บทที่ 218: เต้นดิสโก้
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีเงาดำของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกเขาเดินโซซัดโซเซตรงเข้ามา และเมื่อได้เห็นซ่งอวี้หน่วนเข้าอย่างจัง ทุกคนก็ถึงกับชะงักไปตามๆ กัน
กลุ่มคนดังกล่าวมีด้วยกันทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วยชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง ชายร่างผอมแห้งคนหนึ่ง และชายร่างอ้วนท้วนอีกคนหนึ่ง
ชายร่างสูงเอ่ยขึ้นก่อน “วันนี้ฉันดื่มหนักไปหน่อยว่ะ พวกนายสองคนช่วยดูหน่อยซิ ว่านั่นใช่เด็กผู้หญิงหรือเปล่า”
“เป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ”
“หน้าตาสวยเอาเรื่องเลย”
“แถมยังมาคนเดียวอีกต่างหาก!”
“เอ๊ะ แต่ว่า... ในมือของเธอถือท่อนไม้อยู่ไม่ใช่เหรอ”
ชายร่างอ้วนหัวเราะร่า “สงสัยจะไม่กล้าเดินตอนกลางคืน เลยพกมาไว้ขู่คนล่ะมั้ง”
ชายร่างผอมหรี่ตามอง “เธอเดินมาทางพวกเราแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนถือท่อนไม้เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าชายทั้งสาม จากการประเมินสถานการณ์คร่าวๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคนในพื้นที่ที่กำลังเมาได้ที่ และท่าทางก็ไม่น่าไว้วางใจเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีเธอตั้งใจจะแค่เดินผ่านพวกเขาไป แล้วค่อยเดินวนแถวนี้อีกสักสองสามรอบ หากยังไม่มีใครปรากฏตัวออกมาอีก ก็จะกลับไปนอนพักผ่อน
แต่ตามที่คาดการณ์ไว้ เธอถูกชายทั้งสามคนซึ่งมีท่าทีไม่น่าเป็นมิตรเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน
หญิงสาววางมือลงบนท่อนไม้ที่ถืออยู่ ส่วนมืออีกข้างก็ล้วงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะไล่สายตามองสำรวจชายแปลกหน้าทั้งสามตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งพวกเขาก็กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน
โชคดีที่บริเวณนี้มีเสาไฟส่องสว่างตั้งอยู่ ทำให้มองเห็นใบหน้าของกันและกันได้อย่างชัดเจน หญิงสาวในระยะใกล้ดูสวยสะพรั่งกว่าตอนที่พวกเขามองจากระยะไกลมากนัก
ดวงตาสุกใสเปล่งประกาย รับกับฟันขาวเรียงสวย และเรือนร่างที่อรชรน่ามอง แต่มือที่ถือท่อนไม้อยู่นั้นกลับทำภาพความงามของหญิงสาวดูขัดตาไปเสียหน่อย
ชายร่างสูงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยเจตนาร้าย “น้องสาวคนสวย ทำไมถึงมาเดินอยู่บนถนนคนเดียวแบบนี้ล่ะจ๊ะ”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองเขาเพียงหางตาแล้วตอบกลับไปสั้นๆ “เสือก”
คำตอบของเธอทำเอาชายอีกสองคนถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
ชายร่างผอมพูดเสริมขึ้นมา “น้องสาว ในซอยตรงนั้นมีไนต์คลับอยู่ คนไปเต้นกันเยอะแยะเลยนะ ให้พวกพี่พาไปเต้นรำด้วยกันไหมจ๊ะ”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายขึ้นมา “ว้าว ไม่คิดเลยว่าพวกพี่จะเต้นเป็นด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายเต้นเก่งจะตายไป เดี๋ยวพี่สอนให้เอง” ชายร่างผอมรีบตอบ
“แล้วพี่เต้นท่าอะไรเป็นบ้างล่ะคะ” หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องพลางเอ่ยถาม
“โอ้ เยอะแยะเลยแหละ ทั้งควิกทรี สโลว์โฟร์ แล้วก็ยังมีดิสโก้อีกด้วยนะ ปัง ชะ ชะ ปัง ชะ ชะ” ชายร่างผอมทำท่าทางประกอบขณะพูด สายตาก็จับจ้องอยู่ที่ซ่งอวี้หน่วนไม่วางตา ก่อนจะลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
บ้าเอ๊ย ทำไมถึงได้สวยขนาดนี้วะ
