บทที่ 224: โรงงานเสื้อผ้าจือหลัน
หลังจากซ่งอวี้หน่วนและชายหนุ่มทั้งสามแลกเปลี่ยนชื่อกับที่อยู่กันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาถึงได้รู้ความจริงว่าเด็กสาวตรงหน้าคือลูกสาวของผู้จัดการโรงงาน แถมเธอยังบอกอีกว่าโรงงานแห่งนี้เป็นกิจการของครอบครัวเธอเอง
หลัวจื้ออู่ถึงกับกะพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่ใช่พนักงานบริษัทที่ทำงานไปวันๆ จึงพอจะรู้เรื่องราวในแวดวงธุรกิจอยู่บ้าง
อย่างเช่นตอนนี้ที่เมืองหนานเฉิงก็เริ่มมีคนเปิดโรงงานทำธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว บางคนที่เหนือกว่านั้นถึงขั้นเปิดบริษัทนั่งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป แค่ฟังก็รู้สึกว่าสุดยอดมากแล้ว ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าที่มณฑลเป่ยฉวนบ้านเกิดของพวกเขาจะมีคนกล้าหาญลงมือทำธุรกิจแบบนี้ด้วย
ช่างใจถึงจริงๆ
“คุณไม่กังวลเหรอครับ” หลัวจื้ออู่เอ่ยถาม
“ไม่เลยสักนิด เพราะในอนาคตธุรกิจแบบนี้จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างมั่นใจ
จากนั้นเธอจึงหันไปพูดกับหลิวเหวิน “อย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะให้กิ๊บดอกไม้นายไปลองขายดูก่อนนะ สินค้าแบบนี้มันไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ขายอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขายของนายล้วนๆ เลย”
พูดจบเธอก็ชี้ไปที่กิ๊บดอกไม้บนผมของตัวเองเป็นตัวอย่าง พร้อมกับบอกว่าสินค้ามีให้เลือกหลายสีสัน มีแต่ลายที่สวยกับสวยกว่าเท่านั้น
หลิวเหวินตัดสินใจทันทีว่าจะรับกิ๊บดอกไม้มาขายจำนวน 500 ชิ้น
ซ่งอวี้หน่วนจึงอธิบายกลยุทธ์การขายที่ใช้ในอำเภอหนานซานให้ฟัง ซึ่งกิ๊บดอกไม้ขนาดใหญ่จะขายในราคาชิ้นละ 6 เหมา ส่วนขนาดเล็กราคาชิ้นละ 3 เหมา แต่ถ้าซื้อขนาดใหญ่ 2 ชิ้นจะคิดราคาเพียง 1 หยวน และขนาดเล็ก 4 ชิ้นในราคา 1 หยวนเช่นกัน
“แล้วที่ติดอยู่นี่อันเล็กหรืออันใหญ่เหรอครับ”
“อันเล็กสิ”
ดวงตาของหลิวเหวินเป็นประกายวูบหนึ่ง ในหัวเริ่มคำนวณผลกำไรอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่จริงใจก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีความหวัง “เอ่อ... แล้วท่านจอมยุทธ์หญิงจะให้ผมในราคาเท่าไหร่เหรอครับ”
“เรื่องราคายังไม่ต้องรีบหรอก ตอนนี้ฉันอยากให้นายลองเอาของไปขายดูก่อนสักล็อตหนึ่ง เพื่อดูว่าตลาดตอบรับดีแค่ไหน”
ในที่สุดข้อตกลงทางธุรกิจก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเพียงสัญญาปากเปล่าก็ตาม
ซ่งอวี้หน่วนบอกกับพวกเขาว่าเธอพักอยู่ที่บ้านพักรับรองของคณะกรรมการการศึกษา และจะนำกิ๊บดอกไม้ไปให้ในช่วงเย็นของวันนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มารับในเช้าวันถัดไป เพราะเท่าที่เห็น ในเทศมณฑลยังไม่มีใครนำสินค้าแบบนี้มาขายเลย ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่ายอดขายจะเป็นอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ คือที่อำเภอหนานซานนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แค่วางขายไม่นานก็หมดเกลี้ยงแล้ว
เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็เตรียมตัวแยกย้ายกันกลับ แต่หลัวจื้ออู่กลับโค้งคำนับให้ซ่งอวี้หน่วนพร้อมกับกล่าวขอบคุณจากใจจริง “คุณหนูเสี่ยวหน่วน ผมต้องขอบคุณที่คุณกดดันให้พวกเราไปให้เบาะแสในวันนั้นจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนู ผู้จัดการเหมยคงไม่มองผมในแง่ดีขึ้น และพวกเราอาจจะต้องเจอปัญหาใหญ่ในอนาคตก็ได้ ขอบคุณมากนะครับ!”
