บทที่ 223: อยากมีเรื่องกันใช่ไหม
จากนั้นสายตาของซ่งอวี้หน่วนก็เหลือบไปเห็นหลัวจื้ออู่กับพรรคพวกอีกสองคน แม้ท่าทีจะดูลับๆ ล่อๆ แต่สีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความยินดี ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคงช่วยเด็กสองคนนั้นออกมาได้สำเร็จแล้ว
เธอหวังว่าพวกเขาจะเค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาได้บ้าง
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเป็นไม่เห็นพวกเขา เธอหันไปมองลู่เฟิงที่ยืนส่งยิ้มมาให้อย่างดีใจ ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณหาฉันเจอได้ยังไง”
เมื่อลู่เฟิงได้เห็นสีหน้าเรียบเฉยของซ่งอวี้หน่วน เขาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงแห้ง “ฉัน... ฉันลองวิเคราะห์ดูน่ะ คือเมื่อวานฉันเห็นเธอเดินมาจากทางนี้ ก็เลยเดาว่าเธอน่าจะเข้าพักที่บ้านพักรับรอง ฉันเลยลองเดินหาไปเรื่อยๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอเธอจริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “ไหนเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แล้วทำไมคุณยังมาหาฉันอีกล่ะ”
ก่อนหน้านี้ ลู่เฟิงมีถ้อยคำมากมายที่อยากจะบอกกับซ่งอวี้หน่วน มีกระทั่งภาพอนาคตที่อยากจะสร้างร่วมกันกับเธอ
แต่เมื่อได้มายืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวจริงๆ คำพูดทั้งหมดที่เตรียมมากลับถูกกลืนหายลงคอไปจนหมดสิ้น เพียงแค่ได้สบเข้ากับดวงตาคู่คู่นั้น
แววตาของซ่งอวี้หน่วนช่างเรียบเฉยและว่างเปล่า การได้เจอหน้าเขาอีกครั้งไม่ได้ทำให้เธอดีใจหรือตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย
มันไม่ต่างอะไรไปจากการถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้าเข้าอย่างจัง
ลู่เฟิงรู้สึกอับอายจนทำตัวไม่ถูก
ในที่สุดเขาก็เค้นคำพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก “เสี่ยวหน่วน เธอกังวลว่าแม่ฉันจะคัดค้านใช่ไหม ถึงได้ทำเย็นชากับฉันแบบนี้”
“ไม่ใช่” ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าปฏิเสธ “ต่อให้แม่คุณเห็นด้วย ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรกับคุณแล้ว”
เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ลู่เฟิง ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีและรักเกียรติของตัวเองมาก ไม่ใช่คนหน้าไม่อายที่ชอบตอแยใครไม่เลิก”
“ความรู้สึกที่ฉันสัมผัสได้จากคุณเมื่อวานนี้ ทำให้ฉันมั่นใจว่าคุณจะไม่กลับมาหาฉันอีก และฉันก็แน่ใจว่าไม่ได้แสดงท่าทีอะไรที่ทำให้คุณเข้าใจผิดเลยสักนิด”
“แต่ทำไมวันนี้คุณถึงมาหาฉันอีกล่ะคะ หรือมีใครไปพูดจาเป่าหูคุณมาหรือเปล่าคะ?”
“อย่างเช่น... ฉินซือฉีไปบอกคุณเหรอว่าฉันแค่กำลังเล่นตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณอยู่”
ลู่เฟิงตกใจจนเบิกตากว้าง เขาอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ซ่งอวี้หน่วนมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ลู่เฟิง ฉันจะพูดกับคุณดีๆ เป็นครั้งสุดท้ายนะ ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเล่นตัวอะไรกับคุณทั้งนั้น เพราะตอนนี้ฉันไม่ได้ชอบคุณอีกต่อไปแล้ว การที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรา คุณว่าไหม”
ใบหน้าของลู่เฟิงย่ำแย่ลง “ฉัน...”
