บทที่ 213: แล้วฉันเหมือนคนเดิมสักแค่ไหน
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปข้างใน เรื่องวุ่นวายก็ประทุขึ้นมาเสียก่อน
สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงดังจอแจ ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่หญิงวัยกลางคนผมหยิกคนหนึ่งซึ่งกำลังสอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธ
ในมือของหญิงคนนั้นยังกำธนบัตรที่ยังเก็บเข้ากระเป๋าไม่ทัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นธนบัตรต้าถวนเจี๋ย หรือก็คือธนบัตรใบละ 10 หยวน
ณ วินาทีนั้น สายตาของลู่เฟิงจับจ้องอยู่ที่ซ่งอวี้หน่วนไม่วางตา เขานึกอยากจะพูดกับคนพวกนั้นเหลือเกินว่า ‘พวกคุณจะมาโวยวายอะไรกันนักหนา ในเมื่อเธอยังไม่ได้เข้าไปเสียหน่อย รอให้เข้าไปก่อนแล้วค่อยต่อว่าก็ยังไม่สาย’
แต่พอนึกถึงท่าทีเย็นชาของซ่งอวี้หน่วน สีหน้าของเขาก็พลันเรียบตึง ก่อนจะกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป เขาเม้มปากแน่น ตั้งใจว่าจะรอดูว่าซ่งอวี้หน่วนจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร รอจนกว่าเธอจะถูกด่าจนร้องไห้ออกมานั่นแหละ เขาถึงจะยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ต่างให้ ซึ่งก็ยังไม่สายจนเกินไป
เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ในใจของซ่งอวี้หน่วนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่การที่จะให้เขาลืมเธอได้ในเร็ววันนี้ บอกตามตรงว่าเขายังทำไม่ได้จริงๆ ถึงกระนั้นเขาก็จะไม่ทำอะไรโง่ๆ ให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาใครอีกแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่เหลือบมองสีหน้าของลู่เฟิง ก็พอจะเดาความคิดของเขาออกได้ทันที หญิงสาวเบนสายตาไปมองฉินซือฉีที่ยืนอยู่ไม่ไกล ซึ่งกำลังมองมาที่เธอด้วยแววตาอิจฉาริษยา ก่อนจะหันกลับมาหยุดสายตาลงที่หญิงวัยกลางคนผมหยิกคนเดิม แล้วจึงรีบเดินตรงเข้าไปหา
หญิงวัยกลางคนผมหยิกยังคงกำเงิน 10 หยวนไว้ในมือ ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “คุณป้าคะ คุณป้าเป็นคนแรกที่ตั้งข้อสงสัย ถึงแม้ว่าคุณลุงยามจะบอกให้ฉันเข้าไปทางประตูด้านข้าง แต่ก่อนที่คุณป้าจะตะโกนออกมา ฉันได้ก้าวเข้าไปแล้วหรือยังคะ”
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งน่าจะอายุราว 14-15 ปีและสูงไล่เลี่ยกับซ่งอวี้หน่วน มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามดึงแขนของหญิงวัยกลางคนผมหยิกผู้เป็นมารดาไว้
ทันใดนั้นทุกสายตาต่างก็จับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสองเป็นตาเดียว
หญิงวัยกลางคนผมหยิกแข็งใจพูดสวนกลับไปว่า “แหม พูดจาฉะฉานเชียวนะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าฉันตะโกนห้ามเธอไว้ก่อน เธอก็คงจะเดินตัวปลิวเข้าไปแล้วไม่ใช่หรือไง คิดจะใช้อภิสิทธิ์แล้วยังจะมาทำเป็นพูดจาดีอีก ฉันเพิ่งจะเคยเจอนี่แหละ”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด เธอยังคงยิ้มบางๆ แล้วหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “คุณปู่ท่านนี้ดูแล้วเป็นผู้ที่น่าเคารพนับถือ เมื่อสักครู่นี้คุณปู่ก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ช่วยพูดอย่างเป็นกลางให้หน่อยได้ไหมคะ ว่าก่อนที่ป้าคนนั้นจะตะโกนออกมา หนูได้ขยับตัวไปไหนหรือเปล่าคะ”
เจ้าหน้าที่อาวุโสคนนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ “เด็กสาวคนนี้พูดถูกแล้ว เรื่องจริงก็เป็นอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ”
ซ่งอวี้หน่วนกางมือทั้งสองข้างออก “ถ้าอย่างนั้น การที่พวกคุณพร้อมใจกันรุมต่อว่าฉันแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ ที่ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นก็เพราะว่าฉันไม่ได้คิดที่จะเข้าไปตั้งแต่แรกแล้ว”
