บทที่ 209: แบกทั้งตระกูล!
ในมุมมองของคนจีน มีค่านิยมหนึ่งที่ฝังรากลึกและยากจะเปลี่ยนแปลง นั่นคือไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ ‘ชามข้าวเหล็ก’ หรือก็คือการได้ทำงานในหน่วยงานของรัฐ
เพราะนอกจากจะการันตีความมั่นคงชนิดที่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ยังมีกินมีใช้แล้ว ยังถือเป็นหน้าเป็นตาและมีเกียรติอย่างสูงในสังคมอีกด้วย
เปรียบได้กับการสอบเข้ารับราชการ ที่ใครๆ ต่างก็มองว่าชีวิตนี้คงนอนตีพุงสบายไปทั้งชาติ แม้แต่คนในครอบครัวก็พลอยได้ภาคภูมิใจไปด้วย ยิ่งในยุคปี 1980 แบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ด้วยเหตุนี้ ซ่งเหนียนจึงตื่นเต้นจนขอบตาแดงก่ำ เขาแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจกับซ่งอวี้หน่วนอย่างหนักแน่นว่า เขาจะต้องตั้งใจเรียนและทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งข้าราชการให้ได้
ซ่งอวี้หน่วนจึงได้ถ่ายทอดเคล็ดลับในการทำงาน การวางตัวกับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงกลยุทธ์ลับในการเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ให้กับอาเล็กของเธอ
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนและหมิงเซิ่งกลับไปแล้ว ซ่งเหนียนยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลันเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัวว่า อันที่จริงแล้ว หลานสาวคนเก่งของเขาคนนี้เพียงลำพังก็สามารถเป็นเสาหลักที่แบกทั้งตระกูลได้สบายๆ เลยนี่นา แล้วตัวเขายังต้องเหนื่อยยากปีนป่ายขึ้นไปทำไมกัน?
แต่แล้วเขาก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที จะพึ่งพาแค่หลานสาวตัวเองเนี่ยนะ ช่างไม่เอาไหนเลย!
เขายืดหลังตรงระบายลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาช้าๆ พลางนึกถึงคำพูดของเสี่ยวหน่วนเมื่อครู่ ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่าท้องฟ้าในวันนี้ดูแตกต่างไปจากเดิม แม้แต่สภาพแวดล้อมรอบกายก็ดูสดใสมีสีสันขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ซ่งเหนียนเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ เขารู้สึกว่าตัวเขาเองก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เมื่อรวบรวมสติและความคิดได้แล้ว ซ่งเหนียนก็มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการต้วนทันที เขาเอ่ยปากสนทนากับผู้อำนวยการต้วนตามแผนที่ซ่งอวี้หน่วนวางไว้ให้ทุกกระเบียดนิ้ว
ผู้อำนวยการต้วนยิ้มจนแก้มปริขณะรับแบบแปลนมาดู เขาเอ่ยปากชมซ่งอวี้หน่วนไม่ขาดปาก พร้อมกับรับคำอย่างแข็งขันว่าเมื่อผลิตชิ้นงานตัวอย่างเสร็จแล้ว จะต้องส่งไปให้ซ่งอวี้หน่วน 2 ชิ้นอย่างแน่นอน
ชิ้นเดียวมันน้อยไป อย่างน้อยต้อง 2 ชิ้นสิ!
ซ่งเหนียนคิดในใจว่าผู้อำนวยการต้วนออกจะขี้เหนียวไปหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้อำนวยการต้วนก็เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ถ้าไม่เค็มระดับเกลือเรียกพี่ แล้วจะบริหารงานจนได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตในโรงงานแห่งนี้ได้อย่างไรกัน
เขาคือผู้อำนวยการโรงงานที่ขึ้นชื่อว่าประหยัดมัธยัสถ์ที่สุดในอำเภอหนานซาน ชนิดที่ว่าทุกเม็ดเงินต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
จากนั้น ซ่งเหนียนก็ทำทีเป็นอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า
ผู้อำนวยการต้วนขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจในทันที นี่มันหมายความว่ายังไง ให้ของตอบแทนน้อยไปหรือ? เอาเข้าจริง ที่โรงงานของเขาก็มีแบบแปลนราวตากผ้าอยู่หลายแบบเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้เหมือนเป๊ะๆ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายอะไรเลยสักนิด ของแบบนี้มันไม่เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์พับได้ที่ต้องใช้เทคนิคซับซ้อน แถมยังไม่ใช่ของที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วด้วย
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ผู้อำนวยการต้วนก็ยังคงฉีกยิ้มพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรว่า “มีอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ถ้าเรื่องไหนที่ผมพอจะช่วยได้ ผมยินดีช่วยเต็มที่เลย”
เมื่อได้ฟังดังนั้น ซ่งเหนียนจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเบาเบา “ผู้อำนวยการต้วนครับ คือผมเพิ่งจะรู้เรื่องนี้มาจากเสี่ยวหน่วนเหมือนกันครับ ว่าพรุ่งนี้เช้าทีมยื่นเรื่องของเราจะเดินทางไปที่เทศมณฑล เพื่อไปยื่นขอจัดตั้งวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ของอำเภอเราน่ะครับ เขาว่ากันว่าเตรียมการทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ผมฟังจากที่เสี่ยวหน่วนพูดแล้ว เหมือนว่าโอกาสที่จะได้รับอนุมัติมีสูงมากเลยครับ แถมครั้งนี้เสี่ยวหน่วนก็ร่วมเดินทางไปด้วย ผมเลยคิดว่าถ้าโรงเรียนสร้างเสร็จขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องใช้โต๊ะกับเก้าอี้อีกเยอะเลย ซึ่งในอำเภอของเราก็มีแค่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ของท่านที่เดียวเท่านั้น ยังไงซะพวกเขาก็ต้องมาติดต่อท่านผู้อำนวยการต้วนอย่างแน่นอนครับ”
ผู้อำนวยการต้วนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องที่ซ่งเหนียนจะพูดคือเรื่องสำคัญขนาดนี้ ตัวเขาเองไม่รู้เรื่องการเดินทางไปเทศมณฑลในวันพรุ่งนี้เลยแม้แต่น้อย หรือว่านี่จะเป็นความลับสุดยอด?
