บทที่ 221: การประชุมนี้เธอเข้าร่วมไม่ได้
อาจารย์ใหญ่ชุยเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ “ใช่ๆ เสี่ยวหน่วนเป็นคนอำเภอหนานซาน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ในบรรดาคนทั้งหมด เขาดูจะเป็นคนที่ตื่นเต้นมากที่สุด จนเหล่าซางที่ยืนอยู่ข้างๆ อดที่จะรู้สึกอิจฉาขึ้นมาไม่ได้
หากวัดตามมาตรฐานแล้ว อีกไม่นานเหล่าชุยคงจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเทียบเท่ากับเขาแน่นอน
แม้ในใจจะรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่การที่อำเภอหนานซานจะมีวิทยาลัยสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่เป็นของตัวเองนั้น ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของชาวหนานซานทุกคน
พอถึงเดือนกันยายนปีนี้เมื่อไหร่ ก็จะได้เห็นภาพโรงงานและหน่วยงานใหญ่ๆ ทั่วทั้งมณฑลต่างส่งคนมาศึกษาดูงานที่นี่ และเมื่อถึงเวลานั้น อำเภอหนานซานก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เดี๋ยวผมจะไปที่ทำการไปรษณีย์โทรไปแจ้งข่าวดีกับท่านนายอำเภอโค่วก่อน ส่วนช่วงบ่ายเรายังมีนัดพบกับท่านผู้เฒ่าหูและคณาจารย์ท่านอื่นๆ อีก เดี๋ยวต้องกลับไปคิดคำพูดดีๆ ว่าจะคุยกับพวกเขาว่ายังไง”
พูดจบ เขาก็หันมาทางซ่งอวี้หน่วนแล้วพูดต่อ “เสี่ยวหน่วน หนูเองก็ต้องเข้าร่วมประชุมด้วยนะ หนูเป็นเด็กฉลาด มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เผื่อจะช่วยให้คำแนะนำหรือเสนอความคิดดีๆ ให้พวกเราได้”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจว่าการประชุมครั้งนี้ เธอไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะนี่คือการประชุมของทางราชการ ไม่ใช่การประชุมตัวแทนภาคประชาชนที่ใครจะเข้าร่วมก็ได้
การที่รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเอ่ยชวนเช่นนี้ เป็นการแสดงให้เธอเห็นว่าทางอำเภอหนานซานยังคงระลึกถึงคุณความดีของเธอ และจะไม่ทำเรื่องเลวร้ายอย่างการหักหลังคนที่เคยช่วยเหลือเป็นอันขาด
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ เธอได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรงเรียนด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มพร้อมกับกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยให้เหตุผลว่าจะต้องไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือซินหัว และจะพาน้องชายไปเดินเล่นต่อ
แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าหากว่าฉันเป็นหนึ่งในคณาจารย์เหล่านั้น นอกจากจะได้ทำหน้าที่สอนหนังสือและพัฒนาท้องถิ่นแล้ว การได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบาย ก็คงจะทำให้มีความสุขไม่น้อยเลยนะคะ”
คำพังเพยที่ว่า ‘มีความสุขจนลืมบ้านเกิด’ นั้นไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวทอดถอนใจให้กับความหลักแหลมของเด็กสาวตรงหน้า
เด็กคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ
หากปล่อยให้กาลเวลาขัดเกลาต่อไปในอนาคต ไม่อยากจะคิดเลยว่าเธอจะเติบโตไปเป็นคนที่เก่งกาจได้ถึงเพียงไหน
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า เขาจะต้องผูกมิตรกับซ่งอวี้หน่วนเอาไว้ให้ได้ และความรู้สึกนี้ก็เกิดขึ้นจากใจจริง ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าผู้เฒ่าจี้หรือผู้เฒ่าหู
ทั้งหมดกำลังยืนคุยกันอยู่ที่ริมถนน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักรับรอง และถัดไปอีกหน่อยก็เป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่รองหัวหน้าอำเภอจ้าวกับเลขาธิการสวีตั้งใจจะไปโทรศัพท์
อาจารย์ใหญ่ชุยจึงเอ่ยขึ้นว่าจะขอตัวไปร้านหนังสือซินหัวก่อน แล้วตอนเที่ยงจะพาซ่งอวี้หน่วนกับหมิงเซิ่งไปหาของอร่อยๆ กินกัน เมื่อเหล่าซางได้ยินดังนั้นก็บอกว่าจะขอตามไปด้วย ทั้ง 4 คนจึงมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือซินหัวพร้อมกัน