ในตอนนั้นเอง ลู่เฟิงก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เขาชี้หน้าหญิงวัยกลางคนผมหยิกแล้วพูดขึ้นว่า “เธอไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไป แต่คุณกลับตะโกนโวยวาย คุณควรจะขอโทษเธอเดี๋ยวนี้”
คำพูดของลู่เฟิงทำให้ฉินซือฉีโกรธจนแทบจะกัดฟันกรอด ลู่เฟิงนะลู่เฟิง นายเป็นใครกัน นี่มันเรื่องอะไรของนายถึงต้องเข้ามายุ่งด้วย
หญิงวัยกลางคนผมหยิกรู้ดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด จึงแผดเสียงดังขึ้นเพื่อกลบเกลื่อน “นั่นก็เพราะว่าฉันตะโกนขึ้นมาก่อนน่ะสิ เธอถึงไม่กล้าเข้าไป ไม่อย่างนั้นป่านนี้ก็คงเข้าไปนั่งสบายใจเฉิบแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องไร้สาระอีกต่อไป เธอจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันจะต่อแถวไปพร้อมกับทุกคนเองค่ะ ทุกคนอย่าทะเลาะกันเลย อากาศก็ร้อน การมาทำให้ตัวเองต้องคอแห้งผากเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยนะคะ”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็จูงมือน้องชายเดินไปต่อท้ายแถวทันที แต่สายตาของเธอก็ยังคงกวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เพราะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
และแล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อลู่เฟิงเดินเข้ามาหาเธอ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเจือความเสียใจ “เสี่ยวหน่วน เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปสบตาเขาอย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แล้วคุณว่าฉันเหมือนคนเดิมของคุณสักแค่ไหนกันเชียว”
ลู่เฟิง: “…”
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคำพูดที่ดูแสนจะธรรมดาประโยคนี้ ถึงได้เหมือนกับมีดปลายแหลมที่พุ่งเข้ามาทิ่มแทงกลางอกของเขาอย่างจัง
เมื่อรู้สึกว่าการที่ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ต่างอะไรกับตัวตลก สายตาที่ใช้มองซ่งอวี้หน่วนจึงแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองและชิงชังขึ้นมาทันที
ซ่งอวี้หน่วนเองก็หมดคำจะพูดเช่นกัน
อันที่จริงแล้ว เธอไม่อยากจะข้องแวะกับตัวละครหลักในนิยายเลยแม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะคนอย่างฉินซือฉีและลู่เฟิง
เทศมณฑลกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ แต่แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็ยังบังเอิญมาเจอกันได้ นับว่าเรื่องแบบนี้คงไม่มีใครเจอเหมือนเธอแล้ว
หญิงวัยกลางคนผมหยิกกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกลูกชายที่หน้าแดงก่ำดึงแขนเอาไว้เสียก่อน “แม่ครับ อย่าพูดอะไรอีกได้ไหมครับ”
สายตาของซ่งอวี้หน่วนมองตรงไปข้างหน้า โดยไม่เหลือบแลไปยังลู่เฟิงเลยแม้แต่น้อย
ฉินซือฉีรีบเดินเข้ามาฉุดแขนลู่เฟิงให้ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังของตัวเองเหมือนเดิม ลู่เฟิงหันไปมองฉินซือฉีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ
ซ่งอวี้หน่วนเบนหน้าหนีพร้อมกับกลอกตาอย่างระอาใจ หวังว่าในอนาคตคงจะไม่ต้องมาเจอหน้าเขาอีก
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ผู้เฒ่าหลินซึ่งได้ยินว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นที่หน้าประตูก็รีบร้อนเดินออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ท้ายแถวสุด เขาก็เหลือบมองผู้คนที่ต่อคิวกันยาวเหยียด ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในทันที
ชายชรากวักมือเรียกหญิงสาว ซ่งอวี้หน่วนจึงจูงมือน้องชายพลางส่งยิ้มแล้วเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างกายผู้เฒ่าหลิน
