บทที่ 204: เธอคือปีศาจน้อย!
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของเซี่ยจื้อก็ถูกฟาดจนเนื้อตัวมอมแมมกลายเป็นมนุษย์โคลนไปทั้งตัว
เซี่ยจื้อพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านบดบังความคิดของเขาจนหมดสิ้น เขาไม่ได้ฉุกใจคิดเลยสักนิดว่าทำไมเด็กสาวอย่างซ่งอวี้หน่วนถึงเตะเขาเพียงครั้งเดียวจนตัวลอยข้ามจากถนนฝั่งขวาไปตกในคูระบายน้ำฝั่งซ้ายได้
ถึงแม้ถนนเส้นนี้จะไม่กว้างมากนัก แต่ก็สามารถรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้วิ่งสวนทางกันได้ถึง 2 คันสบายๆ
เขายังไม่ทันได้เฉียดเข้าใกล้ตัวของซ่งอวี้หน่วนด้วยซ้ำ แต่กลับถูกเธอเตะปลิวไปไกล ทั้งความเร็วและพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวอายุเพียง 17 ปีจะสามารถทำได้เลย
เซี่ยจื้อเอื้อมมือหมายจะคว้ากิ่งหลิวในมือของซ่งอวี้หน่วนให้ได้
ให้ตายเถอะ มันเจ็บจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
เขารวบรวมแรงตะโกนก่นด่า “ซ่งอวี้หน่วน นังเด็กบ้า แกต้องตาย แก...อุ๊บ...แค่กๆ”
ซ่งอวี้หน่วนสะบัดกิ่งหลิวฟาดเข้าไปที่ปากของเขาเต็มแรง “คนอื่นเขามีปากไว้พูด แต่พวกตระกูลซ่างกวนอย่างพวกแกนี่มีปากไว้กินขี้ไม่ก็กินโคลนสินะ ช่างสรรหาวิธีใช้ปากได้ดีจริงๆ”
เซี่ยจื้อจะเอาสติปัญญาที่ไหนไปต่อปากต่อคำได้อีก ในเมื่อโคลนเหนียวข้นทะลักเข้าปากจนเขาต้องรีบถ่มมันทิ้ง พร้อมกับอาการขย้อนอยากจะอาเจียน ยิ่งไปกว่านั้น ทั่วทั้งร่างของเขาก็ปวดระบมจนขยับตัวลุกขึ้นไม่ไหว วินาทีนี้เองที่เขาเพิ่งจะตระหนักได้อย่างเต็มหัวว่าตัวเองถูกเด็กสาวตรงหน้าเตะกระเด็นมา
คนที่ตั้งสติได้เป็นคนแรกคือซุนจิงจิง เธอหวีดร้องด้วยความตกใจก่อนจะวิ่งพรวดเข้ามาช่วย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ พากันวิ่งกรูข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน
คูระบายน้ำแห่งนั้นอยู่ต่ำกว่าผิวถนนลงไปประมาณเมตรกว่าๆ
ภาพที่ทุกคนเห็นคือเซี่ยจื้อที่กลายสภาพเป็นมนุษย์โคลนกำลังนอนแผ่อยู่ในคู โดยมีซ่งอวี้หน่วนใช้เท้าเหยียบร่างเขาไว้พร้อมกับใช้กิ่งหลิวฟาดลงมาอย่างไม่ปรานี
ซุนจิงจิงวิ่งมาถึงเป็นคนแรก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรออกมา ซ่งอวี้หน่วนก็หันมาเหวี่ยงกิ่งหลิวที่ชุ่มโชกไปด้วยโคลนฟาดใส่เธออย่างไม่เลือกหน้า ในเมื่อมาด้วยกัน ก็ไม่มีใครเป็นคนดีสักคน!
วันนี้ซุนจิงจิงสวมชุดเดรสสีขาวสะอาดตา แต่กลับถูกซ่งอวี้หน่วนฟาดสาดโคลนใส่ตั้งแต่หัวจรดเท้าในพริบตาเดียว ทั้งใบหน้าและเส้นผมต่างก็เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนเหนียวหนืด
เธอรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่าง พอก้มลงมองสภาพของตัวเองก็ถึงกับกรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา “อ๊าาาาาา!”
ซ่งอวี้หน่วนหักกิ่งหลิวมาเพิ่มอีกกิ่ง ก่อนจะจุ่มมันลงในโคลนแล้วเริ่มไล่หวดคนทั้งสี่อย่างบ้าคลั่ง
พลางตีก็พลางบ่นพึมพำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า
“พวกคุณมันจะเกินไปแล้วนะ 5 คนรุมฉันคนเดียวเนี่ยนะ พวกมากขี้ขลาดรังแกคนน้อย!”