“มีคนบางคนไม่ชอบขี้หน้าฉัน” ซ่งอวี้หน่วนพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “คิดว่าฉันได้ดีเกินหน้าเกินตา ก็เลยพยายามหาทุกวิถีทางมาสร้างความรำคาญใจให้ฉันอยู่เรื่อย อย่างเช่น คนคนนั้นรู้ดีว่าฉันไม่ได้ชอบคุณแล้ว แต่ก็ยังจงใจไปบอกคุณว่าฉันยังชอบคุณอยู่ เพื่อหลอกให้คุณมาหาฉัน พอฉันปฏิเสธคุณด้วยท่าทีเย็นชา คุณก็จะเกลียดฉันเข้าไส้ ดีไม่ดีอาจจะอยากให้เราสองคนลงไม้ลงมือตบตีกันกลางถนน พอเรื่องเป็นไปตามแผน เธอก็คงจะดีใจจนปรบมือชอบใจ”
“ฉันเป็นคนฉลาด ไม่ได้โง่หูเบาเหมือนคุณ ฉันถึงได้พยายามพูดกับคุณดีๆอยู่ เพื่อที่เราจะได้ไม่มาต้องทะเลาะกันอยู่กลางถนน แต่ถ้าคุณยังทำตัวหน้าด้านไร้ยางอายไม่เลิก ฉันก็ไม่เกี่ยงที่จะมีเรื่องกับคุณกลางถนนเหมือนกันนะคะ”
“ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคุณโดนฉันข่วนจนหน้าลายกลับไปมันจะน่าอายแค่ไหน แล้วถ้าคุณกล้าแตะต้องตัวฉันเมื่อไหร่ ฉันจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที ฉันจะทำให้ตระกูลลู่ของคุณต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั่วบ้านพักในเทศมณฑล จะทำให้แม่ของคุณไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกจากประตูบ้านเลยคอยดู”
สีหน้าของลู่เฟิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ในหัวของเขาสับสนอลหม่านไปหมด แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่เย็นชาและแฝงไปด้วยความรำคาญของซ่งอวี้หน่วน เขาก็เข้าใจในทันทีว่าเธอไม่ได้ชอบเขาอีกต่อไปแล้วจริงๆ
ถ้ายังดึงดันอยู่แบบนี้... เสี่ยวหน่วนคงได้ลงไม้ลงมือกับเขาแน่นอน
หัวใจของลู่เฟิงเต้นระรัว เขารีบหมุนตัวแล้วเดินจากไปทันที เขาไม่ใช่คนหน้าด้านไร้ยางอาย และไม่คิดจะลดตัวไปตอแยใครให้เสียเกียรติ
ทั้งภูมิหลังครอบครัวที่ดี ทั้งความสามารถและหน้าตาที่โดดเด่น แม้แต่ในมหาวิทยาลัยไห่เฉิงก็ยังมีนักศึกษาหญิงมากมายที่ชื่นชอบเขา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรจากตัวตลกเลย
ฉินซือฉี... เธอมันร้ายกาจจริงๆ!
หลังจากที่ลู่เฟิงผู้มีสีหน้ามืดมนและจิตใจสับสนวุ่นวายเดินจากไปไกลแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะพบกับชายสามคนที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงโคนกำแพงปากซอย
ซ่งอวี้หน่วนกอดอกมองลงไปยังพวกเขา “มาหาฉันเหรอ”
หลัวจื้ออู่รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที
หญิงสาวยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดา ท่าทีของเธอดูสบายๆ ไม่ได้มีท่าทีหวาดระแวงหรือคิดจะหลบหนีเลยแม้แต่น้อย ความคิดไม่ดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจของหลัวจื้ออู่พลันมอดดับลงจนหมดสิ้น
อีกอย่าง พวกเขาก็ควรจะขอบคุณเธอด้วยซ้ำ
“จอมยุทธ์หญิงครับ” หลัวจื้ออู่เอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “คือพวกผมอยากจะมาดูว่าพอจะเจอคุณที่นี่ได้ไหม ก็... คืออยากจะมารายงานความคืบหน้าให้คุณทราบว่าเด็กสองคนนั่นปลอดภัยแล้ว ส่วนแก๊งคนร้ายก็ถูกจับยกแก๊งแล้วครับ”
“เด็กสองคนนั้นดูท่าทางจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเลยครับ ขนาดผู้จัดการเหมยจากโรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่งยังรู้จักกับคุณปู่ของเด็กๆ เลยครับ”
“อ้อ จริงสิ เด็กสองคนนั้นนามสกุลหูด้วยครับ”
ซ่งอวี้หน่วนฉุกคิด ‘ผู้จัดการเหมย… เด็กนามสกุลหู หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้เฒ่าหูกันนะ?’