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง “ถ้างั้นพี่ช่วยเต้นให้ฉันดูหน่อยได้ไหมคะ”
ชายทั้งสามคนหันมาสบตากันอย่างมีความหมาย
ชายร่างสูงยิ้มกริ่มพร้อมกับยื่นมือออกมาหาหญิงสาว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “ได้เลยน้องสาว ไปที่ไนต์คลับกับพวกพี่สิ เธออยากให้พวกเราเต้นท่าไหนให้ดูก็ได้ทั้งนั้นแหละ จะเต้นแบบหน้าแนบหน้า หรือจะเต้นแบบถอดเสื้อผ้าโชว์ก็ยังได้ มานี่สิ มาให้พี่ชายลูบแก้มเนียนๆ หน่อยซิ”
ส่วนอีกสองคนก็แยกย้ายกันไป คนหนึ่งขยับไปทางซ้าย ขณะที่อีกคนเดินอ้อมไปอยู่ด้านหลังเธอ เป็นการวางแผนโอบล้อมจากทุกทิศทาง
รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของพวกเขา ไม่ได้ฉุกคิดเลยสักนิดว่าการที่เด็กสาวคนหนึ่งถือท่อนไม้เดินอยู่กลางถนนยามวิกาล แล้วยังมายืนยิ้มคุยกับพวกเขาอย่างสบายอารมณ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ประหลาดมากแค่ไหน
แต่ถึงแม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาก็มองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาวอายุราว 16-17 ปีเท่านั้น ในขณะที่พวกเขาเป็นชายฉกรรจ์ถึง 3 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการชกต่อยตีรันฟันแทงมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ยังเด็ก แถมยังเป็นพวกไม่เอาการเอางาน วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไปทั่ว
เวลานี้พวกเขาก่อตั้งแก๊งเป็นของตัวเอง โดยมีชายร่างสูงเป็นหัวหน้าแก๊งย่อยๆ เขาจึงมั่นใจว่าจะสามารถจับตัวเด็กสาวคนนี้แล้วลากเข้าไปในซอยได้อย่างง่ายดาย
แค่คิดถึงภาพสวรรค์ที่จะได้เห็นในอีกไม่ช้า ชายร่างสูงก็รู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองเริ่มติดขัด แววตาที่เมามายของพวกเขาฉายแววชั่วร้ายออกมาอย่างปิดไม่มิด แต่ท่าทีกลับดูผ่อนคลายสบายๆ
ชายร่างสูงเป็นคนแรกที่ขยับเข้าไปใกล้ซ่งอวี้หน่วน เขาอ้าแขนทั้งสองข้างออก เตรียมพร้อมที่จะรวบตัวหญิงสาวเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน การได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงเด็กสาวที่งดงามหยาดเยิ้มเช่นนี้ มันจะให้ความรู้สึกดีสักแค่ไหนกันนะ
ชายร่างสูงรู้สึกได้ว่าน้ำลายของตัวเองกำลังจะไหลยืดออกมาอยู่รอมร่อ
แต่แล้วในวินาทีถัดมา เขาก็รู้สึกได้ถึงท่อนไม้ที่กดลงมาตรงหน้าอก
เหล่าฉีและเหล่าโต้วซึ่งซ่อนตัวอยู่แนบชิดกับกำแพง ได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เมื่อซ่งอวี้หน่วนใช้ท่อนไม้ในมือไล่ทุบตีชายฉกรรจ์ทั้งสามคนจนพวกเขาร้องโหยหวนราวกับผีสาง
น่าแปลกที่ไม่มีใครสามารถหนีรอดไปได้เลยสักคน
ชายทั้งสามคนคุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องขอชีวิตจากจอมยุทธ์หญิง ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานใสของซ่งอวี้หน่วนดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่าอยากจะเต้นรำกันนักหรือไง มา มา มา เต้นดิสโก้ให้ฉันดูสักยกสิ ถ้าเต้นได้ถูกใจ ฉันจะปล่อยพวกนายไป”
แต่หากไม่เต้นก็จะถูกตีสถานเดียว
ดังนั้น ชายทั้งสามจึงต้องกัดฟันฝืนความเจ็บปวดแล้วเริ่มเต้นดิสโก้ให้ซ่งอวี้หน่วนดู ทั้งที่สภาพร่างกายบอบช้ำไปทั้งตัว มันจึงไม่คล่องแคล่วเหมือนอย่างเคย ช่างดูทุลักทุเลเหมือนฝูงก็อบลินตัวเขียวกำลังเริงระบำเสียมากกว่า
ซ่งอวี้หน่วนยืนกอดอกถือท่อนไม้จ้องมองพวกเขาอย่างไม่วางตา
หากใครคิดจะวิ่งหนี ท่อนไม้ในมือของเธอก็จะฟาดลงไปบนร่างของคนผู้นั้นในทันที จนต้องทรุดลงไปคุกเข่าร้องโอดครวญอยู่กับพื้น
ไม่ดี!
