกว่าลูกสาวของเขาความจำเสื่อม ดูท่าแล้วจะเป็นเรื่องจริง
ดูเหมือนว่าวันนี้โชคชะตาได้กำหนดมาแล้วว่าต้องเป็นวันที่ไม่สงบสุข…
***
ในเวลาเดียวกัน ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ก็กำลังมีการรวมตัวของผู้หลักผู้ใหญ่ครั้งสำคัญ ทั้งผู้นำจากอำเภอ หัวหน้าคอมมูน ประธานสหพันธ์สตรีประจำอำเภอและคอมมูน ทุกคนต่างมารวมตัวกันอยู่ที่ที่ทำการกองพลน้อย
ซ่งเหลียงนั่งอยู่ในมุมหนึ่งด้วยท่าทางหดหู่ใจ หากถูกตำหนิเสียยังจะดีกว่า แต่รองหัวหน้าอำเภอจ้าวและคนอื่นๆ กลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลยสักนิด ซึ่งนั่นทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
ส่วนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่กลางลานว่างนั้นมีร่างของย่าหวังนั่งอยู่
ย่าหวังให้การสารภาพว่าเธอกำลังเตรียมการที่จะขายหลานสาวทั้งสองคนของตัวเอง โดยมีแม่สื่อเป็นย่าจูจากหมู่บ้านหว่าเหยา
เธอรับเงินมัดจำมาแล้วด้วยซ้ำ เป็นจำนวนเงินเด็กหนึ่งคนต่อ 10 หยวน
คนโตจะถูกส่งไปเป็นว่าที่ลูกสะใภ้เด็ก ส่วนคนเล็กยังไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปที่ไหน
เมื่อได้ฟังความจริงทั้งหมด ประธานจงก็โกรธจัดจนใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความเดือดดาล!
[จบบท]