บทที่ 22: คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมอำเภอหนานซาน
เท้าเล็กๆ ของหมิงเซิ่งน้อยทั้งขาวทั้งอวบเหมือนกับเจ้าตัว ซ่งอวี้หน่วนลองใช้เท้าเหยียบลงไปเบาๆ สัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มหยุ่นๆ จนรู้สึกสนุกขึ้นมา
หู่จื่อยื่นเท้าออกมาบ้าง “พี่ครับ พี่เหยียบเท้าผมด้วยสิ”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างแล้วทำตาม จากนั้นเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ทั้งสามก็ดังขึ้น
ซุนจินหรงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอรีบปูที่นอนและนำผ้านวมผืนใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมของสบู่ออกมา
เมื่อทุกคนล้มตัวลงนอน ซุนจินหรงก็หันไปมองซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวผู้บอบบางน่ารักคนนี้มีกลิ่นหอมกรุ่นติดกาย ไม่ต้องพูดถึงใบหน้าที่สวยงามหมดจด แม้แต่เท้าเล็กๆ ของเธอก็ยังดูน่ารักน่าเอ็นดู
เด็กสาวที่ทั้งเชื่อฟังและรู้จักคิดแบบนี้ แม้ว่าตัวเธอจะไม่ชอบครอบครัวซ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ็นดูซ่งอวี้หน่วน
น้ำเสียงของซุนจินหรงอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว “เสี่ยวหน่วน ที่บ้านค่อนข้างแคบ หนูทนหน่อยนะ”
“แค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนกอดน้องชายตัวน้อยที่เพิ่งอาบน้ำจนตัวหอมสะอาดสะอ้านไว้ในอ้อมแขน เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยชมอาสะใภ้ “อาสะใภ้เล็กคะ ไม่คิดเลยว่าบ้านอาจะสะอาดเรียบร้อยขนาดนี้ อาเก่งจริงๆ เลยค่ะ”
เดิมทีซุนจินหรงยังรู้สึกสับสนในใจจากเรื่องที่ได้ยิน แต่พอได้ยินคำชมของซ่งอวี้หน่วน อารมณ์ก็พลันดีขึ้นมาทันที “นอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าอาจะซื้อปาท่องโก๋มาให้กิน”
“ว้าว อาสะใภ้เล็กใจดีจังเลยครับ” หมิงเซิ่งกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วรีบพูดขึ้น
“แม่ผมใจดีที่สุด” หู่จื่อเองก็ดีใจเช่นกัน
ซุนจินหรงหัวเราะพลางเอ็ดเบาๆ “นอนได้แล้ว”
ตอนแรกเธอนึกว่าจะข่มตาหลับไม่ลงทั้งคืน แต่ใครจะไปคาดคิดว่ากลับหลับสนิทจนถึงเช้า
ตอนที่ซ่งอวี้หน่วนจูงมือหมิงเซิ่งออกจากบ้านของอาเล็ก เด็กชายถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เพราะเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวหมูสับมื้อกลางวันนั้นอร่อยมากจริงๆ ทั้งที่เขายังสามารถกินได้อีกตั้งครึ่งชาม แต่กลับถูกพี่สาวไล่ให้ลุกจากโต๊ะเสียก่อน
เด็กชายพูดอย่างน้อยใจ “ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กินเกี๊ยวอีก พี่ไม่ให้ผมกินเพิ่มอีกสักสองสามตัวล่ะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนลูบพุงกลมๆ ของน้องชายเบาๆ แล้วแกล้งขู่ “ถ้ากินอีกเดี๋ยวท้องก็แตกพอดี”
“พี่ครับ ท้องผมไม่ใช่ลูกโป่งสักหน่อย” เมื่อซ่งอวี้หน่วนหยุดลูบท้องแล้ว เขาก็ชี้ไปข้างหน้าแล้วถามด้วยความสงสัย “พี่ครับ ที่นี่ที่ไหนเหรอ”
“คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมอำเภอหนานซาน”
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายไปยืนอยู่ตรงโคนกำแพงฝั่งตรงข้ามกับคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
เมื่อครู่ตอนที่กำลังจะออกจากบ้านอาเล็ก เธอได้แอบกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับเขาไว้
เธอเตือนให้อาเล็กระวังบ้านแม่ยายของตัวเองให้ดี พร้อมทั้งบอกเป็นนัยว่าเคยได้ยินคนพูดกันว่ายายซุนอาจมีความเกี่ยวข้องกับพวกค้ามนุษย์ ซึ่งทำให้เธอสงสัยว่าหรืออาสะใภ้เล็กจะถูกลักพาตัวมาขาย
เพราะเธอเคยได้ยินจากย่าว่าจริงๆ แล้วยายซุนไม่ได้ดีกับลูกสาวของตัวเองเลย ดังนั้นจึงควรระมัดระวังตัวไว้ อย่าปล่อยให้หญิงชราคนนั้นมาทำร้ายหู่จื่อได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับอาสะใภ้เล็ก เพราะอาจจะทำให้สามีภรรยาทะเลาะกันได้
