บทที่ 200: เพื่อนทางจดหมาย
ณ บ้านพักรับรองประจำอำเภอหนานซานในเวลาเดียวกัน
เซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งขับรถมาเอง ซึ่งเป็นรถที่เซี่ยโป๋เหวินได้รับจัดสรรจากบริษัทร่วมทุน ที่นั่นมีรถจอดทิ้งไว้ในโรงรถอยู่หลายคัน ล้วนเป็นรถที่ได้รับการสนับสนุนมาจากบริษัทต่างชาติ
ผู้ร่วมเดินทางมาด้วยในครั้งนี้มีอีก 3 ชีวิต
หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสวมแว่นท่าทางดี หน้าตาหล่อเหลาหมดจด ชวนให้คิดว่าเป็นพวกปัญญาชน ท่าทีของเขาแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนง แม้คิ้วของเขาจะขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ส่วนชายหนุ่มอีกคนมีรูปร่างเตี้ยตันและอ้วนกลม ดวงตาของเขากลิ้งกลอกมองซ้ายทีขวาทีอย่างไม่อยู่นิ่ง
สุดท้ายเป็นเด็กสาวอีกคนที่ดูจะสนิทสนมกับเซี่ยลี่อิ๋งเป็นพิเศษ
ทันทีที่ชายร่างเตี้ยอ้วนเห็นพนักงานบริการสาวสวยเข้า ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกายราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูดจนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้
ผู้จัดการหนิวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องประชุมก็ได้พบกับกลุ่มคนต่างถิ่นทั้ง 5 คนนี้พอดี
เพียงแค่ได้ยินสำเนียงการพูดก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นชาวปักกิ่ง หรือต่อให้พวกเขาไม่ปริปากพูด แค่เหลือบมองท่าทางก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่ามาจากเมืองใหญ่มากๆ แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นชายหนุ่มที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา เขาก็ยังมองออก
หลังจากที่กลุ่มคนเมืองหลวงเปิดห้องพักและลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 5 คนก็พากันเดินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านพัก
ผู้จัดการหนิวเหลือบมองเพียงครู่เดียวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ
ถึงแม้ว่าอำเภอหนานซานจะเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญและค่อนข้างล้าหลัง แต่เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพทดสอบการบินที่ใหญ่ที่สุดในแถบเจียงเป่ย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์บัญชาการการบินหลงหัง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนเดินทางมาติดต่องานอยู่บ่อยครั้งจนเขาคุ้นชินและเห็นจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้ง 5 คนก็พากันลงมาอีกครั้ง
คราวนี้ผู้จัดการหนิวถึงได้รู้ว่าชายหนุ่มสวมแว่นคนนั้นเป็นจิตรกร เขายังเอ่ยถามถึงสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดเพื่อจะไปวาดภาพเก็บไว้ ส่วนอีกคนเป็นกวีที่บอกว่าเดินทางมาเพื่อรวบรวมแรงบันดาลใจในการแต่งบทกวี
สำหรับหญิงสาว 2 คนนั้นเป็นนักศึกษาที่กำลังจะได้รับการบรรจุเข้าทำงาน จึงตั้งใจออกมาเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ และคนสุดท้ายคือชายร่างเตี้ยที่อ้างว่ามาเพื่อพบกับเพื่อนทางจดหมาย
แต่เมื่อถูกถามว่าเพื่อนทางจดหมายคนนั้นเป็นใคร เขากลับเลือกที่จะไม่ตอบ
หลังจากพักผ่อนได้ไม่นาน ทั้ง 5 คนก็ขับรถจี๊ปคันโก้ออกไปทันที
พนักงานบริการหญิงคนหนึ่งอดที่จะเบะปากไม่ได้ "ไม่รู้ว่าใครจะโชคร้ายขนาดนั้นที่มาเป็นเพื่อนทางจดหมายกับเขา ถ้าเป็นผู้ชายก็คงดีไป แต่ถ้าเป็นผู้หญิงล่ะก็ ดูจากสายตาของเขาก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีแน่ๆ หวังว่าเพื่อนทางจดหมายคนนั้นคงไม่โดนหลอกนะ"
เพื่อนพนักงานอีกคนเสริมขึ้นมาว่า "นี่เธอจำไม่ได้เหรอ เมื่อปีที่แล้วก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งในอำเภอของเราไปหาเพื่อนทางจดหมายเหมือนกัน จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยนะ"
"ผู้ชายไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง"
"ใครจะไปรู้ล่ะ ได้ยินมาว่าเขาเอาเงินติดตัวไปด้วยเยอะเลยนะ"
"แล้วที่บ้านเขาไม่ไปแจ้งตำรวจเหรอ"