เหล่าฉีและเหล่าโต้วรีบกลั้นหายใจแล้วค่อยๆ ย่องเท้าเดินไปด้านข้างอย่างแผ่วเบา เมื่อเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองจึงกล้าที่จะผ่อนลมหายใจออกมา
เกือบจะขาดอากาศหายใจตายเสียแล้ว
โบราณว่าไว้ ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คำพูดนี้ช่างมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย หากเมื่อครู่เป็นพวกเขาที่ออกไปขวางทางซ่งอวี้หน่วน ก็คงจะตกหลุมพรางของเธออย่างง่ายดาย
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนก็หรี่ลงอย่างมีเลศนัย
เธอชี้ท่อนไม้ไปที่ชายทั้งสามพร้อมกับกำชับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ทุกคนนั่งยองๆ อยู่ริมถนน ใครกล้าหนี ฉันจะตีขาให้หัก!”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงดี ร่างของซ่งอวี้หน่วนก็พุ่งหายวับไปในสายตา
ชายสามคนที่กำลังเต้นดิสโก้อยู่ต้องหยุดชะงัก พวกเขายืนอยู่ใต้แสงไฟถนนในสภาพที่ใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะหันไปมองร่างสีขาวที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจภูตผีตนนั้น
จะหนีดีไหมนะ…
แต่ขาทั้งสองข้างกลับสั่นเทาจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
ในตอนนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าฉีและเหล่าโต้วเข้าพอดี
นี่คือคนที่สะกดรอยตามเธอมา
เหล่าฉีและเหล่าโต้วคาดไม่ถึงว่า ทันทีที่พวกเขาหยุดยืนเพื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก ซ่งอวี้หน่วนกลับพุ่งตรงเข้ามาหาราวกับพายุ
แต่ทั้งสองคนนี้แตกต่างจากอันธพาลสามคนนั้น ด้วยสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ชายสูงวัยทั้งสองมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วเป็นพิเศษ
ทั้งคู่รีบเปิดฝาเหล็กของท่อระบายน้ำออกด้วยความเร็วสูง ก่อนจะกระโดดลงไปในนั้นเสียงดังตู้ม! และในจังหวะที่พวกเขากระโดดลงไปนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็มาถึงตรงหน้าพอดี
เนื่องจากเป็นฤดูร้อน เมื่อฝาท่อระบายน้ำถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็โชยปะทะใบหน้าทันที ทำเอาซ่งอวี้หน่วนถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
พระเจ้าช่วย! กลิ่นนี้มัน…สุดจะบรรยาย!
หญิงสาวรีบยกมือขึ้นปิดจมูกและปาก ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ปากท่ออีกครั้ง เธอล้วงหยิบไฟฉายพกพาขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเป็นของที่กู้หวยอันให้เธอไว้ บอกว่าเอาไว้ให้เล่นสนุกๆ แต่ที่จริงแล้วมันคือผลิตภัณฑ์ทางการทหารที่เพิ่งถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่ สำหรับให้หน่วยรบพิเศษใช้ในการสอดแนมโดยเฉพาะ
เมื่อเปิดแสงสว่างถึงระดับที่ 3 ลำแสงที่สว่างจ้าจะสามารถทำให้ดวงตาของศัตรูมืดบอดได้ชั่วขณะ แต่กู้หวยอันก็กังวลว่ามันอาจจะเป็นอันตรายกับตัวเธอเองได้ เพราะซ่งอวี้หน่วนมักจะพาน้องชายออกไปเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงได้ปรับลดความสว่างของแสงในระดับที่ 3 ลงเล็กน้อย
ในตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนเปิดไฟฉายไปที่ระดับ 3 ในทันที
ลำแสงสีขาวสว่างจ้าสาดส่องเข้าไปในท่อระบายน้ำจนสว่างไสวไปทั่ว เธอลองส่องไฟไปทางซ้ายขวาหน้าหลัง แต่ก็ไม่พบเห็นเงาของคนเลยแม้แต่น้อย น้ำในท่อระบายน้ำขุ่นคลั่กจนมองไม่เห็นสิ่งใดได้ชัดเจน แต่ก็ยังพอเห็นหนูท่อสองสามตัวกำลังว่ายน้ำหนีตายกันอย่างอลหม่านบนผิวน้ำ พร้อมกับส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ที่น่าขนหัวลุก
ซ่งอวี้หน่วนนั่งยองๆ อยู่ข้างปากท่อระบายน้ำอย่างนั้นเป็นเวลา 10 นาที ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน
เหม็นจะตายอยู่แล้ว! มันเหม็นจนเกินขีดจำกัดที่เธอจะทนไหวแล้ว
เธอไม่สนใจว่าจะมีใครได้ยินหรือไม่ แต่ก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบลงไปในท่อว่า “ทางที่ดีหลังจากนี้ก็อย่าโผล่หัวออกมาอีก และอย่ามายุ่งกับฉันและครอบครัวของฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ฉันจะทำให้พวกแกสิ้นสุดวงศ์ตระกูลและตายอย่างน่าอนาถ!”
เธอเอ่ยคำขู่ที่โหดเหี้ยมขัดกันน้ำเสียงที่อ่อนหวานสดใส ก่อนจะหันหลังถือท่อนไม้เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
ลึกลงไปในท่อระบายน้ำ เหล่าฉีและเหล่าโต้วที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของท่อระบายน้ำ โดยมีร่างกายครึ่งท่อนแช่อยู่ในน้ำ ต้องอดทนต่อความรู้สึกน่าขนลุกเมื่อมีหนูวิ่งพล่านอยู่บนตัวเป็นครั้งคราว
พวกเขาสองคนไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
[จบบท]