บทที่ 216: ลงมือคืนนี้!
ผู้เฒ่าหลินครุ่นคิดอย่างอารมณ์ดี ของปลอมที่เคยหลอกเงินเขาไปถึง 10,000 หยวน, เหล่าเอ้อร์ฮาที่ถูกจับได้, จนกระทั่งการค้นพบสุสานจักรพรรดิคังของซ่งอวี้หน่วน ทำให้เขาได้รับการยกย่องและได้กลับไปทำงานอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเสี่ยวหน่วน
เสี่ยวหน่วนช่างไม่ต่างจากหลานสาวแท้ๆ ของเขาจริงๆ
คนขับรถซึ่งรออยู่ที่ประตูใหญ่ พอเห็นซ่งอวี้หน่วนกับซ่งหมิงเซิ่งเดินออกมาก็รีบเปิดประตูต้อนรับ เมื่อสองพี่น้องขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็หยิบบุหรี่กล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างแล้วยื่นให้กับคนขับรถ พร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้ม
คนขับรถชำเลืองมองก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่มันบุหรี่ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษสำหรับบุคคลสำคัญนี่นา! เด็กสาวคนนี้ไปหามาจากไหนกัน? ช่างเก่งกาจจริงๆ
เขาเองก็พอจะรู้จักคนอยู่บ้าง แต่บุหรี่แบบนี้ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ เด็กคนนี้ทั้งฉลาดทั้งรู้จักเอาใจใส่คนอื่น ไม่รู้ว่าที่บ้านอบรมสั่งสอนกันมาแบบไหนกันนะ
รถวิ่งมาไม่นานก็ถึงบ้านพักรับรองของคณะกรรมการการศึกษา ในขณะเดียวกัน ที่โคนกำแพงใหญ่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ เหล่าฉีกับเหล่าโต้วกำลังเฝ้ารอซ่งอวี้หน่วนอยู่ก่อนแล้ว
พวกเขาเห็นหญิงสาวในชุดกระโปรงหิ้วกระเป๋าผ้าใบ โดยที่มือขวาจูงน้องชายของตัวเองไว้ ที่แท้รถคันที่จอดรออยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ก็มารอรับสองพี่น้องนี่เอง ซ่งอวี้หน่วนคนนี้ได้รับการดูแลดีถึงขนาดนี้เชียวเหรอ? เพียงเพราะเธอเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบสุสานจักรพรรดิคังอย่างนั้นหรือ?
แม้จะเป็นช่วงบ่าย แต่ท้องฟ้ายังสว่างแจ้งอยู่ ทั้งสองจึงไม่ได้คิดจะลงมือทำอะไร การตีหญ้าให้งูตื่นเมื่อครู่นี้ก็เพียงเพื่อต้องการหยั่งเชิงดูว่าเหยื่อจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเท่านั้น
เหล่าฉีคาดว่าหญิงสาวน่าจะมุ่งหน้ากลับบ้านพักรับรองของคณะกรรมการการศึกษา เพราะในมือของเธอมีของพะรุงพะรัง อีกทั้งตอนนี้ห้างสรรพสินค้าก็ปิดแล้ว เมื่อทั้งสองไปถึงบ้านพักรับรองของคณะกรรมการการศึกษา ก็ไม่พบใครอยู่หน้าประตูแล้ว
เหล่าฉีกับเหล่าโต้วจึงเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็นบ้านพักรับรองเช่นกัน พวกเขาเปิดม่านออกเล็กน้อยแล้วแอบใช้กล้องส่องทางไกลมองไปยังฝั่งตรงข้าม ก็พบว่าพ่อลูกทั้ง 3 คนกลับมาถึงห้องพักแล้วและกำลังพูดคุยกันอยู่ในห้องของซ่งเหลียง
เหล่าฉีตาไว แค่ชำเลืองมองแวบเดียวก็ผละออกจากหน้าต่างแล้วเดินไปนั่งบนเตียง
เหล่าโต้วเปรยขึ้นมาเบาๆ “คืนนี้เราลงมือกันเลยดีไหม”
เหล่าฉีพยักหน้าเห็นด้วย “ได้ งั้นก็เอาคืนนี้แหละ”
จากนั้นจึงเอ่ยถาม “แล้วเรื่องรถกับคนซื้อทางนายเรียบร้อยดีหรือเปล่า”
“วางใจได้เลย เสี่ยวลิ่วจื่อจัดการได้เรียบร้อยดีมาก เพียงแต่ช่วงนี้ทางการกวาดล้างบ่อยครั้ง เราต้องระมัดระวังให้มากขึ้น”
“เออใช่ เกือบลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง หลิวจินชุ่ย ผู้หญิงที่เคยโด่งดังที่สุดในวงการนี้ ได้ยินว่าถูกจับตัวไปแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าถูกขังอยู่ที่ไหน ทางนั้นบอกว่าสถานการณ์ที่นี่ตอนนี้ตึงเครียดมาก อยากให้เรารีบจัดการให้เสร็จ อย่าได้ยืดเยื้อ”