เรื่องน่าประหลาดใจก็คือซ่งอวี้หน่วนดันมีคนรู้จักอยู่ที่ร้านหนังสือซินหัวด้วย เมื่อผู้อำนวยการวังเห็นเธอ เขาก็รีบทักทายด้วยความยินดี ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าซางกับผู้อำนวยการวังเองก็เป็นคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะในแต่ละปีร้านหนังสือซินหัวมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดสรรและกระจายตำราเรียนไปยังพื้นที่ต่างๆ
ผู้อำนวยการวังหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วน “เรื่อง ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ ของเธอ ได้รับการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ ไม่แน่ว่าอีกหน่อยบรรณาธิการบริหารอาจจะติดต่อมาคุยเรื่องตีพิมพ์รวมเล่มก็ได้”
เหล่าซางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาหันไปถามซ่งอวี้หน่วนเสียงดัง “การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ นี่เธอเป็นคนเขียนเหรอ ให้ตายสิ ลูกชายคนเล็กของลุงอ่านเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้ง 5 รอบแล้วนะ ตอนแรกเห็นนามปากกาว่าซ่งอวี้หน่วนก็นึกว่าเป็นแค่ชื่อสมมติเสียอีก ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“มิน่าล่ะ ถึงรู้สึกเหมือนลืมเรื่องสำคัญอะไรไป ที่แท้ก็คือเรื่องนี้นี่เองที่อยากจะคุยกับเธอ”
อาจารย์ใหญ่ชุยพูดขึ้นมาเรียบๆ “ผมรู้นานแล้ว นึกว่าคุณเองก็รู้แล้วเหมือนกัน”
เหล่าซางได้แต่กะพริบตาปริบๆ เด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนคนนี้ ช่างเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์โดยแท้
หากได้เวลาบ่มเพาะอีกสักหน่อย อนาคตของเธอต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน!
ผู้อำนวยการวังหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเชิญทุกคนเข้าไปคุยกันต่อในห้องทำงานของเขา สักพักซ่งอวี้หน่วนก็ขอตัวพาน้องชายออกไปเลือกซื้อหนังสือตามที่ตั้งใจไว้
ส่วนทางด้านเหล่าซาง เขายังคงอยู่ที่ร้านหนังสือเพื่อปรึกษาหารือเรื่องตำราเรียนสำหรับภาคการศึกษาใหม่กับผู้อำนวยการวังต่อ
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องทำงานของศูนย์การศึกษากลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ผู้เฒ่าหูในยามนี้แตกต่างจากตอนที่เป็นประธานการประชุมเมื่อครู่ลิบลับ
ร่างสูงวัยเดินวนไปเวียนมาในห้องทำงานด้วยท่าทีกระสับกระส่ายและร้อนรนใจอย่างยิ่ง
ปัจจุบันผู้เฒ่าหูมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของศูนย์การศึกษา แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งที่ปรึกษา แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขากลับมีอำนาจเต็มเปี่ยมอยู่ในมือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะแวดวงการศึกษายังคงต้องการบารมีของเขาเพื่อควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย
ปีนี้คือปี 1980 และกำลังจะมีการสอบคัดเลือกรวมในอีกไม่ช้า แม้นโยบายการสอบจะยังคงเดิมเหมือนปีก่อนๆ แต่นี่จะเป็นปีสุดท้ายแล้ว สำหรับการเปิดกว้างที่ไม่จำกัดทั้งผู้สำเร็จการศึกษาปีปัจจุบัน และปีก่อนหน้า รวมถึงระดับการศึกษาและอายุของผู้เข้าสอบ อีกทั้งตำราเรียนก็กำลังจะถูกปรับปรุงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ภายใต้ระบบการศึกษาปัจจุบันที่ประถมศึกษาเรียน 5 ปี มัธยมต้น 3 ปี และมัธยมปลาย 2 ปี
ซึ่งทางเบื้องบนก็มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนให้มัธยมปลายมีระยะเวลาเรียนเป็น 3 ปี
แวดวงการศึกษาจึงเต็มไปด้วยปัญหาที่ซับซ้อน แต่ก็มีความสำคัญและส่งผลกระทบในระยะยาวมากที่สุด
และปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือพลังขับเคลื่อนการผลิตแห่งอนาคต การศึกษาจึงกลายเป็นวาระสำคัญที่สุดของชาติ
ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีผู้เฒ่าหูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ในการประชุมวันนี้ แม้ผู้เฒ่าหูจะทำหน้าที่ประธานได้อย่างไร้ที่ติ และไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ แต่ทันทีที่การประชุมสิ้นสุดลง เขากลับมาเดินวนไปมาในห้องทำงานด้วยความกระวนกระวายใจ เพื่อรอโทรศัพท์สายสำคัญเพียงสายเดียว