"แจ้งสิ แต่ประเด็นคือไม่มีใครรู้เลยว่าเพื่อนทางจดหมายที่ติดต่อกับเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือแม้กระทั่งเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"
ผู้จัดการหนิวขมวดคิ้วเข้าหากัน "ยังไงซะ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแขก พวกเธออย่าเอามานินทากันแบบนี้ คนกลุ่มนี้ดูท่าทางจะไม่ธรรมดา อย่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวจะดีกว่า"
พนักงานบริการสาวทั้งสองรีบพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
***
ทางด้านซ่งเหลียงหลังจากที่ได้พูดคุยกับลูกสาวอยู่พักใหญ่ เขาก็ได้เตรียมใจและตระหนักอย่างลึกซึ้งแล้วว่าตอนนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นถึงหัวหน้าสถานีบริการเคลื่อนที่ของสหกรณ์การค้าและการตลาด
ใช่แล้ว! ต่อไปนี้ทุกคนต้องเรียกเขาว่าหัวหน้าซ่ง
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปคุยเรื่องการรับสมัครคนงานกับฉู่จื่อโจวให้รู้เรื่อง
เมื่อคุยกับฉู่จื่อโจวเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังต้องเดินทางเข้าไปในอำเภอเพื่อยื่นเรื่องขออนุมัติตามหน่วยงานต่างๆ อีกหลายขั้นตอน
แต่ซ่งเหลียงก็เชื่อมั่นว่าด้วยเส้นสายของลูกสาว เรื่องที่ดูเหมือนจะยุ่งยากก็อาจจะไม่ยากอย่างที่คิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ก้าวเดินไปยังที่ทำการกองพลน้อยด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ในขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปยังโรงงานเสื้อผ้าในตัวอำเภอ
ก่อนที่อาจารย์ใหญ่ชุยจะเดินทางกลับ เขาได้ทิ้งเอกสารไว้ให้เธอ 1 ชุด
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนได้อ่านเอกสารฉบับนั้นแล้ว เธอก็มีความเห็นบางอย่างที่อยากจะเสนอให้อาจารย์ใหญ่ชุยได้พิจารณา
ส่วนน้าตงของเธอยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ เขานอนหลับมานานถึง 2 วัน 2 คืนแล้ว
แต่ถึงแม้จะหลับอยู่ ปู่รองก็ยังคงป้อนยาให้เขากินอยู่ตลอด เขาสามารถกลืนยาและดื่มน้ำได้เอง เพียงแต่ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเท่านั้น
เขาอดนอนมานานขนาดไหนกันนะ
ซ่งอวี้หน่วนอดที่จะรู้สึกสงสารเขาไม่ได้
ก็จริงอย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ ใครเป็นญาติกัน คนนั้นก็ย่อมเป็นห่วงเป็นใยกันเป็นธรรมดา ดังนั้นก่อนที่จะเดินทางเข้าไปในอำเภอ เธอจึงตั้งใจว่าจะต้องแวะไปปรึกษากับปู่รองเสียก่อน
ซ่งอวี้หน่วนยืนมองยานพาหนะคู่ใจทั้งสองอย่างของเธอด้วยความลำบากใจ
หนึ่งคือม้าพุทราแดงสุดที่รักของเธอ และอีกอย่างคือจักรยานนกยูงน้อยคู่กาย
จะเลือกขี่อะไรดีล่ะเนี่ย
ถ้าขี่จักรยานก็ต้องออกแรงปั่นเอง แต่ถ้าขี่เจ้าม้าพุทราแดงล่ะก็สบายที่สุดแล้ว แค่ควบไปไม่นานก็ถึงที่หมาย ทว่ามันอาจจะดูโดดเด่นสะดุดตาผู้คนไปสักหน่อย
ในขณะที่เธอกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงของเซี่ยกุ้ยหลานก็ดังขึ้นมา "เสี่ยวหน่วน ชุดขี่ม้าที่ลูกอยากได้แม่ทำเสร็จแล้วนะ"
"ว้าว" ซ่งอวี้หน่วนร้องออกมาด้วยความดีใจ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องขี่เจ้าม้าพุทราแดงแล้วล่ะ
ก็แหม เธอเองก็เป็นคนชอบเป็นจุดสนใจอยู่ไม่น้อยนี่นา อีกอย่างตอนนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายห้ามขี่ม้าเข้าเมืองเสียหน่อย
เธอเดินไปตบที่ลำตัวของเจ้าม้าพุทราแดงเบาๆ มันก็รีบยื่นหัวใหญ่ๆ ของมันเข้ามาคลอเคลียอย่างประจบประแจง ไม่ต่างจากหมิงเซิ่งน้องชายของเธอเลยสักนิด
ซ่งอวี้หน่วนลูบคอของมันอย่างเอ็นดูพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม "เดี๋ยวเราสองคนจะเข้าไปเฉิดฉายในเมืองกันนะ"
แล้วเธอก็หันไปมองหมิงเซิ่งที่ยืนทำตาแป๋วอยู่ข้างๆ "ไม่ต้องมามองพี่ด้วยสายตาแบบนั้นเลยน่า พาไปสิ พาไปด้วยอยู่แล้ว"
หมิงเซิ่งรีบวิ่งเข้ามากอดพี่สาวพร้อมกับสารภาพรักเสียงดังฟังชัด "พี่ครับ ผมรักพี่ที่สุดในโลกเลย"