น่าประหลาดใจที่อาเล็กไม่ได้ซักไซ้ถามอะไรต่อเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรับปากอย่างง่ายดาย ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง
ดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องในนิยายกำลังค่อยๆ ถูกเขียนขึ้นใหม่ทีละน้อย เธอได้แต่หวังว่าคนในครอบครัวซ่งจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
แน่นอนว่าเรื่องสำคัญก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน
ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมอำเภอหนานซานแห่งนี้ มีรองหัวหน้าคณะหนึ่งคนและนักร้องอีกหนึ่งคนที่เป็นไส้ศึก เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด คาดว่าแม้แต่รองหัวหน้าอำเภอเองก็อาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้
จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากภารกิจสำคัญที่ฐานทัพทดสอบการบินหลงหังได้รับมอบหมายมา และเนื่องจากเป็นความลับระดับสูงจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยทั่วทั้งอำเภอ ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้เองที่ทำให้พบเบาะแสของปัญหา
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการตีหญ้าให้งูตื่น จึงยังไม่สามารถลงมือจับกุมได้ในทันที พวกเขาต้องรอจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของอำเภอจะเดินทางไปที่ฐานทัพเพื่อจัดการแสดงปลอบขวัญ แล้วค่อยลงมือรวบตัว เพราะที่ฐานทัพแห่งนั้นก็มีไส้ศึกอยู่ด้วยเช่นกัน
ทว่าปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อนักร้องที่เป็นสายลับคนนั้นมีคิวแสดงร้องเดี่ยวในวันงาน ซึ่งแน่นอนว่าจะปล่อยให้เธอขึ้นเวทีไม่ได้เด็ดขาด แต่ปัญหาก็คือสายลับคนดังกล่าวเป็นนักร้องหญิงเสียงโซปราโนเพียงคนเดียวของคณะ ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีใครที่เหมาะสมจะขึ้นไปร้องแทนเธอได้
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาคนมาทำหน้าที่แทน
แน่นอนว่าหากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมประกาศรับสมัครสมาชิกใหม่ คงมีคนแห่กันมาสมัครจนล้นหลาม แค่เมื่อวานที่เพิ่งมีข่าวลือปล่อยออกไป ก็มีคนหลายร้อยคนพยายามใช้เส้นสายเพื่อจะเข้ามาให้ได้แล้ว
แม้แต่หัวหน้าคณะเองก็ยังได้รับโทรศัพท์ฝากฝังมาเป็นสิบๆ สาย ซึ่งไม่ว่าจะตอบรับใครก็ต้องสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ใหญ่ระดับสูงโทรมาฝากฝังด้วยตัวเอง
อีกอย่าง นี่ไม่ใช่การรับสมัครคนงานทั่วไป ในเวลาอันสั้นยังไงก็ไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจ ประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการเสียเลย
ดังนั้นหลังจากประชุมกันสั้นๆ ในตอนเช้า พอถึงช่วงบ่ายจึงมีการนำใบประกาศรับสมัครไปติดไว้ แต่ทว่าใบประกาศนั้นถูกติดอยู่ได้ไม่ถึง 5 นาทีก็โดนฉีกทิ้ง แถมหัวหน้าคณะยังถูกตำหนิว่าทำอะไรเหลวไหลอีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนจึงต้องฉวยโอกาสในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนั้นรีบไปลงชื่อสมัครให้อาหญิงซ่งถิงของเธอ ซึ่งเธอก็ได้เตรียมทะเบียนบ้านมาพร้อมแล้ว
อาหญิงของเธอเป็นนักร้องหญิงเสียงโซปราโนที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด เพลงเด่นของนักร้องสายลับคนนั้นคือ ‘ปักธงทอง’ ซึ่งอาหญิงของเธอสามารถร้องเพลงนี้ได้ในคีย์เสียงที่สูงมาก ราวกับว่าเสียงของเธอจะทะยานขึ้นไปแตะขอบฟ้าได้เลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างลึกซึ้งและจริงใจจนทำให้คนฟังน้ำตาไหลได้
นี่ไม่ใช่การพูดอวยเกินจริง แต่เธอเชื่อว่าขอเพียงอาหญิงได้มีโอกาสเปล่งเสียงออกมา จะต้องคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างแน่นอน เพราะในวงการนักร้องนั้น ความสามารถคือเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนไม่แน่ใจเรื่องเวลาที่แน่นอน เธอจึงมารอตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะไม่มีนาฬิกาข้อมือทำให้ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว แต่ก็คาดว่าคงอีกไม่นานนัก
