บทที่ 220: เล่นตัว?
ครั้งนี้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ลงไม้ลงมือกับชายทั้งสามคน แต่กลับเลือกที่จะเอ่ยปากเตือนให้พวกเขารีบสารภาพความผิดที่เคยทำลงไปเสียแต่เนิ่นๆ เพราะในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ และจะเป็นการกวาดล้างที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โทษทัณฑ์ที่เคยตัดสินจำคุกเพียง 3 ถึง 5 ปี อาจจะเปลี่ยนเป็นโทษประหารชีวิตได้ในพริบตา
สิ้นเสียงคำเตือน ซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวเดินจากไป ปล่อยให้ร่างของตัวเองเลือนหายไปจากสายตาของชายทั้งสามอย่างรวดเร็ว พวกเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามาในใจ ราวกับว่าเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเผชิญในค่ำคืนนี้เป็นเพียงความฝันอันเลวร้ายเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ณ อีกที่หนึ่ง ฉินซือฉีก็สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ร่างกายของเธอหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ในความฝันนั้น เธอได้ล่อลวงซ่งหมิงเซิ่งออกจากหมู่บ้าน แต่โชคร้ายที่ซ่งอวี้หน่วนมาพบเข้าพอดี ภาพที่ซ่งอวี้หน่วนหักแขนขาของเธอแล้วโยนร่างลงไปในบ่อโคลนยังคงติดตาตรึงใจ รอบกายของเธอเต็มไปด้วยฝูงปลิงที่น่าขยะแขยงกำลังรุมทึ้งไต่ขึ้นมาทั่วร่างกาย แต่แขนขาทั้งสองข้างกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะปัดเป่าพวกมันออก
ความหวาดกลัวสุดขีดทำให้ฉินซือฉีตื่นขึ้นมาในที่สุด เสียงกรีดร้องของฉินซือฉีดังลั่นขึ้นมาทันทีที่เธอตื่นนอน ปลุกให้พ่อและแม่ซึ่งนอนอยู่ในห้องนอนใหญ่ต้องตื่นตกใจตามไปด้วย
หลังจากที่ผู้เป็นพ่อและแม่ช่วยกันปลอบโยนอยู่พักใหญ่ ฉินซือฉีก็เอ่ยถึงเรื่องของซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เมื่อวานนี้ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ ผู้เฒ่าหลินบอกว่าได้ว่าจ้างซ่งอวี้หน่วนให้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลของพิพิธภัณฑ์แล้วนะคะ ในขณะที่หนูกับลู่เฟิงและคนอื่นๆ ยังต้องเข้าแถวรอ แต่เธอกลับใช้เส้นสายเดินเข้าไปได้อย่างสบายๆ หนูรู้สึกว่าผู้เฒ่าหลินดีกับเธอเป็นพิเศษเลยค่ะ”
“พ่อคะ แม่คะ ถึงพวกท่านจะบอกว่าให้เราต่างคนต่างอยู่ แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่คำพูดที่เอาไว้หลอกตัวเองเท่านั้นแหละ ชีวิตดีๆ ที่ซ่งอวี้หน่วนได้เสพสุขมาตลอด 17 ปี มันเป็นสิ่งที่ไม่มีวันชดใช้คืนได้หมดหรอก เธอคนนั้นปากหวานก้นเปรี้ยว ช่ำชองเรื่องการใช้หน้าตาสวยๆ ของตัวเองหลอกล่อให้คนอื่นหลงเชื่อ แถมยังรู้จักใช้เส้นสายเก่าๆ ที่เคยมีอีกด้วย ป่านนี้ยังมีคนอีกตั้งมากมายที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมาจากบ้านนอก ยังนึกว่าเธอคือฉินอวี้หน่วนผู้สูงส่งจากบ้านพักในเทศมณฑลอยู่เลย”
พ่อฉินขมวดคิ้วมุ่น “แต่มันคือความจริงที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วนะลูก เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้”