หลิวเหวินเหลือบมองหลัวจื้ออู่ด้วยความหมั่นไส้ในใจ ไอ้เจ้าเล่ห์นี่ คิดจะเอาหน้าคนเดียวเลยหรือไง ไม่เห็นจะบอกกันล่วงหน้าว่าจะขอบคุณเธอ เมื่อกี้ยังแอบบ่นด่าในใจอยู่เลยแท้ๆ
ถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องท่านจอมยุทธ์หญิงขึ้นมา จะดูซิว่ายังจะทำเป็นหล่อได้อีกไหม
แต่เขาก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว รีบกล่าวขอบคุณซ่งอวี้หน่วนด้วยถ้อยคำที่ไพเราะน่าฟังไม่แพ้กัน
ส่วนปาเท่อที่ยืนเกาหัวอย่างซื่อๆ ก็ได้แต่คิดในใจว่าไอ้เพื่อนเวรสองคนนี้ ปกติเวลาชกต่อยทำเรื่องไม่ดีไม่เคยทิ้งกันเลยสักครั้ง แต่วันนี้กลับชิงตัดหน้าเขาไปเสียได้ เขาเองก็อยากจะพูดอะไรเท่ๆ บ้าง แต่คำพูดดีๆ ก็โดนพวกมันแย่งพูดไปหมดแล้ว จะให้เขาไปมีเรื่องกับใครหรือด่าทอใครยังจะง่ายกว่าการพูดชมคนอื่นเป็นไหนๆ
เขาครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “คุณหนูเสี่ยวหน่วนครับ ถ้าวันไหนมีใครมารังแกคุณหนู บอกผมได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมไปจัดการมันให้เอง!”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกำชับให้พวกเขาทั้งสามคนหาเวลาทบทวนตำราเรียนอยู่เสมอ เพราะวุฒิการศึกษาแค่ระดับชั้นประถมนั้นต่ำเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในอนาคตได้
แล้วเธอก็หันไปพูดกับหลัวจื้ออู่โดยเฉพาะ “สมมุติว่านายได้กลับไปทำงานที่โรงงานรองเท้าจริงๆ แล้วผู้จัดการเหมยเกิดอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้นายเป็นหัวหน้าแผนกการผลิตหรือรองผู้จัดการโรงงานขึ้นมา แต่นายกลับเรียนไม่จบแม้แต่ชั้นประถม แบบนี้ใครเขาจะสนับสนุนนายได้ล่ะ จริงไหม? เพราะฉะนั้น การตั้งใจเรียนให้ดีคือสิ่งสำคัญที่สุด”
หลัวจื้ออู่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เรื่องดีๆ แบบนี้เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันถึงเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมันเป็นคำพูดดีๆ เขาก็รีบพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็หันไปพูดกับหลิวเหวินต่อ “ส่วนนาย ในอนาคตธุรกิจของนายอาจจะขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปเซ็นสัญญากับเถ้าแก่ใหญ่จากทางใต้ แต่ถ้าแม้แต่สัญญา ก็อ่านไม่เข้าใจด้วยซ้ำ ไม่คิดว่ามันจะน่าอายเหรอ”
จากนั้นเธอก็หันไปมองปาเท่อแล้วกล่าวเสริม “ส่วนนายก็ด้วย….จำไว้ว่าฉันเป็นคนรักสงบ ไม่ชอบใช้กำลัง เราต้องเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรมสิ!”
ทั้งสามคน "..."