เขาหันไปพูดกับซ่งเหนียนทันที “ผมยังไม่ได้รับแจ้งให้เข้าประชุม หรือได้ยินข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยนะ นี่ต้องเป็นเรื่องลับสุดยอดแน่ๆ คุณวางใจได้เลย ผมจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด”
ซ่งเหนียนกล่าวอย่างนอบน้อม “ผมก็คิดอยู่นานเลยครับ แต่ท่านผู้อำนวยการก็ดีกับผมมาตลอด ผมเองก็รู้ว่าท่านเป็นคนยังไง พอรู้เรื่องสำคัญแบบนี้ก็เลยต้องรีบมาบอกท่านให้ทราบก่อนน่ะครับ งั้นผมขอตัวกลับไปทำงานต่อนะครับ”
พูดจบซ่งเหนียนก็รีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ผู้อำนวยการต้วนพยักหน้าช้าๆ ด้วยความพึงพอใจ ต้องยอมรับเลยว่าซ่งเหนียนคนนี้ใช้ได้ทีเดียว ยังอุตส่าห์นึกถึงเขาอยู่ และที่สำคัญคือเสี่ยวหน่วน นี่คงเป็นแผนของเธอที่อาศัยจังหวะส่งแบบแปลนมาให้ เพื่อเปิดทางให้ซ่งเหนียนมาส่งข่าวนี้กับเขาโดยเฉพาะสินะ เด็กคนนี้ช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ แบบนี้อนาคตไกลแน่นอน
ผู้อำนวยการต้วนตัดสินใจในทันทีว่า ถึงตอนนั้นเขาจะแถมโต๊ะเขียนหนังสืออย่างดีส่งไปให้เสี่ยวหน่วนเพิ่มอีกสักตัวเป็นของขวัญแล้วกัน!
หลังจากนั้น ผู้อำนวยการต้วนก็เริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง...ทำไมทางอำเภอถึงไม่มีการแจ้งให้เข้าประชุมในเรื่องสำคัญแบบนี้กันนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปพบรองหัวหน้าอำเภอจ้าวผู้รับผิดชอบโครงการนี้ทันที พร้อมยื่นข้อเสนอโดยตรงว่าหากการขอจัดตั้งโรงเรียนผ่านการอนุมัติ โรงงานไม้ของเขายินดีที่จะผลิตโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดให้ในราคาต้นทุน
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวถึงกับยิ้มแก้มปริ “ดี! ผมจะเอาข้อเสนอของคุณใส่เข้าไปในเอกสารยื่นเรื่องของเราด้วย แบบนี้เบื้องบนจะได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเรา พอโรงเรียนมีโต๊ะมีเก้าอี้พร้อมแล้ว ที่เหลือก็แค่รออนุมัติจัดตั้งเท่านั้นแหละ”
ผู้อำนวยการต้วนอยากจะแย้งใจจะขาดว่า...อันที่จริงมันยังขาด ‘ครู’ นะครับ ถ้าไม่มีครูผู้สอน โรงเรียนก็ไม่ต่างอะไรกับตึกร้างดีๆ นี่เอง แล้วยิ่งมองจากมาตรฐานบุคลากรในอำเภอของเรา จะหาครูที่มีคุณภาพเหมาะสมมาสอนที่นี่ได้จริงๆ น่ะหรือ?
แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บงำความคิดนั้นไว้ เพราะไม่อยากทำลายความกระตือรือร้นของรองหัวหน้าอำเภอจ้าว อย่างน้อยการที่เขาบุกมาถึงที่นี่ก็ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเองแล้ว ซึ่งมันดูดีกว่าการนั่งรอให้ทางอำเภอมีคำสั่งลงมาให้ทำเป็นไหนๆ
การทำงานในยุคนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ การเป็นฝ่ายรุกกับการเป็นฝ่ายรับ มันคนละเรื่องกันเลย
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม หนุ่มสาวทั้ง 5 คนที่เพิ่งกลับจากการทำแผลที่โรงพยาบาลก็เดินคอตกกลับมายังบ้านพักรับรองของอำเภอ ตอนมาถึงมาดมั่นองอาจเพียงใด ตอนนี้ก็หดหู่สิ้นหวังเพียงนั้น
ตลอดเส้นทางไม่มีใครปริปากพูดคุยกันเลยสักคำ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและสีหน้าที่ย่ำแย่
ใจจริงพวกเขาอยากจะหนีกลับบ้านไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดตรงที่รูปถ่ายเจ้ากรรมยังอยู่ในกำมือของซ่งอวี้หน่วน
ขืนเธอเอารูปพวกนั้นไปประจานเข้าจริงๆ ล่ะก็ ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่คิดว่าพ่อแม่ที่บ้านรู้เรื่องเข้าก็สยองแล้ว มีหวังโดนหวดจนขาหักแน่ๆ
ผลการตรวจจากโรงพยาบาลระบุว่าเป็นเพียงบาดแผลถลอกภายนอก คุณพยาบาลจึงจัดการทายาและพันแผลให้แบบง่ายๆ ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนั้นแม้จะมือหนัก แต่ก็ยังออมแรงไว้ ไม่ได้คิดจะเอาให้ถึงตาย
ฉินว่างเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน “ฉันว่า...พรุ่งนี้เราซื้อของขวัญแล้วไปขอโทษที่บ้านตระกูลซ่งกันดีไหม”
เซี่ยจื้อเบิกตากว้างจ้องเขม็ง “นายฝันกลางวันอะไรอยู่เหรอ? ยัยนั่นอัดพวกเราซะน่วมขนาดนี้ แต่นายจะให้พวกเราไปขอโทษเนี่ยนะ โลกนี้มันมีเหตุผลแบบนี้ด้วยหรือไง? นายพูดจาไม่รู้เรื่องหรือว่าโดนซัดจนสมองกระทบกระเทือนไปแล้ว?”
ฉินว่างขมวดคิ้วมุ่น คราวนี้เขาไม่คิดจะตามใจเซี่ยจื้ออีกต่อไปแล้ว “เซี่ยจื้อ นายยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกหรือไง? ป่านนี้ซ่งอวี้หน่วนคงโทรไปฟ้องพ่อนายเรียบร้อยแล้ว อย่ามโนไปเองว่าการที่พ่อนายยังไม่โทรมาหาแปลว่าทุกอย่างจะสงบสุขดี”
“แล้วที่สำคัญ พวกนายไม่ควรโกหกพวกเราเลย เรื่องจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกนายเล่ามาสักนิด นี่มันไม่ใช่เรื่องทะเลาะกันธรรมดาๆ ในครอบครัวแล้วนะ ถ้าจะพูดกันตามตรง มันเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นคดีอาชญากรรมแล้วด้วยซ้ำ”
“นายลองคิดดูสิว่าคนอย่างซ่งอวี้หน่วนน่ะ เธอดูเหมือนคนที่ยอมคนง่ายๆ หรือไง? น้าของเธอต้องโดนขังนานถึง 30 ปี ตอนนี้น่าจะอายุราวๆ 35 แล้ว ถ้าเขาไม่ได้โง่หรือความจำเสื่อมจนลืมเรื่องราวทั้งหมดไปแล้ว คิดว่าเขาจะไม่กลับมาแก้แค้นเหรอ? เรื่องแบบนี้มันจะเป็นแค่เรื่องในครอบครัวธรรมดาๆ ได้ยังไงกัน?”
ใบหน้าของเซี่ยลี่อิ๋งซีดเผือด “แต่จะให้ไปขอโทษบ้านนั้นน่ะเหรอ มันน่าอายจะตายไป!”
ฉินว่างได้แต่คิดในใจอย่างสมเพช ‘แล้วเรื่องที่แม่ของเธอทำมันไม่น่าอายหรือไง? ทั้งเลวทรามต่ำช้า ไร้ยางอาย โหดเหี้ยมอำมหิต ทำไมเธอไม่พูดถึงมันบ้างล่ะ?’ ดูเหมือนว่าธาตุแท้ของคนบ้านเดีียวกันก็คงไม่ต่างกันนัก
ฉินว่างพลันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าหากเขายังดึงดันเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อีก ไม่ว่าสุดท้ายแล้วตระกูลเซี่ยฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะ ตัวเขาเองก็คงไม่มีจุดจบที่ดีอย่างแน่นอน
ดังนั้น ฉินว่างจึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เอาเป็นว่าเรายังต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ให้ทุกคนลองกลับไปคิดทบทวนกันให้ดีๆ อีกทีแล้วกัน แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน การที่เราไม่ถามไถ่ให้ดีแล้วบุกไปหาเรื่องเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มันก็เป็นความผิดของพวกเราตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้เรารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ทำไมเราจะไปขอโทษเธออย่างลูกผู้ชายไม่ได้ล่ะ?”
เซี่ยลี่อิ๋งขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม “นี่... ฉินว่าง นายกำลังโทษฉันอยู่เหรอ?”
[จบบท]