บทที่ 217: ละเมอ?
เมื่อทุกคนลงมาพร้อมกันที่โถงชั้น 1 ของอาคาร เหล่าหลิวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประจำเทศมณฑลของอำเภอหนานซานก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
หลังจากที่แนะนำตัวกันเรียบร้อย เหล่าหลิวก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าใครเลยจะคาดคิดว่าอำเภอเล็กๆ อย่างหนานซานจะมีวาสนาดีถึงเพียงนี้
ขณะเดียวกัน เหล่าฉีที่อยู่อาคารฝั่งตรงข้ามก็เฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้เดินจากไป ก่อนจะค่อยๆ แฝงตัวติดตามไปในความมืดอย่างเงียบเชียบ
ซ่งอวี้หน่วนพลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
สัญชาตญาณทำให้เธอหันขวับกลับไปมองข้างหลัง ทว่าเบื้องหลังกลับว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ ไม่มีอะไรน่าสงสัยให้เห็นแม้แต่น้อย
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
หากจะให้เชื่อว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะยอมรามือแต่โดยดี เรื่องนี้ดูจะเป็นไปได้ยากเต็มที แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายใจกล้าบ้าบิ่นเกินคนจริงๆ
หรือว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น ว่าต่อให้ลงมือทำอะไรไป เซี่ยโป๋เหวินก็ไม่สามารถจัดการอะไรเธอได้ อย่างกรณีตัวอย่างของเซี่ยซินตง
ร้านอาหารของรัฐที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้นั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักรับรอง เพียงแค่ข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว เมื่อเข้าไปด้านใน ทุกคนก็ถูกนำทางไปยังห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเดินทางไปปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่มานับครั้งไม่ถ้วน เขารู้สึกว่าภารกิจครั้งนี้หนักหน่วงและกดดันกว่าครั้งไหนๆ ทว่าน่าแปลกที่ในใจกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
เขามองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้มีโชคดีติดตัวมาด้วยจริงๆ การมีเธออยู่ด้วย เรื่องโรงเรียนจะต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
แม้ว่าเมนูอาหารในร้านอาหารของรัฐจะค่อนข้างซ้ำซากจำเจไปบ้าง แต่รสชาติก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของพ่อครัวแต่ละคน มื้อค่ำวันนี้จึงผ่านไปอย่างชื่นมื่นและเปี่ยมด้วยความสุข
ถึงการเลี้ยงรับรองครั้งนี้จะจัดขึ้นในนามสำนักงาน แต่เหล่าหลิวกลับเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด แม้จะรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าหากโครงการสร้างโรงเรียนสำเร็จลุล่วงขึ้นมา อำเภอหนานซานก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วย บางทีในอนาคตอาจมีโรงงานใหญ่ๆ จากเทศมณฑลส่งคนไปศึกษาดูงานก็เป็นได้
เจ้าหนูหมิงเซิ่งกินอย่างเอร็ดอร่อยจนท้องน้อยๆ ป่องกลม เพราะบรรดาผู้ใหญ่ต่างพากันเอ็นดูและคอยป้อนนั่นป้อนนี่ให้ไม่หยุดหย่อน การได้เห็นเด็กชายกินอย่างมีความสุข ทำให้พวกเขารู้สึกอิ่มใจยิ่งกว่าได้กินเองเสียอีก
ความรู้สึกเกร็งและประหม่าของซ่งเหลียงค่อยๆ จางหายไป จริงๆ แล้วความรู้สึกอึดอัดส่วนใหญ่มักเกิดจากการวางตัวของอีกฝ่าย แต่หากทุกคนลดท่าทีลงอย่างเป็นกันเอง ต่อให้เป็นคนที่ขี้อายและประหม่าแค่ไหนก็จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง
ซ่งเหลียงแอบตั้งปณิธานกับตัวเองในใจว่า เขาจะต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้จะช่วยเหลืออะไรลูกสาวไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่เป็นตัวถ่วงของลูก
โอกาสที่สวรรค์หยิบยื่นให้ในครั้งนี้ช่างดีเหลือเกิน การที่เขาได้มีโอกาสนั่งร่วมโต๊ะดื่มกับคนอย่างรองหัวหน้าอำเภอจ้าว ถือเป็นเกียรติอย่างสูง เขาจะต้องรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดีที่สุด
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าแล้ว เมื่อกลับมาถึงที่พัก ซ่งอวี้หน่วนก็พาน้องชายเดินเล่นในสวนของบ้านพักรับรองอยู่ราวครึ่งชั่วโมงเพื่อย่อยอาหาร ก่อนจะจูงมือพาเขาไปส่งที่ห้องพักของพ่อซ่งเหลียง