และก็เป็นไปตามคาด เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน พวกเขาส่งเสียงพูดคุยกันจอแจขณะนำกระดาษสีแดงแผ่นหนึ่งมาติดไว้บนกำแพง หลังจากติดเสร็จแล้วพวกเขาก็ยังยืนมองดูผลงานอยู่ครู่หนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบจูงมือน้องชายเดินตรงเข้าไปทันที
หมิงเซิ่งมองพี่สาวด้วยความสงสัย เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าท่าทางของพี่สาวในตอนนี้เหมือนกับคนที่กำลังเฝ้ารอคอยโอกาสอะไรบางอย่างอยู่
ยังไม่ทันที่คนกลุ่มนั้นจะเดินกลับเข้าไปข้างใน ซ่งอวี้หน่วนก็มายืนอยู่หน้ากระดาษสีแดงแผ่นนั้นแล้ว เธอแสร้งร้องอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใสเป็นพิเศษ
“อ๊ะ คณะศิลปะการแสดงฯ ของพวกคุณรับสมัครนักร้องหญิงเสียงโซปราโนเหรอคะ อาหญิงของฉันชื่อซ่งถิง เสียงดีหน้าตาก็ดี เหมาะสมแน่นอนค่ะ ฉันมาสมัครให้อาหญิงของฉัน สหายคะ ไม่ทราบว่าฉันต้องไปสมัครกับใครเหรอคะ”
คนหน้าตาดีไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษเสมอ
ตอนแรกคนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดจะสนใจคนนอก เพราะพวกเขาคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้เลย บ้านของใครบ้างที่ไม่มีญาติพี่น้อง แล้วลูกหลานของบรรดาญาติโกโหติกาคนไหนกันที่ไม่อยากเข้ามาทำงานในคณะศิลปะการแสดงฯ ที่นี่ทั้งสวัสดิการดี มีหน้ามีตา แถมยังได้พบปะกับผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงอีกด้วย
แต่ใครจะคิดว่าเพิ่งติดประกาศไปได้ไม่ทันไร กาวแป้งเปียกยังไม่ทันจะแห้งสนิทด้วยซ้ำ กลับมีคนมาขอสมัครจริงๆ เสียแล้ว ที่สำคัญคือเด็กสาวคนนี้หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วย แต่เมื่อได้ยินว่าเธอมาสมัครให้อาของตัวเอง หัวหน้าแผนกจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “แล้วอาหญิงของเธออยู่ไหนล่ะ”
“อาหญิงของฉันอยู่ที่บ้านค่ะ ฉันมาสมัครแทนเธอ”
หัวหน้าแผนกขมวดคิ้ว ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่าผู้สมัครต้องมาด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนคำพูด “ไม่จำเป็นต้องใไ้เจ้าตัวมาสมัครก็ได้ แต่ต้องมีทะเบียนบ้านกับจดหมายแนะนำตัวมาด้วยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนหยิบทะเบียนบ้านออกมาอย่างว่าง่าย “ฉันพกทะเบียนบ้านมาพอดีเลยค่ะ ส่วนจดหมายแนะนำตัว ใช้ของฉันแทนได้ไหมคะ”
หัวหน้าแผนกถึงกับพูดไม่ออก จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าจริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดรับคนนอกเลย ตำแหน่งนี้ถูกเตรียมไว้สำหรับคนในอยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนแกล้งทำหน้าซื่อตาใสแล้วถามกลับไป “ทำไมเหรอคะ สมัครไม่ได้เหรอคะ หรือว่าประกาศนี่ติดไว้เล่นๆ ฉันไม่ควรจะเชื่ออย่างนั้นเหรอคะ”
“ไม่ใช่ๆ ไม่ได้ติดไว้เล่นๆ” หัวหน้าแผนกรีบโบกมือปฏิเสธ คำพูดแบบนี้จะพูดส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ขึ้นมา เขาอาจจะเดือดร้อนได้
“ในเมื่อไม่ได้ติดไว้เล่นๆ ก็แสดงว่าการสมัครต้องมีเงื่อนไขอื่นอีกใช่ไหมคะ”
“แน่นอนว่าต้องมี”
“เงื่อนไขอะไรเหรอคะ”
“อายุต้องไม่เกิน 20 ปี และวุฒิการศึกษาต้องจบชั้นมัธยมต้นขึ้นไป”
“อาหญิงของฉันยังอายุไม่ถึง 19 ปีเลยค่ะ นี่ค่ะ คุณลองดูสิคะ นี่คือทะเบียนบ้านของอาหญิงฉัน เธอจบชั้นมัธยมต้นพอดี”
แม้ว่าคะแนนจบจะน่าปวดหัวไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเรียนจบแล้ว
ชายหลายคนได้แต่มองหน้ากันไปมา
“แล้วต้องไปสมัครที่ไหนเหรอคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามด้วยน้ำเสียงจริงใจเป็นพิเศษ
สุดท้าย หัวหน้าแผนกจึงจำใจต้องนำทางซ่งอวี้หน่วนเข้าไปในอาคารอย่างเลี่ยงไม่ได้
[จบบท]