แม่ฉินจึงกล่าวเสริมขึ้นอีกคน “อย่าคิดมากให้ปวดหัวเลยลูก ถ้าจะว่ากันตามตรง ทั้งบ้านเราและบ้านซ่งต่างก็ทำดีที่สุดแล้ว เธอได้ใช้ชีวิตสุขสบายมาตั้ง 17 ปี มันก็จริง แต่แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ พ่อกับแม่รู้ดีว่าทำผิดต่อลูก ตอนนี้ลูกอยากได้อะไรพ่อกับแม่ก็หาให้ได้ทุกอย่างไม่ใช่เหรอ ถ้าลูกไม่อยากเข้าร่วมโครงการอบรมตัวแทน ก็กลับไปเรียนมัธยมปลาย เดี๋ยวพ่อกับแม่จะหาโรงเรียนและครูที่ดีที่สุดให้ลูกเอง”
ฉินซือฉีหันไปมองหน้าแม่ของเธอด้วยแววตาตัดพ้อ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ “แม่คะ พ่อคะ หนูรู้ว่าพวกท่านสองคนพยายามทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อชดเชยให้หนู แต่ในใจของหนูมันไม่ยุติธรรมเลยนี่คะ”
“ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ซ่งอวี้หน่วนใช้ชีวิตสุขสบายแค่ไหน แล้วชีวิตของหนูตลอด 17 ปีที่ผ่านมาเป็นยังไงกันคะ กว่าที่พวกท่านทั้งสองจะตามหาหนูเจอ”
“ปกติกว่าหนูจะได้กินเนื้อก็ต่อเมื่อถึงวันปีใหม่เท่านั้น หนูไม่เคยกินข้าวสวย ไม่เคยเห็นส้ม แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากล้วยหน้าตาเป็นยังไง ลูกอมแค่เม็ดเดียว อมในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาห่อกระดาษเก็บไว้กินในครั้งต่อไปแล้ว…”
แม่ฉินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “เอาล่ะๆ เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ไม่ช้าก็เร็วทุกคนก็จะรู้เองว่าลูกคือลูกสาวแท้ๆ ของแม่”
ฉินซือฉียังคงกล่าวต่อ “หนูมีอีกเรื่องหนึ่งจะบอกค่ะ ลู่เฟิงยังลืมซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และในวันนี้ซ่งอวี้หน่วนก็จงใจปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าลู่เฟิง เธอเติบโตมาพร้อมกับลู่เฟิงตั้งแต่เด็ก คงไม่มีใครรู้จักเขาดีไปกว่าเธออีกแล้ว”
“ดังนั้นเธอจึงแกล้งทำเป็นเย็นชาไม่สนใจเขา เพื่อที่จะทำให้เขายิ่งลืมเธอไม่ลงและตัดใจไม่ได้ แล้วสถานะของหนูที่อยู่ตรงกลางคืออะไรกันคะ มันไม่ต่างอะไรกับตัวตลกที่น่าสมเพชเลยสักนิด ต่อไปนี้ พวกท่านไม่ต้องพูดถึงเรื่องของตระกูลลู่อีกนะคะ”
ฉินซือฉีฟุบหน้าลงกับหมอนแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น พลางคร่ำครวญตัดพ้อ “ตอนนี้พวกผู้หญิงในบ้านพักต่างก็ดีกับหนูแค่ต่อหน้าเท่านั้น พอลับหลังพวกเขาก็เบ้ปากดูถูกหนู ยิ่งลู่เฟิงยิ่งแล้วใหญ่”
พ่อฉินเอ่ยถามด้วยความจนใจ “แล้วลูกจะให้พ่อกับแม่ทำยังไง”
ฉินซือฉีกล่าวด้วยท่าทีว่าง่าย “การฝืนใจใครมันไม่ดีหรอกค่ะ ในเมื่อลู่เฟิงรักซ่งอวี้หน่วน ก็ปล่อยให้เขาไปตามทางของเขาเถอะ ซ่งอวี้หน่วนก็แค่กำลังเล่นตัวอยู่แล้ว ตอนนี้หนูขอถอยออกมาเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”
แม่ฉินขมวดคิ้วมุ่น “แต่คุณป้าลู่ของลูกไม่เห็นด้วยที่ลู่เฟิงจะคบกับซ่งอวี้หน่วนนะ”
ฉินซือฉีปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา “ไม่เห็นด้วยแล้วจะทำอะไรได้ล่ะคะ ในเมื่อลูกชายของเขาชอบเธอคนนั้นเสียขนาดนั้น เมื่อวานนี้สายตาของเขายังจับจ้องเธอไม่วางตา แถมยังออกตัวปกป้องซ่งอวี้หน่วนอีก”