“ฉันเพิ่งจะอายุ 17 เองนะ พวกคุณทั้งหมดรวมกันอายุก็ปาเข้าไปร้อยกว่าปีแล้ว ความหน้าไม่อายเนี่ยมันติดต่อกันได้ด้วยเหรอ”
“ฉันยังมีธุระต้องไปทำอีกตั้งเยอะแยะ ต้องไปหาอาจารย์ใหญ่ชุย ไปโรงงานไม้ แล้วยังต้องไปหารองหัวหน้าอำเภอจ้าวอีก ไหนจะไปเยี่ยมปู่รอง อ้อ! แล้วยังต้องไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งต้นฉบับอีก บรรณาธิการบริหารโทรตามฉันไม่รู้กี่สายแล้ว แต่กลับต้องมาเสียเวลาเพราะพวกบ้าอย่างพวกคุณเนี่ยนะ!”
“แล้วดูเสื้อผ้าชุดใหม่ของฉันสิ เปื้อนโคลนหมดแล้ว พวกคุณมันใจร้ายเกินไปแล้วที่มารังแกเด็กสาวบ้านนอกตัวเล็กๆ ที่ไม่มีทางสู้อย่างฉัน...”
ฉินว่างเป็นคนที่มีสติที่สุดในกลุ่ม เขากอดหัวแล้วนั่งยองๆ ลงกับพื้น เลิกวิ่งหนีแล้ว เพราะรู้ดีว่ายังไงก็หนีไม่พ้น
เด็กคนนี้ไม่ต่างอะไรกับปีศาจ ไม่สิ เธอคือปีศาจน้อยชัดๆ!
ตามหลักแล้ว ผู้ใหญ่ 4-5 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ชายร่างใหญ่อย่างเขากับทังโส่วกุยอยู่ด้วย การจะจับเด็กสาวอายุ 17 ปีคนหนึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายดุจพลิกฝ่ามือ
แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
พวกเขายังไม่ทันจะได้เข้าใกล้ตัวเธอด้วยซ้ำ ก็ถูกกิ่งหลิวชุ่มโคลนฟาดใส่หน้าและลำตัวจนมอมแมมไปหมด โดยเฉพาะใบหน้าของเขาที่ตอนนี้คงจะบวมเป่งไปแล้ว
ส่วนทังโส่วกุยที่บังอาจคิดจะเข้าไปจับตัวซ่งอวี้หน่วน แถมยังปากดีสบถคำหยาบออกมา ก็โดนเธอเตะสวนจนล้มคว่ำ ก่อนจะถูกเหยียบซ้ำแล้วฟาดที่ปากเป็นพิเศษจนเลือดกบ
เมื่อสู้ไม่ได้ แล้วหนีได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ พวกเขาลองแยกกันวิ่งไปคนละทิศละทางแล้ว แต่สุดท้ายปีศาจน้อยตนนี้ก็ยังตามมาทัน และกระหน่ำตีพวกเขาต่อไปอย่างไม่ลดละ
ทั้งที่ลงมือตีคนอื่นอยู่แท้ๆ แต่เธอกลับทำหน้าตาเหมือนถูกบีบบังคับจนต้องสู้กลับอย่างน่าสงสาร ฉินว่างเห็นแล้วอยากจะกระอักเลือดออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
บนถนนโล่งๆ เพียงเส้นเดียว แต่พวกเขากลับหนีไปไหนไม่ได้เลย นี่มันเรื่องผีสางอะไรกันแน่
ซุนจิงจิงกับเซี่ยลี่อิ๋งวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว ทั้งคู่ต่างหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผ่กับพื้นอย่างหมดสภาพ ได้แต่ภาวนาให้มีคนใจดีผ่านมาช่วยพวกเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที พวกเธอยังภาวนาขออย่าให้มีใครผ่านมาเห็นแม้แต่เงาเดียว
ทังโส่วกุยคือคนที่โดนหนักที่สุด เขาเจ็บจนต้องหุบปากสนิท ไม่กล้าปากดีอีกต่อไป ได้แต่ทำตามฉินว่างด้วยการกอดหัวแล้วนั่งยองๆ ลงกับพื้น
เขานึกย้อนไปสมัยอายุ 17-18 ก็เคยมีเรื่องชกต่อยมานับไม่ถ้วน ทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบยกพวกตีกัน หรือแม้กระทั่งรุมกระทืบคนคนเดียวก็เคยทำมาแล้ว แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเหมือนวันนี้ ที่พวกเขา 5 คนถูกเด็กผู้หญิงคนเดียวใช้กิ่งหลิวไล่หวดจนต้องวิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง
การยกพวกตีกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่!
