บทที่ 202: สกัดเอาไว้!
รถยนต์เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับม้าที่ไม่ได้วิ่งเร็วอะไรนัก เมื่อทั้งสองฝ่ายเคลื่อนสวนกัน จึงทำให้มองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจน
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่เหลือบมองรถคันดังกล่าวแวบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้เจ้าม้าสีแดงพุทราพาสองพี่น้องมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอต่อไป แต่ทว่าเซี่ยจื้อกลับรู้สึกว่าใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นช่างคุ้นตาเหลือเกิน
ในเมื่อเป้าหมายคือการมาสั่งสอนซ่งอวี้หน่วน แน่นอนว่าพวกเขาจำหน้าตาของเป้าหมายได้แน่นอน
ในยุคนี้นั้น การจะได้รูปถ่ายมาสักใบไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกคือต้องมีกล้องถ่ายรูป ซึ่งถือเป็นของมีค่าและราคาแพงมากจนครอบครัวทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อหามาได้
ลองคิดดูแค่การที่ซ่งอวี้หน่วนซื้อวิทยุเครื่องใหม่ให้ปู่ซ่งสักเครื่อง ก็ทำเอาท่านผู้เฒ่าดีใจจนน้ำตาซึมแล้ว
เพราะเครื่องเก่าที่เคยมีนั้นเป็นเพียงเครื่องประกอบเอง ที่ลูกชายไปขอให้คนอื่นช่วยหามาให้ตอนไปประชุมในอำเภอ ซึ่งมันมักจะใช้งานไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็มีแต่เสียงซ่าๆ ของคลื่นแทรก
วิทยุเครื่องใหม่นี้จึงกลายเป็นวิทยุเครื่องที่ 2 ของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอทั้งหมู่บ้าน โดยเครื่องแรกเป็นของฉู่จื่อโจวที่นำติดตัวมาด้วย
เพียงแค่นี้ก็บอกได้หากลองมีใครสักคนถือกล้องมาที่นี่แล้วกดชัตเตอร์ถ่ายรูปไม่ยั้ง มันจะสร้างความแตกตื่นและโกลาหลได้มากขนาดไหน
ดังนั้น ในมือของพวกเขาจึงมีเพียงรูปถ่ายหมู่ใบเดียวที่หามาจากเทศมณฑลเท่านั้น เป็นรูปที่ซ่งอวี้หน่วนถ่ายร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน
จากนั้นพวกเขาก็ไปจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการล้างรูปให้ช่วยแยกรูปของเธอออกมาแล้วขยายเป็นภาพเดี่ยว ถึงแม้ภาพที่ได้จะยังคงดูเลือนราง แต่ก็ดีกว่าภาพที่อยู่ในรูปถ่ายหมู่มากโข
เมื่อพิจารณาจากเค้าโครงใบหน้าแล้ว ก็พอจะดูออกว่าเธอเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง
เซี่ยจื้อเหลือบมองไปยังทิศทางที่เด็กสาวคนนั้นขี่ม้ามา ก็พบว่าเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่พวกเขากำลังจะไปพอดี เด็กสาวคนนั้นคือซ่งอวี้หน่วน! และเด็กที่มากับเธอก็ต้องเป็นซ่งหมิงเซิ่งน้องชายของเธอ ไม่ผิดแน่!
เซี่ยจื้อเหยียบเบรกจนตัวโก่ง! เขาหยิบรูปถ่ายออกมา
“ใช่! คนนั้นแหละ!” ทังโส่วกุยร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ตามไปสิ! ฉันอยากจะเห็นนักว่ามันจะเก่งกาจมาจากไหน!” เซี่ยลี่อิ๋งกรีดร้องเสียงแหลม
เซี่ยจื้อไม่รอช้า เขาหักพวงมาลัยกลับรถเพื่อไล่ตามซ่งอวี้หน่วนในทันที เดิมทีทั้งสองฝ่ายก็อยู่ไม่ไกลกันอยู่แล้ว เพียงชั่วอึดใจรถยนต์ก็แล่นเข้ามาขวางทางของสองพี่น้องไว้ได้สำเร็จ
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอจึงเอ่ยถามเจ้าม้าคู่ใจเล่นๆ “เจ้าม้าแดง แกกระโดดข้ามรถคันนี้ไหวไหม”
ม้าสีแดงพุทรา ”…“
นายหญิงน้อย ท่านเอาจริงเหรอเนี่ย? ข้าน้อยไม่ได้ฝึกกระโดดมานานแล้วนะ อีกอย่าง ถ้าให้กระโดดไปตัวเดียวแล้วเกิดพลาดตกลงมาก็แล้วไปเถอะ แต่นี่มีพวกท่านสองคนอยู่บนหลังด้วย ถ้าตกลกลงไปจริงๆ ล่ะก็ ร่างของพวกท่านได้แหลกละเอียดกันพอดีหรือ
แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนย่อมไม่รู้ว่าเจ้าม้ากำลังคิดอะไรอยู่ เธอแค่พูดหยอกเล่นเท่านั้น จากนั้นจึงสั่งให้มันหยุดนิ่งอยู่กับที่พลางจ้องมองคนทั้งห้าที่ทยอยก้าวลงมาจากรถด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้
ซ่งอวี้หน่วนที่นั่งอยู่บนหลังม้าจึงมองลงมายังพวกเขาด้วยสายตาสูงส่ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นโดยไม่เอ่ยคำใด
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ
เซี่ยจื้อถึงได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนอย่างจริงจัง หากจะนับกันตามสายเลือดแล้ว เด็กสาวคนนี้ก็มีศักดิ์เป็นหลานสาวของเขาน่ะสิ? ฮ่าๆๆ! ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี!