“คืนนี้นอนกับพ่อนะ” เธอบอกพลางหยิกแก้มกลมๆ ของน้องชายเบาๆ แล้วขยิบตาให้หนึ่งครั้ง เป็นท่าทีที่ดูมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ โดยไม่สนใจว่าเด็กชายตัวน้อยจะเข้าใจหรือไม่
เจ้าหนูพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามพ่อเข้าไปในห้องข้างๆ แต่โดยดี
อันที่จริงเขาอยากจะเล่าเรื่องคฑาหยกยู่อี่ให้พี่สาวฟังใจจะขาด แต่ก็หาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้เลยสักที เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเล่าก็แล้วกัน อย่างไรเสียนี่ก็นับว่าคฑาหยกยู่อี่ได้กลับบ้านของมันแล้ว มันบอกว่าอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่ คงจะเหมือนกับน้าตงกระมังที่เอาแต่นอน
ณ ขณะนี้ ไฟในห้องพักของซ่งอวี้หน่วนดับสนิทลงแล้ว
เธอยืนมองไปยังอาคารบ้านพักรับรองฝั่งตรงข้ามอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ
จะว่าไปแล้ว…ต่อให้มีคนจับตาดูอยู่หรือไม่ก็ช่างปะไร ซ่งอวี้หน่วนตัดสินใจแล้วว่าจะออกไป ‘ตกปลา’ สักหน่อย ไหนๆ คืนนี้ก็ว่างอยู่แล้ว
เพื่อให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายและสะดุดตาที่สุด เธอจึงจงใจเปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวล้วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าต่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เผยให้เห็นท่าทางที่กระฉับกระเฉงและพร้อมลุย แต่ถึงอย่างนั้น การแต่งกายด้วยชุดขาวโพลนในยามวิกาลเช่นนี้ก็ให้ความรู้สึกน่าขนลุกอยู่ไม่น้อย
กระทั่งสรรพสิ่งรอบกายเงียบสงัด แสงไฟจากอาคารโดยรอบดับมืดลงจนหมด ซ่งอวี้หน่วนจึงได้ฤกษ์เคลื่อนไหว
ร่างของเธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมาก เพียงแค่พริบตาเดียวก็ลงมาถึงชั้นล่าง และในชั่วอึดใจต่อมาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าออกเรียบร้อยแล้ว
เธอยื่นมือออกไป ผลักบานประตูของบ้านพักรับรองที่ปิดอยู่ให้แง้มออกอย่างแผ่วเบา
พนักงานหญิงที่อยู่เวรกลางคืนกำลังฟุบหลับอยู่บนเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เธอสะดุ้งตื่นและเงยหน้าขึ้นมา มองไปรอบๆ โถงกว้างที่ว่างเปล่าด้วยดวงตาที่ยังคงปรือปรอย ก่อนจะหันไปมองที่ประตูทางเข้าหลักอีกครั้ง…
หญิงสาวพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ 2-3 คำ ก่อนจะฟุบหน้าลงไปหลับต่ออย่างไม่ใส่ใจ ขณะเดียวกันนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็ได้มายืนอยู่ที่สวนด้านนอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ร่างระหงในชุดสีขาวล้วนตัดกับความมืดมิดของยามราตรี ช่างดูโดดเด่นสะดุดตาและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
ซ่งอวี้หน่วนเดินตรงไปยังริมกำแพง เธอรู้ดีว่าตรงนั้นมีท่อนไม้เก่าๆ สำหรับใช้เป็นฟืนถูกทิ้งไว้อยู่ ที่นี่เป็นเพียงบ้านพักรับรองธรรมดา ไม่ใช่หน่วยงานราชการสำคัญอะไร ประตูใหญ่จึงไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเฝ้า
หญิงสาวคว้าท่อนไม้ขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะเดินลากมันออกไปบนถนนอย่างเชื่องช้า
ปลายไม้ครูดไปกับพื้นถนน ก่อให้เกิดเสียงอันน่าขนลุกจนเสียวฟัน
ซ่งอวี้หน่วนในชุดสีขาวตัดกับเรือนผมสีดำขลับ ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มขณะที่ก้าวเดินไปพร้อมลากท่องไม้อย่างเนิบนาบบนถนนเปลี่ยวยามเที่ยงคืน
ณ เวลานี้ ท้องถนนว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน โดยเฉพาะในละแวกนี้ที่ยิ่งเงียบสงัดเป็นพิเศษ มีข่าวลือว่าช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ว่ากันว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพออกอาละวาดอยู่เป็นนิจ ดังนั้นในยามค่ำคืนหากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ แม้แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่กล้าออกมาเดินเตร็ดเตร่ตามลำพัง
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ เวลา 00:16 น. แล้ว
“เฮ้อ ทำไมยังไม่เห็นเงาคนเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นนักเลงหัวไม้ หรือว่าใครก็ตามที่คอยตามสะกดรอยอยู่ ช่างไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย น่าจะทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมงสิถึงจะถูก”