แว่นตาที่เขาสวมอยู่บดบังร่องรอยความอ่อนล้าได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อถอดออกก็จะเผยให้เห็นขอบตาที่ดำคล้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าเขาไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลยตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
สาเหตุก็คือ หลานชายสองคนของน้องชาย ซึ่งเขารักเสมือนหลานแท้ๆ เนื่องจากเหลือญาติสนิทเพียงคนเดียว ถูกแก๊งลักเด็กจับตัวไปจากห้างสรรพสินค้าเมื่อวานนี้
ท่านไม่กล้าแม้แต่จะแจ้งความหรือตามหาอย่างเปิดเผย เพราะกลัวว่าหากคนร้ายจนตรอก อาจจะลงมือทำร้ายเด็กทั้งสองคนจนถึงแก่ชีวิต และที่สำคัญคือต้องไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนมีคนรู้ว่าเด็กทั้งสองเกี่ยวข้องกับเขา
แม้จะมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่เขาก็เลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจได้ที่สุดเท่านั้น ซึ่งก็คือภรรยาของผู้จัดการเหมยแห่งโรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่ง ที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานตำรวจ
หลังจากติดต่อกันตลอดทั้งวัน ในที่สุดรุ่งสางของวันนี้ก็มีข่าวดีว่าพบเบาะแสแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ เพิ่มเติม และเขาก็ไม่กล้าโทรศัพท์ไปถามให้มากความ
ในขณะที่กำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายคือผู้จัดการเหมยที่โทรมาแจ้งข่าวดีว่าเด็กทั้งสองคนปลอดภัยแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถช่วยเหลือเด็กคนอื่นๆ ได้อีก 3 คน กับเด็กผู้หญิงอีก 2 คน และจับกุมแก๊งคนร้ายได้ทั้งหมด ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน
ข่าวนี้ทำให้ผู้เฒ่าหูดีใจจนแทบล้นอก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สุดในชีวิต
ในเวลาเดียวกันที่บ้านพักคนงานของตระกูลหลัว บรรยากาศกลับหม่นหมองสิ้นดี
หลัวจื้ออู่ที่เพิ่งกลับบ้านเมื่อคืนแล้วหลับไปราวกับคนตาย ตอนนี้มานั่งยองๆ อยู่หน้าประตูบ้านด้วยใบหน้าบวมปูดและท่าทางซึมกระทือ ส่วนพ่อกับแม่ของเขากำลังนั่งก้มหน้าก้มตาพับกล่องไม้ขีดไฟ ซึ่งเป็นงานที่รับมาจากทางชุมชนเพื่อหารายได้เล็กๆ น้อยๆ มาจุนเจือครอบครัว เพราะเงินบำนาญเพียงอย่างเดียวคงไม่พอประทังชีวิต
ผู้เป็นแม่ไม่เคยทำงาน ส่วนผู้เป็นพ่อก็ยอมเกษียณก่อนกำหนดเพื่อหวังให้ลูกชายได้เข้ารับช่วงต่องาน แต่สุดท้ายลูกชายตัวดีก็ทำงานได้ไม่ถึงปีก็ถูกไล่ออก ทั้งสองทุบตีและดุด่าจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จนตอนนี้พวกเขาเหนื่อยใจเกินกว่าจะสนใจความเป็นความตายของลูกชายอีกต่อไป
ไม่นานนัก ไอ้ผอมหลิวเหวินกับไอ้อ้วนปาเท่อ สองสหายของหลัวจื้ออู่ ก็เดินเข้ามาสมทบด้วยสภาพที่ไม่ต่างกัน ทั้งสามคนนั่งยองๆ ซุบซิบกันถึงเรื่องราวระทึกขวัญเมื่อคืนวาน ซึ่งตอนนี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง และการที่พวกเขาถูกลากไปให้เบาะแสที่สถานีตำรวจก็ไม่ใช่ความฝัน
แม่หลัวเห็นลูกชายจับกลุ่มกับเพื่อนก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เธอจึงลุกขึ้นเดินไปที่ประตู แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นชาย 4-5 คนกำลังเดินตรงมายังบ้านของเธอ และในกลุ่มนั้นมีตำรวจอยู่ถึง 2 นาย
โลกทั้งใบของเธอหมุนคว้างจนต้องรีบคว้าขอบประตูไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไป พ่อหลัวเองก็ตกใจไม่ต่างกัน ส่วนย่าหลัวที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวเมื่อเห็นภาพนั้นก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตที่มืดมนไร้ทางออก จนอยากจะบีบคอหลานชายตัวดีให้ตายคามือไปเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
[จบบท]