พละกำลังของซ่งอวี้หน่วนมันจะมหาศาลเกินไปแล้ว ไหนจะความเร็วที่ว่องไวราวกับภูตผีอีก
เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะวิ่งไปถึงรถจี๊ปอยู่แล้ว ตั้งใจจะเปิดประตูรถแล้วขับหนี ไม่สิ ต้องบอกว่าไปหาคุณตำรวจให้มาช่วยชีวิตต่างหาก
ทั้งที่ประตูรถอยู่แค่เอื้อม ทั้งที่เห็นอยู่ว่าปีศาจน้อยนั่นกำลังไล่ตีเซี่ยลี่อิ๋งที่กรีดร้องไม่หยุด แต่แล้วคอเสื้อของเขากลับถูกกระชากจากด้านหลัง พอหันกลับไปก็พบซ่งอวี้หน่วนที่ควรจะอยู่ห่างออกไปเป็น 10 เมตร มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ถึงแม้เด็กสาวคนนี้จะหน้าตาสะสวย แต่เขากลับรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
เหลืออีกแค่ 1 เซนติเมตรเท่านั้น!
เขาแทบจะร้องไห้ออกมา หากดึงดันจะยื่นมือไปเปิดประตูต่อ มีหวังเขาได้ถูกรัดคอตายคาที่แน่ ทังโส่วกุยจึงยอมแพ้แต่โดยดี กอดหัวแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ
ซ่งอวี้หน่วนชี้ไปยังคนที่เหลือพร้อมกับออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด “มานี่”
ฉินว่างเป็นคนเดินนำมานั่งยองๆ ข้างทังโส่วกุย ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปห่วงแล้วว่าเซี่ยจื้อที่นอนสลบอยู่ในคูจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ฉินว่างนึกถึงคำพูดหนึ่งขึ้นมาได้ ‘ต่อหน้าพละกำลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แผนการชั่วร้ายทั้งหลายก็ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษ’
เซี่ยลี่อิ๋งทั้งอับอายทั้งโกรธแค้น วันนี้เธออุตส่าห์แต่งตัวสวยด้วยชุดเดรส แถมยังใส่รองเท้าหนังสีขาวส้นสูงมาอีกด้วย เพราะคิดว่าคงไม่ต้องเดินไปไหนไกล แต่ตอนนี้ชุดเดรสสีเหลืองอ่อนของเธอมอมแมมจนดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร แถมในปากยังน่าจะเต็มไปด้วยโคลน เธอจึงร้องไห้โฮออกมาไม่หยุด
ซ่งอวี้หน่วนหันไปขู่ทันที “ห้ามร้องนะ ถ้าขืนร้องอีกฉันจะจับโยนลงไปในคูโคลนนั่นเลย ในนั้นมีแมลงตัวใหญ่ๆ เพียบ”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด เซี่ยลี่อิ๋งหยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง
ฉินว่างเงยหน้ามองซ่งอวี้หน่วน แล้วก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นเธอเปิดประตูรถ ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
ซ่งอวี้หน่วนหยิบจดหมายหลายฉบับกับกล้องถ่ายรูปออกมาจากในรถ สายตาของเธอกวาดมองพวกเขาอย่างเย็นชา มันน่าแปลกเหลือเกินที่เหตุการณ์ดำเนินมานานขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครผ่านมาบนถนนเส้นนี้เลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากอ่านจดหมายจบ ซ่งอวี้หน่วนก็เบ้ปากอย่างดูถูก “ลายมือห่วยแตกอย่างกับเด็กประถมแบบนี้เนี่ยนะ คิดจะมาปลอมเป็นฉันเหรอ ดูนี่สิ นี่ต่างหากลายมือฉันของจริง”
แต่ก่อนอื่น ซ่งอวี้หน่วนล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้าง หยิบบางอย่างที่ดูเหมือนปืนของจริงออกมาแล้วจ่อไปที่หน้าผากของทังโส่วกุย ทำเอาเขาตกใจจนแทบลืมหายใจ
วินาทีนั้นสมองของเขาขาวโพลนไปหมด ร่างกายแข็งทื่อไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย มิน่าล่ะเธอถึงกล้าอยู่ที่นี่คนเดียว นอกจากจะมีฝีมือการต่อสู้ที่เหนือมนุษย์แล้ว ยังมีปืนอีกนี่เอง!
ฉินว่างเอ่ยเสียงสั่น “ซ่ง...ซ่งอวี้หน่วน อย่า...”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก “จริงสิ ฉันยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายเลยนี่นา ต่อให้ฉันยิงพวกคุณตายทั้ง 5 คน ก็คงไม่โดนโทษประหารชีวิตหรอกมั้ง”
จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับทังโส่วกุย “นายปากเสียที่สุด คนแบบนายต้องเลวที่สุดแน่ๆ เอาเป็นว่าเริ่มจากนายคนแรกเลยแล้วกัน!”
พูดจบ เธอก็ทำท่าเหนี่ยวไกปืนของเล่นในมือ
ฉินว่างอ้าปากค้าง รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว
หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะห้ามไม่ให้เซี่ยจื้อจอดรถเด็ดขาด
หรือถ้าต้องจอด ก็ต้องจอดเพื่อกลับรถ แล้วหน้าเข้าเมืองไปเลย จากนั้นก็จะรีบเก็บข้าวของแล้วหนีออกจากอำเภอหนานซานไปให้ไกลที่สุด
[จบบท]