เธอคิดในใจพลางเดินต่อไปเรื่อยๆ มือยังคงลากท่อนไม้ไปกับพื้น ภาพที่ปรากฏหากมีใครผ่านมาเห็นเข้า คงต้องนึกว่าเธอเป็นยมทูตขาวผู้มาเยือนเป็นแน่
อันที่จริงแล้ว เหล่าฉีและเหล่าโต้วรีบลงมาจากชั้นบนทันทีที่เห็นไฟในห้องของซ่งอวี้หน่วนดับลง เพื่ออำพรางตัว ทั้งคู่จึงสวมชุดสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังสวมหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้างที่วาวโรจน์ในความมืด
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ริมถนน ร่างกายแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาของรัตติกาล โดยเฉพาะในคืนที่ไร้แสงจันทร์เช่นนี้ แถมไฟถนนบางดวงก็ยังดับสนิท ต่อให้เพ่งมองอย่างสุดสายตาก็ยากที่จะสังเกตเห็นพวกเขาได้
ในมือของทั้งคู่มีทั้งเชือกและกระสอบป่านเตรียมพร้อม อีกทั้งยังมียาสลบสูตรพิเศษที่หามาได้จากฮ่องกง
สายตาของพวกเขามองข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ก่อนจะอาศัยความว่องไวเคลื่อนตัวเพียงไม่กี่ครั้ง ก็เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป้อมยามร้างที่หมายตาไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันได้สำเร็จ
ทั้งสองคนนั่งยองๆ ซุ่มตัวอยู่ด้านใน รอคอยให้พนักงานเฝ้ากะดึกและแขกคนอื่นๆ ในบ้านพักรับรองหลับสนิทเสียก่อน ถึงตอนนั้นพวกเขาจะได้ลงมืออย่างสะดวก
ทว่ารอแล้วรอเล่า จนกระทั่งรอบกายเงียบสงัดไร้เสียงใดๆ ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะย่องออกมานั่นเอง ก็ต้องชะงักงันเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนในชุดสีขาวเดินออกมาจากอาคาร ใบหน้าขาวนวลของเธอดูราวกับจะเปล่งประกายเรืองรองได้ในความมืด
ในชั่วขณะที่ทั้งสองกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ซ่งอวี้หน่วนก็คว้าท่อนไม้แล้วเดินหายออกไปจากบ้านพักรับรอง
เหล่าฉีและเหล่าโต้วสบตากัน ความคิดในหัวตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด
หลังจากมองหน้ากันอย่างงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ตัดสินใจรีบตามออกไปทันที จะบ้าหรือ! เป้าหมายเดินออกจากที่พักไปแล้ว พวกเขายังจะมานั่งแกร่วอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร
ดังนั้น ทั้งคู่จึงนำทักษะการลอบเร้นที่ร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ค่อยๆ ย่องตามหลังซ่งอวี้หน่วนไปอย่างระมัดระวัง
ณ ตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนมีเพียงความเร็วและพละกำลังที่เหนือมนุษย์เท่านั้น ส่วนประสาทสัมผัสด้านการได้ยินและการมองเห็นยังไม่เฉียบคมถึงขีดสุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเหนือกว่าคนธรรมดาอยู่หลายขุม
ในเวลานี้เอง สัญชาตญาณของเธอกำลังร้องเตือนว่ามีบางคนอยู่ข้างหลัง
เธอจึงตัดสินใจเดินข้ามถนน แล้ววกกลับมายังเส้นทางเดิม ซึ่งนั่นหมายความว่าอีกไม่กี่อึดใจ เธอก็จะได้เผชิญหน้ากับเหล่าฉีและเหล่าโต้วแล้ว
ชายทั้งสองรีบแนบตัวติดกับกำแพงแน่นิ่งราวกับเป็นหนอนผีเสื้อที่เกาะอยู่บนต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ต่อให้มีคนมองมาอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองเห็น
วินาทีที่ซ่งอวี้หน่วนเดินผ่านหน้าไป ชายทั้งสองต่างกลั้นหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
กระทั่งเธอเดินห่างออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ทั้งคู่จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่อัดอั้นอยู่ออกมาอย่างโล่งอก
ทั้งสองทรุดตัวลงนั่งยองๆ มองตามร่างในชุดขาวที่ถือท่อนไม้เดินแกว่งไปมาอยู่ไกลๆ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับภูตผีปีศาจ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูพิลึกพิลั่นไปหมด
เหล่าฉีเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ?” เหล่าโต้วตอบกลับ ก่อนจะมองหน้าเหล่าฉีแล้วตั้งข้อสันนิษฐาน “หรือว่า... จะเป็นการละเมอ?”
เหล่าฉีกล่าว “ถ้าละเมอจริง เราก็แค่เข้าไปจับตัวยัดใส่กระสอบ เรื่องก็จบแล้ว”
เหล่าโต้วเหลือบมองเหล่าฉี...
ในเมื่อกล้าพูดขนาดนั้น แล้วทำไมตัวเองยังนั่งนิ่งเป็นหินอยู่ตรงนี้ไม่ขยับไปไหนล่ะ?
[จบบท]