ผู้เฒ่าหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “ทุกท่านไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ วันนี้เราจะขยายเวลาปิดทำการออกไปอีก 1 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนที่ต่อแถวจนถึงคนสุดท้ายจะได้เข้าชมอย่างแน่นอน”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของผู้คนที่รอคอยต่างประดับไปด้วยรอยยิ้ม จากนั้นผู้เฒ่าหลินก็กล่าวต่อไปว่า “ทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมคนนี้ คือหนึ่งในผู้ค้นพบสุสานจักรพรรดิคัง การที่เราสามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของสุสานได้นั้น ก็เป็นเพราะข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เธอเป็นคนมอบให้ ที่เรียกเธอมาในวันนี้ก็เพื่อมาช่วยตรวจสอบและเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ เนื่องจากข้อมูลที่เรามีอยู่ตอนนี้ยังขาดหายไปหลายส่วน”
“อ้อ แล้วตอนนี้เธอก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่จัดระเบียบข้อมูลพิเศษและถือเป็นพนักงานคนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เราแล้วด้วย เนื่องจากเป็นกรณีพิเศษ เธอจึงไม่จำเป็นต้องต่อคิว เพราะยังมีเอกสารอีกมากมายที่รอให้เธอเข้าไปช่วยจัดการและเพิ่มเติมอยู่ ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจนะครับ”
สิ้นเสียงประกาศ ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะพากันร้องอ๋อออกมาด้วยความเข้าใจ เจ้าหน้าที่อาวุโสคนเดิมรีบเอ่ยขึ้น “งั้นก็รีบเข้าไปข้างในเถอะครับ อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย”
“โอ้โห เด็กสาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เป็นถึงหนึ่งในผู้ค้นพบด้วย”
ใครอีกคนกล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า “นี่สินะที่เขาเรียกว่า วีรบุรุษมักถือกำเนิดในวัยเยาว์”
ลู่เฟิงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ซ่งอวี้หน่วนกลายเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบสุสานจักรพรรดิคังไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
ส่วนฉินซือฉียิ่งรู้สึกเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่ เธออยากจะตะโกนออกไปให้รู้แล้วรู้รอดว่า คนที่ผลการเรียนย่ำแย่จนแม้กระทั่งโรงเรียนมัธยมปลายยังสอบไม่ติดอย่างซ่งอวี้หน่วน จะมีความสามารถไปให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้อย่างไรกัน เด็กนั่นจะไปรู้อะไรได้ แต่เพราะมีผู้คนมากมายยืนอยู่รายล้อม ฉินซือฉีจึงทำได้เพียงแค่ข่มความเดือดดาลทั้งหมดเอาไว้ในใจ
ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างๆ หญิงผมหยิก ก่อนจะหันไปพูดกับผู้เฒ่าหลินว่า “ผู้เฒ่าหลินคะ เมื่อครู่คุณป้าท่านนี้เพิ่งเล่าเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ให้ฉันฟังค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการวิจัยของเราด้วย ให้เธอเข้าไปด้วยกันดีไหมคะ” พูดจบเธอก็ขยิบตาให้หญิงวัยกลางคนอย่างมีเลศนัย
ด้วยเหตุนี้ หญิงวัยกลางคนและลูกชายของเธอจึงเดินตามซ่งอวี้หน่วนเข้าไปด้านในด้วยความมึนงง เมื่อเข้ามาข้างในเรียบร้อยแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยถามหญิงคนนั้นว่า “คุณป้าคะ ฉันมีเงินอยู่ 20 หยวน ถ้าคุณป้าบอกความจริงว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เงินทั้งหมดนี้จะเป็นของคุณป้าทันทีค่ะ”
หญิงวัยกลางคนแสดงท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากในที่สุด “ก็เมื่อกี้นี้ มีผู้ชายคนหนึ่งมาบอกฉันว่า ขอแค่เธอเดินเข้าประตูข้างไปเมื่อไหร่ ให้ฉันเป็นคนเริ่มโวยวายขึ้นมาทันที ไม่ว่าแผนจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เขาจะให้เงินฉัน 10 หยวน”
ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นปราดเข้ามาในใจของซ่งอวี้หน่วนอีกครั้ง แววตาของเธอพลันเย็นเยียบลงทันที “แล้วถ้าฉันไม่เข้าไปล่ะคะ”
“ถึงไม่เข้าไป ก็ต้องตะโกนอยู่ดี”
[จบบท]