“หนูได้ยินมาว่าเจิ้งตงจากบ้านตระกูลเจิ้งก็สนิทสนมกับซ่งอวี้หน่วนมากเหมือนกัน ไม่แน่ว่าคุณป้าลู่อาจจะเปลี่ยนใจในเร็วๆ นี้ก็ได้นะคะ”
ฉินซือฉีเย้ยหยันอยู่ในใจ ‘ซ่งอวี้หน่วน เธอนี่มันเล่นละครตบตาได้เก่งจริงๆ! ปากก็ปาวๆ ว่าจะตัดขาดกับลู่เฟิง ไม่ขอพบหน้ากันอีกจนวันตาย แต่ไหงถึงได้ ‘บังเอิญ’ มาเจอกันได้ล่ะ’
บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญอะไรขนาดนั้นเชียวหรือ
แล้วถ้าไม่มีเหตุผลอะไรเลย เธอจะถ่อมาถึงเทศมณฑลนี่เพื่ออะไรกัน ก็คงไม่พ้นมาเพื่อตามหาลู่เฟิงนั่นแหละ
ภาพของคนสองคนที่ยังตัดบัวเหลือใยแบบนี้ ช่างน่าขยะแขยงสิ้นดี
เธออยากจะรู้นักว่าถ้าเธอไม่เข้าไปเป็นก้างขวางคอแล้ว คุณป้าลู่จะยอมให้ซ่งอวี้หน่วนได้กลับเข้ามาเหยียบบ้านพักในเทศมณฑลอีกครั้งหรือไม่
***
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซ่งอวี้หน่วนก็โยนท่อนไม้ในมือทิ้งไว้ที่ข้างกำแพงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง เธอใช้เวลาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาใหญ่อะไรน่ากังวลจึงล้มตัวลงนอนและหลับใหลไปในที่สุด
***
รุ่งเช้าของอีกวัน เมื่อซ่งอวี้หน่วนตื่นขึ้นมาก็ไม่พบซ่งเหลียงเสียแล้ว เขาออกเดินทางไปรับสินค้าตั้งแต่เช้ามืด
การสั่งซื้อสินค้าในครั้งนี้ พ่อของเธอเน้นไปที่ผ้าลินินและผ้าใบเป็นหลัก
ผ้าลินินถือเป็นผ้าชนิดใหม่ที่ทางอำเภอหนานซานเพิ่งจะโปรโมตในปีนี้ แต่ดูเหมือนว่าทางภาคใต้จะยังไม่ให้การยอมรับเท่าไหร่นัก
พวกเขาบอกว่าคุณภาพยังสู้ผ้าโพลีเอสเตอร์ไม่ได้และปฏิเสธที่จะรับไปขาย ทว่าซ่งเหลียงกลับมองเห็นโอกาส เขาพบว่าผ้าลินินมีคุณภาพดีกว่าผ้าโพลีเอสเตอร์อยู่มากโข ไม่เพียงแต่เนื้อผ้าจะดูดีมีระดับกว่า แต่ยังระบายอากาศได้ดีกว่าอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสวมใส่ในฤดูร้อน จะรู้สึกสบายตัวกว่าผ้าโพลีเอสเตอร์หลายเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าลินินยังเป็นที่ถูกอกถูกใจของกัวเสีย แม่ของฉู่จื่อโจวเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่เธอวางแผนจะซื้อเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าชนิดนี้กลับไปเป็นของฝากอีกหลายชุดก่อนเดินทางกลับ
การที่บุคคลระดับแม่ของฉู่จื่อโจวเลือกซื้อไปเป็นของขวัญ ย่อมเป็นการการันตีได้ว่าคุณภาพของสินค้านี้ต้องดีเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น การลงทุนสั่งซื้อผ้าลินินมาเก็บไว้เยอะหน่อยจึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร อีกทั้งผ้าชนิดนี้ยังเป็นสินค้าที่เก็บรักษาง่าย ขอเพียงแค่ดูแลไม่ให้โดนความชื้นหรือขึ้นรา ก็สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1-2 ปีโดยไม่มีปัญหา
ซ่งเหลียงเชื่อมั่นว่าในอนาคต ผ้าที่ระบายอากาศได้ดีเช่นนี้จะต้องกลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และไม่แน่ว่าราคาของผ้าลินินอาจจะพุ่งสูงขึ้นในสักวันหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจกักตุนสินค้าไว้ให้มากที่สุด และยังมีผ้าใบ หรือที่เรียกกันติดปากว่าผ้าสำหรับตัดเย็บชุดทำงานอีกด้วย