‘ใช้คุณธรรมเอาชนะใจคน?’ พวกเขาทั้งสามคิดในใจ
คงจะลืมไปแล้วสินะว่าใครกันที่เคยเอาไม้ไล่ตีบังคับให้พวกเขาเต้นดิสโก้จนหัวหมุน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่กล้าเฉียดเข้าไปในฟลอร์เต้นรำใต้ดินอีกเลย
***
เมื่อซ่งอวี้หน่วนกลับถึงบ้านพักรับรอง ก็พบว่าซ่งเหลียงจัดการสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว สินค้าส่วนใหญ่ถูกห่อและจัดส่งไปยังสถานีรถไฟเรียบร้อย โดยบางส่วนทางโรงงานเป็นผู้จัดส่งให้โดยตรง ซึ่งการสั่งซื้อในครั้งนี้มีมูลค่ารวมกว่า 5,000 หยวน ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวยังได้แจ้งข่าวดีกับซ่งเหลียงว่า ท่านนายอำเภอโค่วมองว่าสถานีบริการของเขาซึ่งเป็นกิจการเอกชนแห่งแรกในอำเภอหนานซานมีอนาคตที่สดใสมาก ทางอำเภอจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเมื่อสินค้ามาถึงสถานีรถไฟ จะมีบริษัทขนส่งนำไปส่งให้ถึงหน้าประตูหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอโดยเฉพาะ
นี่ถือเป็นข่าวดี อย่างน้อยปัญหาใหญ่เรื่องการขนส่งก็ได้รับการแก้ไขแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนจึงถือโอกาสนี้เล่าข้อตกลงที่ทำไว้กับหลิวเหวินให้พ่อฟัง ว่าหากยอดขายเป็นไปได้ด้วยดี เธอจะเปิดสถานีบริการการขายขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าจากโรงงานเสื้อผ้าของพวกเขาโดยเฉพาะ
ซึ่งจะไม่ได้มีแค่กิ๊บดอกไม้ แต่จะรวมถึงกระเป๋าสะพายและเสื้อผ้าอื่นๆอีกด้วย ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นในอนาคต
ซ่งเหลียงยืนฟังอย่างตกตะลึงอยู่เนิ่นนาน พอซ่งอวี้หน่วนเล่าจบ เขาก็รีบพูดขึ้นด้วยความกังวล “เสี่ยวหน่วน พ่อว่าลูกคงจะลืมไปแล้วนะว่าสถานีบริการของเรามีแค่รถเข็นคันเล็กๆ ส่วนโรงงานแปรรูปก็ยังเป็นแค่วุ้นอยู่เลย แล้วเราจะเอาโรงงานเสื้อผ้ามาจากไหนกัน ที่เรามีมันก็เป็นแค่ห้องด้านข้างเท่านั้นเองนะ ถ้าพวกเขาไปเห็นเข้า ความลับก็แตกหมดสิ พ่อน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนอื่นหาว่าลูกเป็นเด็กขี้โม้จะทำยังไงล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนกลับตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “พ่อคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พอเรากลับไปถึงบ้าน โรงงานเสื้อผ้าของเราก็ก่อตั้งขึ้นมาแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
ริมฝีปากของซ่งเหลียงขยับเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนจากกังวลเป็นสว่างวาบขึ้นมา
จริงสิ! พอกลับไปก็แค่สร้างโรงงานขึ้นมาจริงๆ เสียก็สิ้นเรื่อง แค่นี้เรื่องโกหกก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว
ความคิดนี้ทำให้ซ่งเหลียงร้อนใจอยากจะรีบบินกลับบ้านเสียเดี๋ยวนี้ เพราะกลัวว่าความลับจะแตกเสียก่อน
“งั้นเดี๋ยวหนูไปโทรศัพท์ที่ที่ทำการไปรษณีย์ก่อนนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนบอก ก่อนจะหันไปมอบหมายงานให้พ่อ
“ส่วนพ่อก็เขียนรายงานขอจัดตั้งโรงงานขึ้นมาฉบับหนึ่ง เสร็จแล้วก็เอาไปให้อาจารย์ใหญ่ชุยช่วยขัดเกลาสำนวนให้สวยงาม จากนั้นค่อยนำไปให้รองหัวหน้าอำเภอจ้าวพิจารณา พอเรากลับถึงบ้านเมื่อไหร่ ก็ยื่นเรื่องได้ทันทีเลย”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “อ้อ เราต้องตั้งชื่อโรงงานด้วยนะคะ”
“ต้องตั้งชื่อด้วยเหรอ...อ้อ ใช่ๆ แล้วเสี่ยวหน่วนว่าเราจะใช้ชื่ออะไรดีล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “เรียกว่า ‘โรงงานเสื้อผ้าจือหลาน’ ดีไหมคะ”
“หืม จือตัวไหน หลานตัวไหนเหรอลูก”
“ก็ ‘จือ’ จากชื่อหานจือของคุณย่า แล้วก็ ‘หลาน’ จากชื่อเซี่ยกุ้ยหลานของคุณแม่ยังไงล่ะคะ!”