ดูเหมือนว่าการทำความดีครั้งนี้ต้องมีชื่อเสียงเรียงนามปรากฏแทนซะแล้ว แต่คงยังไม่ใช่ตอนนี้
“ฉันรู้แล้ว พวกนายไปได้”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ก็ถูกหลัวจื้ออู่ร้องทักไว้เสียก่อน “จอมยุทธ์หญิงครับ ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนไหวระริก เธอหยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองชายทั้งสามคนอีกครั้ง
ใบหน้าของพวกเขายังคงมีร่องรอยฟกช้ำอยู่ แต่แววตากลับดูแตกต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
เธอเดาว่าคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นพวกที่ก่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนถูกเรียกไปตักเตือนที่สถานีตำรวจอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยทำความผิดร้ายแรงอะไร จากท่าทางแล้วพวกเขาคงจะให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี
แถมยังน่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จนได้ทำคุณไถ่โทษ นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสามารถมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอได้
ซ่งอวี้หน่วนเดินกลับเข้าไปหาพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณทำงานดีๆ ที่ไหนกันอยู่เหรอ”
เธอชี้ไปที่หลัวจื้ออู่ “คนนี้ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าเพิ่งถูกไล่ออกจากโรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่ง แต่จากเรื่องในครั้งนี้ ผู้จัดการเหมยก็น่าจะใจอ่อนยอมให้กลับเข้าไปทำงานเหมือนเดิม แล้วพวกคุณสองคนล่ะ”
หลัวเหวินและปาเท่อหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
หลัวจื้ออู่เป็นคนตอบแทนเพื่อน “พวกเขาว่างงานครับ”
“หางานยาก หรือว่าไม่อยากทำงานในกรอบ” ซ่งอวี้หน่วนถามต่อ
“หางานยากครับ” ปาเท่อตอบ
ส่วนหลิวเหวินพูดอ้อมแอ้ม “ผม... ผมไม่ชอบทำงานประจำอยู่ในกรอบครับ”
“บ้านฉันมีโรงงานทำเครื่องประดับเสื้อผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องประดับสำหรับเสื้อผ้า รองเท้า หมวก แล้วก็พวกกิ๊บติดผม ที่คาดผมอะไรทำนองนั้น ถ้านายไม่รังเกียจที่จะทำธุรกิจส่วนตัว ฉันสามารถเอาเครื่องประดับบางอย่างไปให้ในราคาขายส่งได้นะ ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอามาคืนได้”
หลิวเหวินเป็นคนหัวไว พอได้ยินข้อเสนอ ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
เขาอยากจะไปเสี่ยงโชคที่เมืองหนานเฉิงมาตั้งนานแล้ว ได้ยินมาว่าที่นั่นมีช่องทางทำมาหากินเยอะแยะ ลงทุนนิดหน่อยก็ได้กำไรงาม
เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา มีคนไปรับผ้าพันคอฮ่องกงมาจากเมืองหนานเฉิงเพื่อมาขายต่อ ว่ากันว่าแค่ครั้งเดียวก็ทำกำไรได้เท่ากับเงินเดือนของคนงานถึงสิบปีเลยทีเดียว
“จริงเหรอครับ” หลิวเหวินถามอย่างตื่นเต้น “ขายไม่ได้คืนได้ด้วยเหรอ แล้วของมันแพงไหม คือ... ผมไม่ค่อยมีเงิน”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้ม “ฉันให้เครดิตสินค้าไปก่อนได้ นายลองเอาไปขายดู ถ้าไม่เวิร์คก็ค่อยเอามาคืน”
ความคิดที่ว่าหญิงสาวคนนี้ช่างไว้ใจไอ้ผอมง่ายเกินไป ไม่กลัวว่าจะถูกหลอกเอาหรือไง เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัวของหลัวจื้ออู่...
แต่ก็เพียงแค่ชั่วคราว
หลักฐานความเจ็บปวดก็มีอยู่บนใบหน้าจนต้องสูดปากดังซี๊ดขนาดนี้ ด้วยความเก่งกาจของท่านจอมยุทธ์หญิง จะไปกลัวพวกเขาสามคนหลอกได้ยังไง ขืนพวกเขาริอาจคิดจะหนีขึ้นมา มีหวังโดนเตะขาหักแน่นอน!
[จบบท]