เหล่าฉีกล่าวด้วยสีหน้าอำมหิต “อันที่จริง การขายเธอไปฮ่องกงคือทางเลือกที่ดีที่สุด ยัยนั่นทำให้นายท่านกับคุณหญิงรองเกือบจะผิดใจกัน ทั้งยังสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับนายท่านอีก สมควรแล้วที่หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด”
เหล่าโต้วนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แต่ตอนนี้เส้นทางนั้นถูกปิดตายไปแล้ว ถ้าดันทุรังฝ่าเข้าไปอาจจะเกิดปัญหาได้ง่าย ทำตามแผนเดิมของเราดีกว่า”
***
ตัดภาพกลับมาที่ห้องพักในบ้านพักรับรอง ซ่งอวี้หน่วนกำลังสนทนากับซ่งเหลียงผู้เป็นพ่ออยู่ เมื่อครู่ตอนที่เธอลงจากรถ ก็เห็นอาจารย์ใหญ่ชุยและรองหัวหน้าอำเภอจ้าวยืนรออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าพอดี ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เอ่ยล้อเล่นกับพวกเขา แต่เลือกที่จะถ่ายทอดคำพูดของผู้เฒ่าหลินให้คนทั้งสองฟังอย่างครบถ้วน
ด้วยความที่เป็นคนฉลาด แค่เพียงได้ฟังก็สามารถจับใจความสำคัญที่ซ่อนอยู่ได้ในทันที พวกเขาวิเคราะห์เพียงเล็กน้อยก็มั่นใจว่าเรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จถึง 80% ไม่สิ ต้อง 90% ถึงจะถูก
แต่ถึงอย่างนั้น รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็ยังกำชับว่าตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ จะต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดและปิดปากให้สนิท โดยทุกอย่างยังคงต้องดำเนินไปตามแผนเดิม
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเดินมาบอกให้ซ่งอวี้หน่วนเข้าไปพักผ่อนในห้องก่อน เพราะที่ทำการของอำเภอหนานซานซึ่งตั้งอยู่ในเทศมณฑลได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขาที่ร้านอาหารของรัฐ อีกสักครู่ทุกคนจะต้องไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกันแล้ว
ซ่งหมิงเซิ่งซึ่งเก็บคฑาหยกยู่อี่ไว้ในกระเป๋าสะพายข้างก็ถึงกับตาโตเป็นประกาย
กินข้าว!
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้จึงลูบหัวทุยน้อยๆ ของเด็กชายเบาๆ พร้อมกับบอกว่าอยากกินอะไรสั่งได้เลย เขาจะเลี้ยงเอง
จากนั้นรองหัวหน้าอำเภอจ้าวและอาจารย์ใหญ่ชุยก็แยกย้ายกันไปปรับแก้รายงานคำร้องของพวกเขาต่อ ส่วนซ่งเหลียงนั้นกลับมาถึงห้องพักก่อนเวลาแล้ว
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเห็นสีหน้าผู้เป็นพ่อไม่สู้ดีนัก จึงจูงมือน้องชายตามเข้าไปในห้องด้วยความเป็นห่วง ซ่งเหลียงเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนก “โชคดีจริงๆ ที่หมิงเซิ่งไม่ได้ไปกับพ่อ วันนี้ที่ห้างสรรพสินค้ามีเด็กหายไปตั้ง 2 คนแน่ะ ขนาดเจ้าหน้าที่ปิดประตูใหญ่ทุกด้านแล้วก็ยังหาไม่เจอ”
เขาถอนหายใจยาว “คนเยอะแถมห้างก็ใหญ่โตตั้ง 6 ชั้น จะไปตามหาที่ไหนได้ทั่วถึง เสียงประกาศจากโทรโข่งดังลั่นไปหมด แต่จนพ่อกลับออกมาก็ดูเหมือนว่าจะยังหาเด็กไม่พบเลย”
ซ่งเหลียงกัดฟันพูดอย่างเจ็บแค้น “ไอ้พวกพวกลักเด็กสารเลว มีมือมีเท้าครบ 32 แต่กลับไม่ยอมทำงานสุจริต ต้องมาทำเรื่องเลวชาติชั่วแบบนี้”
เขายังเล่าต่ออีกว่า “สองตายายคู่นั้นเขามาช่วยลูกชายดูแลหลาน เป็นฝาแฝดชายอายุแค่ 3 ขวบเอง เฮ้อ...หาหลานไม่เจอแบบนี้ ป่านนี้ปู่กับย่าคู่นั้นคงใจสลายจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วล่ะ”