คราวนี้ซ่งเหลียงเข้าใจในทันทีว่าหานจือที่ลูกสาวพูดถึงคือใคร
“พ่อรู้ความหมายของคำว่า ‘จือหลาน’ ไหมคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามต่อ
ซ่งเหลียงส่ายหน้า
“จาก ‘กล้วยไม้จือหลานถือกำเนิดในหุบเขาลึก แม้ไร้คนยลก็ยังคงส่งกลิ่นหอม’ ค่ะ”
ซ่งเหลียงได้แต่กะพริบตาปริบๆ
“ถึงแม้ว่าชื่อนี้จะมาจากชื่อของคุณย่ากับคุณแม่ แต่ในสมัยโบราณคำว่า ‘จือหลาน’ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่งและคุณงามความดีนะคะ ถึงแม้ว่าตอนนี้บ้านของเราจะตั้งอยู่ในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอที่แสนจะห่างไกลในอำเภอหนานซาน แต่หนูเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ‘โรงงานเสื้อผ้าจือหลาน’ ของเราจะต้องก้าวออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ มุ่งหน้าสู่เอเชีย และโด่งดังไปทั่วโลกอย่างแน่นอน!”
คำพูดของลูกสาวปลุกไฟในใจของซ่งเหลียงให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น จะมีวันนั้นจริงๆ อย่างนั้นใช่ไหม นี่เขาไม่ได้กำลังฝันไปใช่ไหม แต่เขาก็ไม่อยากทำลายความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกสาวลง
ที่สำคัญ การกระทำของเสี่ยวหน่วนในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม่ของเขาไม่ได้รักและเอ็นดูหลานสาวคนนี้โดยเปล่าประโยชน์เลย
ชื่อโรงงานจึงได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์ ซ่งหมิงเซิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็ตบมือเล็กๆ ของเขาอย่างตื่นเต้นดีใจ
ซ่งเหลียงที่ตอนนี้ไฟแรงราวกับถูกฉีดเลือดไก่ ก็รีบเตรียมตัวกลับห้องพักเพื่อไปหากระดาษกับปากกามาเขียนรายงานขอจัดตั้งโรงงานเช่นกัน
ซ่งหมิงเซิ่งรีบวิ่งไปกอดขาพี่สาวไว้แน่น “พี่ครับ แล้วเมื่อไหร่พี่จะว่างฟังผมเล่าเรื่องคฑาหยกยู่อี่ของบ้านเราสักทีล่ะครับ”
แต่ละวันพี่สาวของเขายุ่งอยู่ตลอดเวลาเลย ฮึ้ม!
ซ่งเหลียงที่กำลังจะเดินออกจากห้องหันกลับมาพูดกับลูกชาย “อ๋อ ไอ้หินลายๆ แตกๆ ก้อนนั้นน่ะเหรอ หมิงเซิ่ง เดี๋ยวกลับบ้านแล้วบอกให้ปู่ของลูกเอาหินลับมีดมาขัดมันซะหน่อยนะ มันน่าเกลียดเกินไปแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนกลับพูดขึ้นมา “พ่อคะ วิธีของพ่อไม่แน่ว่าอาจจะได้ผลจริงๆ ก็ได้นะคะ”
[จบบท]