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปลองชุดในห้องนอนของเธอ ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ในห้องตอนนี้อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าจนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว แต่เนื่องจากที่บ้านกำลังจะสร้างบ้านใหม่ เธอจึงตั้งใจว่าจะออกแบบตู้เสื้อผ้าบิวท์อินที่ทำจากไม้จริงให้เข้ากับตัวห้อง ดังนั้นจึงยังไม่ได้ซื้อตู้ใบใหม่มาเพิ่ม
โชคดีที่ปู่ซ่งได้ทำราวแขวนเสื้อจากไม้ให้เธอใช้ไปพลางๆ ก่อน เป็นราว 2 ชั้นที่หมุนได้รอบทิศทาง มีที่แขวนทั้งหมด 10 อัน ซึ่งสะดวกสบายต่อการใช้งานมาก
ซ่งอวี้หน่วนนึกขึ้นได้ว่าราวแขวนเสื้อแบบนี้น่าจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในยุค 90 ดังนั้นเธอจึงลงมือวาดแบบแปลนขึ้นมาทันที ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะแวะเอาไปให้อารองซ่งเหนียนที่โรงงานไม้ด้วย พอคิดดูแล้ว การเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้ของเธอมีเรื่องให้ต้องทำมากมายจริงๆ
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเป็นชุดขี่ม้าแล้วเดินออกมาที่ลานบ้าน ทุกคนในบ้านต่างก็พากันวิ่งออกมาดูเธอเป็นตาเดียว
เซี่ยกุ้ยหลานมองลูกสาวของเธออย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย ทำไมลูกสาวของเธอถึงได้สวยงามราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ แบบนี้นะ ช่างเหมือนกับคำพังเพยที่ว่า ‘กระท่อมซอมซ่อก็พลันสว่างไสว’ จริงๆ แค่เพียงลูกสาวของเธอคนเดียวก็สามารถทำให้ลานบ้านเก่าๆ แห่งนี้ส่องสว่างเจิดจรัสขึ้นมาได้แล้ว
อันที่จริงแล้วสิ่งที่เซี่ยกุ้ยหลานชอบทำมากที่สุดก็คือการตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกสาว เพราะลูกสาวของเธอช่างงดงามเสียจนต่อให้เอาเศษกระสอบมาคลุมกายก็ยังคงสวยงามโดดเด่นเหนือใครในปฐพี
ชุดขี่ม้าของซ่งอวี้หน่วนในยุคนี้แตกต่างจากยุคหลังๆ อยู่บ้าง เนื่องจากผู้คนในสมัยนี้ยังไม่ค่อยยอมรับเสื้อผ้าที่รัดรูปมากนัก และเซี่ยกุ้ยหลานเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เธอจึงออกแบบให้เป็นเสื้อกั๊กผ้าใบสีกากีสวมทับเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาว และกางเกงทรงโคมไฟหลวมๆ สีเดียวกัน ตามหลักแล้วควรจะสวมรองเท้าบูทขี่ม้า แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับเลือกรองเท้าบูทกันฝนสีดำมาสวมแทน ทำเอาเธอเองยังอดขำไม่ได้ แต่ทุกคนในบ้านกลับมองเธอตาค้างด้วยความทึ่ง
"นี่มันเท่เกินไปแล้ว" ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกัน
จริงๆ แล้วการสวมรองเท้าบูทกันฝนในวันนี้ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะฝนเริ่มโปรยปรายลงมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อานม้าถูกทำขึ้นมาอย่างกว้างขวางเป็นพิเศษ ซ่งอวี้หน่วนจึงอุ้มน้องชายขึ้นมานั่งซ้อนไว้ข้างหน้า วันนี้เจ้าตัวเล็กสวมกางเกงเอี๊ยมกับเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว และสะพายกระเป๋าใบเล็กน่ารักไว้ข้างหน้า ภาพที่เห็นทำเอาเซี่ยกุ้ยหลานถึงกับรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน นี่คือลูกทั้งสองคนของเธอจริงๆ หรือ
ในขณะที่เธอกำลังยืนตะลึงอยู่นั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ควบม้าพาน้องชายตรงไปยังปากทางหมู่บ้านแล้ว เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้พบกับเสี่ยวหมิ่น ฉู่จี๋น่า และฉู่จื่อโจวที่หน้าประตูที่ทำการกองพลน้อย พวกเขากำลังกลับมาจากการเก็บดอกไม้ป่าที่ที่ดินรกร้างทางทิศตะวันตก ที่นั่นยังมีกัวเสียยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเห็นพ่อของเธอกำลังกวักมือเรียกฉู่จื่อโจวอยู่ในลานบ้าน ฉู่จื่อโจวทำท่าเหมือนได้รับการปลดปล่อยแล้วรีบวิ่งเข้าไปข้างในทันที
สีหน้าของกัวเสียดูเคร่งขรึมลงถนัดตา เธอรู้ดีว่าเจตนาที่แท้จริงของหลิวเสี่ยวหมิ่นไม่ได้อยู่ที่การเก็บดอกไม้ แต่เป็นการหาเรื่องมาใกล้ชิดลูกชายของเธอต่างหาก มีที่ไหนกันที่ทำเรื่องแบบนี้
แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนบนรถม้า
เด็กคนนี้เท่ระเบิดไปเลย
[จบบท]