พอได้ฟังเรื่องราวน่ากลัว ซ่งหมิงเซิ่งก็หน้าซีดเผือด รีบกุมมือพี่สาวไว้แน่นแล้วหันไปพูดกับพ่อ “โชคดีจริงๆครับ ที่ผมไม่ได้ไปด้วย นิสัยซุ่มซ่ามแบบพ่อต้องทำผมหายแน่ๆ ถ้าผมหายไป พ่อก็จะไม่มีลูกชายคนเล็ก ส่วนพี่ก็จะไม่มีน้องชายที่น่ารักที่สุด แล้วตอนนั้นพ่อกับพี่จะเสียใจขนาดไหน คงได้แต่นั่งร้องไห้กันทุกวันแน่นอน”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง “นั่นสิ ทุกครั้งที่พี่ได้กินหมูพะโล้ ก็คงได้แต่คิดว่าถ้าน้องชายสุดที่รักของพี่ไม่หายตัวไป หมูพะโล้จานนี้คงต้องแบ่งให้น้องครึ่งหนึ่งเลยนะ”
ซ่งหมิงเซิ่งได้ยินดังนั้นก็นึกภาพตามแล้วปล่อยโฮออกมาทันที ซ่งเหลียงเห็นลูกชายร้องไห้ก็ตบไหล่เบาๆ พร้อมกับหัวเราะพลางเอ็ดว่า “เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ ต่อให้โดนลักพาตัวไปจริงๆ ลูกก็คงหาทางกลับบ้านเองจนได้นั่นแหละ”
ซ่งหมิงเซิ่งเถียงกลับอย่างจริงจัง “พ่อครับ พ่อมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว พ่อโตป่านนี้แล้วทำไมยังไร้เดียงสาอยู่อีก ถ้าคนร้ายรู้ว่าผมฉลาดขนาดนี้ เขาจะไม่ป้อนยาให้ผมกลายเป็นคนโง่จนจำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับ หรือไม่ก็จับผมไปขังไว้ ถึงตอนนั้นต่อให้ผมรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน พ่อกับพี่เป็นใคร ผมก็กลับมาหาไม่ได้อยู่ดี”
คำพูดของลูกชายทำเอาซ่งเหลียงใจหายวาบ ภาพคำทำนายในอดีตผุดขึ้นมาในหัว เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอาล่ะๆ พอแล้ว อย่าพูดเรื่องน่ากลัวแบบนี้อีกเลย เดี๋ยวจะขวัญเสียกันไปเปล่าๆ”
แต่ในใจเขาก็ตระหนักได้ว่าต่อไปนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้การเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกขึ้นมาก บางที่ไม่ต้องใช้จดหมายแนะนำตัวด้วยซ้ำ
ทำให้พวกคนว่างงาน พวกไร้แก่นสาร และอันธพาลเพ่นพ่านไปทั่ว กว่าจะจัดระเบียบสังคมให้เข้าที่เข้าทางได้คงต้องใช้เวลาอีกนาน
ซ่งหมิงเซิ่งจึงเล่าให้พ่อฟังว่าคราวก่อนที่พี่สาวพาไปเที่ยวห้าง เธอใช้เชือกผูกข้อมือเขากับข้อมือของเธอไว้ตลอดเวลา ซึ่งซ่งเหลียงก็พยักหน้าเห็นด้วย “เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน”
ในจังหวะนั้นเอง อาจารย์ใหญ่ชุยก็มาเคาะประตูห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พอเห็นซ่งหมิงเซิ่งน้ำตาคลอเบ้าอยู่ก็ตรงเข้าไปอุ้มขึ้นมาด้วยความเอ็นดู “ไปกันเถอะ ลุงจะพาไปกินหมูพะโล้ให้อร่อยเลย”
ก่อนจะหันไปชวนซ่งเหลียง “คืนนี้เราไปดื่มกันสักจอกสองจอกนะ”
ที่บริเวณหัวบันไดชั้นสองของบ้านพักรับรอง รองหัวหน้าอำเภอจ้าวผู้ซึ่งอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตามคำกล่าวที่ว่าคนเราเมื่อเจอเรื่องน่ายินดีจิตใจก็ย่อมเบิกบาน กำลังยืนตรวจทานรายงานคำร้องกับอาจารย์ใหญ่ชุยเป็นครั้งสุดท้าย
พวกเขารู้สึกว่าถึงแม้จะไม่มีคำพูดของผู้เฒ่าหลินเป็นเครื่องยืนยัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยังค่อนข้างสูงอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ ความมั่นใจของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เมื่อเห็นซ่งเหลียงเดินมา รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็ตบไหล่เขาอย่างสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนรักกันมานานแล้วพากันเดินลงบันไดไป
สำหรับคณะที่เดินทางมาด้วยกันในครั้งนี้ นอกจากอาจารย์ใหญ่ชุยแล้ว ก็ยังมีเหล่าซางจากสำนักงานการศึกษาอำเภอหนานซาน และเสี่ยวสวี เลขานุการของนายอำเภอโค่วร่วมเดินทางมาด้วย
[จบบท]