เขาผลักทังโส่วกุยที่กำลังยืนมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาหื่นกระหายเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน
ทังโส่วกุยจึงโปรยยิ้มที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุดในชีวิตแล้วเอ่ยขึ้นว่า “น้องสาวคนสวย เธอคือซ่งอวี้หน่วนใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย สำเนียงปักกิ่งมาเต็มปากเต็มคำ แถมยังเอ่ยชื่อของเธอออกมาได้ตั้งแต่คำแรกที่ทักทาย เธอจึงเหลือบมองคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้วยสายตาสำรวจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างนอบน้อมและดูว่าง่ายเป็นพิเศษ
“ค่ะ ฉันคือซ่งอวี้หน่วนเอง แล้วพวกคุณล่ะคะเป็นใครกัน มีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”
“ลงมาจากหลังม้าสิ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ” ทังโส่วกุยสั่งด้วยท่าทีวางโต เขาตัวไม่สูงอยู่แล้ว การต้องแหงนหน้าคุยแบบนี้ทำให้เขาเมื่อยคอชะมัด
ซ่งอวี้หน่วนยังคงมีท่าทีอ่อนน้อมและดูเป็นมิตร เธอส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ฉันต้องรีบไปทำธุระในอำเภอค่ะ มีอะไรก็พูดกันตรงนี้เลยดีกว่า”
เซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งสบตากันอย่างมีความหมาย แววตาของเซี่ยลี่อิ๋งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสะใจ นังเด็กสารเลว! ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้ สวรรค์มีตาจริงๆ! คอยดูเถอะ เดี๋ยวฉันจะด่ามันให้จมดินไปเลย เพื่อระบายความแค้นแทนแม่!
ในขณะเดียวกัน เซี่ยจื้อก็กำลังครุ่นคิด ในเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่มีศักดิ์เป็นถึงน้า แค่ตบหน้าสั่งสอนสักสองสามทีก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง ขอแค่ไม่ถึงตายก็พอแล้ว
แต่ทางที่ดีที่สุดคือจับตัวมันขึ้นรถไปเลย ใช้กล้องที่เตรียมมาถ่ายรูปทุเรศๆ ของมันเก็บไว้เยอะๆ เผลอๆ อาจจะใช้แบล็กเมล์มันไปได้ตลอดชีวิต!
ยังไงซะบนถนนเส้นนี้ตอนนี้ก็ไม่มีใครผ่านไปมาอยู่แล้ว ส่วนเด็กคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับลูกเจี๊ยบในกำมือ เด็กสาวอายุแค่ 17 ปี จะจัดการให้สิ้นฤทธิ์ก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เสียแรงอุตส่าห์เตรียมบทละครอะไรมาซะยืดยาว ถ้าให้เขาพูดล่ะก็ ใช้วิธีของเขานี่แหละดีที่สุด!
ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวอาจจะบีบคอให้มันไปปักกิ่งเพื่อคุกเข่าขอขมาแม่ของเขาได้เลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดเซี่ยจื้อก็ยิ่งฮึกเหิม ใบหน้าของเขาฉายแววแห่งความลำพองใจที่มั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม
เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับพูดว่า “เธอคือซ่งอวี้หน่วนจริงๆ สินะ พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อตามหาเธอโดยเฉพาะ บังเอิญจริงๆ ที่ได้เจอกันที่นี่” แต่จะจัดการกับม้าตัวนี้ยังไงดีล่ะ นี่ดูจะเป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน ถ้ามันเกิดพยศแล้วพาเธอหนีไป ก็เท่ากับว่าเขาพลาดโอกาสทองไปเลยนะสิ
“ซ่งอวี้หน่วน เธอลงมานี่ก่อน ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะคุยด้วย” เซี่ยจื้อรีบพูดขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ฉันไม่เคยเห็นหน้าพวกคุณ พวกคุณก็ไม่เคยเห็นหน้าฉัน แต่กลับสกัดฉันไว้ได้อย่างแม่นยำ หรือว่าพวกคุณมีรูปถ่ายของฉันอยู่ในมือคะ นี่มันแปลกมากเลยนะคะ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่พวกคุณกลับมีรูปของฉัน นี่มันหมายความว่าพวกคุณตั้งใจมาที่นี่อย่างมีเป้าหมาย แถมยังพูดสำเนียงปักกิ่งกันทุกคนอีก หรือว่าพวกคุณทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับยายแก่หน้าไม่อายที่ชื่อซ่างกวนอวิ๋นฉีคนนั้น!”
คำพูดของเธอแทงใจดำของเซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งเข้าอย่างจัง สีหน้าของทั้งสองเปลี่ยนไปในทันที พวกเขามองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
“นังสารเลว! แกกล้าด่าแม่ฉันเหรอ แกนั่นแหละที่หน้าไม่อาย!” เซี่ยลี่อิ๋งชี้หน้าด่าด้วยเสียงแหลมปรี๊ด
ใบหน้าของเซี่ยจื้อก็มืดครึ้มลงจนน่ากลัว “ซ่งอวี้หน่วน อย่าคิดว่าตอนนี้พ่อฉันใจดีกับแก แล้วจะกำเริบเสิบสานทำอะไรตามใจชอบได้นะ หัดพูดจาให้มันมีสัมมาคารวะหน่อย ถ้าแกกล้าด่าแม่ฉันอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะฆ่าแก!”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เผลอพาน้องชายมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายด้วย แต่เธอก็มีวิธีรับมือ เธอจึงตบเบาๆ ที่ลำตัวของเจ้าม้าคู่ใจ “พาน้องชายฉันไปข้างหน้าก่อนนะ เดี๋ยวฉันตามไป”
จากนั้นก็หันไปถามน้องชาย “กลัวไหม”
“พี่ครับ ผมอยากอยู่กับพี่”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ รอให้โตกว่านี้จนด่าคนเก่งๆ ก่อน ค่อยมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ก็ยังไม่สาย”
ว่าแล้วซ่งอวี้หน่วนก็พลิ้วตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่วและงดงาม จากนั้นก็ตบที่ตัวม้าเบาๆ อีกครั้งเพื่อเป็นสัญญาณ เจ้าม้าสีแดงพุทราจึงพาหมิงเซิ่งวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟัง เพียงไม่นานก็ทิ้งระยะห่างออกไปไกลพอสมควร
เจ้าม้าแสนรู้ตัวนี้ฉลาดมาก มันแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วโผล่หัวออกมาสอดส่องสถานการณ์เป็นระยะ หารู้ไม่ว่าทั้งหัวทั้งลำตัวของมันใหญ่โตขนาดนั้น มีหรือที่ต้นไม้เพียงต้นเดียวจะบังได้มิด?
เพียงแต่ในตอนนี้ไม่มีใครหันไปสนใจมันก็เท่านั้นเอง
ซ่งอวี้หน่วนยืนเผชิญหน้ากับคนกลุ่มใหญ่ที่ต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันออกไป
เซี่ยจื้อแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ช่างเป็นเด็กสาวที่ว่าง่ายจริงๆ นึกว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแค่ไหน ที่แท้ก็แค่นี้เองเหรอ? น่าผิดหวังชะมัด! โง่เง่าสิ้นดี!
ถูกคนล้อมไว้เยอะขนาดนี้ แทนที่จะรีบขี่ม้าหนีไป กลับโง่พอที่จะปล่อยม้าไปแล้วทิ้งให้ตัวเองต้องเผชิญหน้าอยู่คนเดียวเนี่ยนะ? พูดไปแล้วแม่ของเขาก็ใจดีเกินไปจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกนังเด็กเวรนี่ก่อกวนจนล้มป่วยหรอก
แต่เพื่อความไม่ประมาทและให้แน่ใจว่าจะไม่พลาด เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่ลงมือคนเดียว
เขาคว้าแขนของฉินว่างและทังโส่วกุยเข้าไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
[จบบท]