เสี่ยวหน่วนได้ออกแบบกระเป๋าผ้าใบไว้หลากหลายสไตล์ ทั้งแบบสะพายข้าง แบบถือ และแบบเป้ ซึ่งมีดีไซน์สำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะกระเป๋าผ้าใบที่สามารถทั้งถือและสะพายได้นั้นงดงามเป็นพิเศษ
ด้านหน้าและด้านหลังมีช่องสำหรับใส่ของ มาพร้อมกับสายสะพายกว้าง 2 เส้น ไม่ว่าจะถือหรือสะพายก็ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับ ดังนั้นเป้าหมายหลักในการเดินทางมาครั้งนี้ของเขาคือการสั่งซื้อผ้าใบและผ้าลินิน พร้อมกันนั้นก็จะสั่งซื้อรองเท้ายางและรองเท้าหนังกลับไปด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกขอบคุณผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินเป็นอย่างยิ่ง และตั้งใจว่าจะต้องเชิญทั้งสองท่านมารับประทานอาหารร่วมกันสักมื้อก่อนเดินทางกลับ
ในขณะที่ซ่งเหลียงกำลังง่วนอยู่กับการจัดหาสินค้า ซ่งอวี้หน่วนก็ได้พาน้องชายของเธอไปพร้อมกับกลุ่มของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวที่บริเวณอาคารการศึกษา
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เข้าไปด้านในอาคาร เธอเลือกที่จะพาน้องชายไปนั่งรออยู่ที่ร้านขายอาหารเช้าฝั่งตรงข้าม พลางจิบชาและกินขนมไปด้วย
ต้องบอกว่าขนมไข่ที่อบสดใหม่ในยามเช้าของร้านนี้อร่อยเป็นพิเศษ เปลือกนอกทั้งกรอบทั้งหอม ส่วนเนื้อในก็นุ่มละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อมลงตัวเป็นอย่างยิ่ง
ที่สำคัญ เธอมีตั๋วปันส่วนของกองทัพ ซึ่งเป็นตั๋วพิเศษที่สามารถใช้ได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนแลกเปลี่ยนที่ยุ่งยาก และนั่นก็ทำให้พนักงานในร้านให้การต้อนรับเธอและน้องชายอย่างอบอุ่นเป็นพิเศษ
กระทั่งถึงตอนเที่ยง ซ่งอวี้หน่วนก็เห็นคณะกรรมการผู้ยื่นคำร้องของอำเภอหนานซานเดินออกมาจากอาคารการศึกษา แต่ละคนมีสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ฝีเท้าที่ก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า เพียงแค่เห็นภาพนั้น ก็ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเลยว่าภารกิจในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวดีใจมากเสียจนอยากจะตะโกนออกมาดังๆ เพราะไม่เพียงแต่คำร้องขอจัดตั้งโรงเรียนจะได้รับการอนุมัติเท่านั้น แต่อาจารย์ใหญ่หูยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งคณะครูมาช่วยสนับสนุนการสอน ทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้อีกมากมาย
ไม่ต้องคิดให้ซับซ้อนเลย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความช่วยเหลือของเสี่ยวหน่วนอย่างไม่ต้องสงสัย
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวตื่นเต้นจนพูดจาแทบไม่เป็นคำไม่สมกับวัย “เสี่ยวหน่วน ครั้งนี้ต้องขอบคุณเธอจริงๆ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ นะครับ ในฐานะตัวแทนของชาวบ้านอำเภอหนานซานทุกคน กระผมขอขอบคุณเธอครับ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะเบาๆกับคำพูดที่ฟังไม่รู้สรรพของท่าน “ท่านจะเกรงใจไปแล้วค่ะ นี่เป็นสิ่งที่หนูควรทำอยู่แล้ว ในเมื่อหนูก็เป็นคนหนึ่งของอำเภอหนานซานเหมือนกัน”
[จบบท]