บทที่ 227: ร้อนตัว
ขณะเดียวกันนั้น เซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งก็ได้แอบเข้าไปเยี่ยมเซี่ยกุ้ยหลาน ซึ่งตามลำดับศักดิ์แล้วควรจะเป็นพี่สาวคนโตของพวกเขา แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับทำให้เซี่ยกุ้ยหลานมองพวกเขาเป็นศัตรูไปเสียแล้ว
ทั้งสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความอึดอัดใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อจริงของตัวเองออกมา นับประสาอะไรกับการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
แน่นอนว่าเซี่ยกุ้ยหลานเองก็ไม่รู้ว่าแขกกลุ่มนี้เป็นใครมาจากไหน เพราะซ่งอวี้หน่วนยังไม่ได้บอกอะไรกับแม่เลย ซึ่งเหตุผลหลักก็คงเป็นเพราะไม่อยากให้ต้องกังวลใจไปโดยใช่เหตุ
ด้วยความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจ ทำให้พวกเขานั่งอยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบลุกขึ้นกล่าวลา
ระหว่างที่ฉินว่างทักทายกับฉู่จื่อโจวนั้น ท่าทีที่นอบน้อมถ่อมตนของเขาก็ทำให้ทังโส่วกุยรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป รถจี๊ปที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหัน
เซี่ยจื้อรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ชื้นแฉะอยู่เต็มฝ่ามือ เมื่อสายตาของเขามองเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมถนน ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีดำ เพียงแวบเดียวที่เห็น กลับทำให้เขานึกถึงพ่อของตัวเองขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
เพียงแต่ชายผู้นี้ดูหนุ่มกว่าพ่อของเขามาก
น่าจะเป็น…เซี่ยซินตง?
ใจหนึ่งก็อยากจะเหยียบคันเร่งให้รถพุ่งผ่านไปโดยเร็ว แต่เขากลับทำในสิ่งตรงกันข้ามด้วยการชะลอความเร็วลงอย่างไม่รู้ตัว ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าพอที่จะหยุดรถ จึงทำได้เพียงขับเลยผ่านไปอย่างช้าๆ
เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าเซี่ยซินตงกลับมา และก็อยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ด้วย ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เขาก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรมากนัก เพราะไม่มีใครเล่าให้ฟัง แถมตอนนั้นเขาก็ขี้เกียจจะใส่ใจ
ด้วยความคิดตอนนั้นที่ว่าคนพวกนี้ก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ ไร้พิษสง ยังไงก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของพวกเขาอยู่ดี
แถมยังเคยคิดว่าเป็นแม่ของเขาที่แก่ตัวลงจนใจอ่อน ถึงได้พ่ายแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แล้วลุงใหญ่ก็ไร้ความสามารถอีก หากตอนนั้นกัดฟันปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมส่งเซี่ยซินตงกลับมา เรื่องก็คงจบไปแล้ว
การกลับมาของเซี่ยซินตงได้สร้างความวุ่นวายให้กับครอบครัวของพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน
ในตอนนี้เซี่ยจื้อรู้สึกราวกับว่ามีสายตาดำขลับคู่หนึ่งกำลังจ้องมองและไล่ตามเขามาไม่ลดละ จะอธิบายยังไงดี เซี่ยซินตงคนนี้...แตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
หัวใจของเซี่ยจื้อเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ภายในรถ ทังโส่วกุยเองก็เอ่ยถามฉินว่างด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "คนนั้นเป็นใครกัน ทำไมนายต้องทำท่าทีนอบน้อมขนาดนั้นด้วย ไม่เห็นจะสมกับเป็นจิตรกรใหญ่เลยนะ"
ฉินว่างไม่ได้ถือสาอะไร เขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆ แล้วตอบกลับไป "นั่นคือฉู่จื่อโจว จากตระกูลฉู่!"
ทังโส่วกุยตกใจจนหน้าถอดสี
เอี๊ยด!
เซี่ยจื้อเหยียบเบรกหยุดรถอย่างกะทันหัน เขาหันไปมองฉินว่างที่เบาะหลังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วแผ่นหลังจนเหงื่อกาฬแตกซิก ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาจนบอกไม่ถูก จนเซี่ยจื้อต้องเอ่ยปากบอกฉินว่าง "นายมาขับแทนทีสิ ฉันรู้สึกสมาธิไม่ค่อยดีเลย"
ฉินว่างเองก็หมดอารมณ์จะคุยเล่นกับทังโส่วกุย เขารีบสลับไปนั่งประจำที่คนขับ แต่ในใจก็ยังนึกถึงผู้ชายวัยราว 30 คนนั้นที่สวนกันไป ซึ่งดูไม่เหมือนคนชนบทเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเดินออกมาจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
ดูท่า...หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
จากนั้นฉินว่างก็ตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ พยายามไม่คิดฟุ้งซ่านอะไรอีก และหวังเพียงอย่างเดียวคือการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ทางด้านเซี่ยซินตง เขายืนมองรถจี๊ปคันนั้นค่อยๆ ขับห่างออกไปด้วยสายตาเรียบนิ่ง จนกระทั่งเห็นรถจอดกลางคันเพื่อสลับคนขับ ก่อนจะเร่งความเร็วและหายลับไปจากสายตาในที่สุด
เขาเริ่มเดินกลับเข้าหมู่บ้านอย่างไม่รีบร้อน สายตาทอดมองทิวทัศน์ทุ่งนาอันงดงามที่เคยปรากฏให้เห็นแค่ในความฝัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าในหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ มีทั้งแม่ พี่สาว และพี่ชายของเขารออยู่ หัวใจที่เคยด้านชาก็พลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
และที่สำคัญที่สุดคือหลานสาวตัวน้อย…ซ่งอวี้หน่วน
เสี่ยวหน่วน...หลานสาวที่พลัดพรากและเพิ่งได้กลับคืนสู่อ้อมอกของพี่สาว คนที่ฉุดเขาให้ขึ้นมาจากขุมนรกอันมืดมิด
เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคนทั้ง 5 ที่มาในวันนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเสี่ยวหน่วนอย่างแน่นอน
ดังนั้น การไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่ดีที่สุดแล้ว และนี่คือสิ่งเดียวที่เขาต้องทำในตอนนี้
ส่วนฉู่จื่อโจว หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย เขาก็จำต้องรับภารกิจเป็นคนขับรถไปทำธุระให้ซ่งอวี้หน่วนที่ตัวอำเภอ ระหว่างทาง เขาเหลือบไปเห็นชายที่น่าจะเป็นเซี่ยซินตงกำลังเดินอยู่ริมถนน แต่เพียงครู่เดียว ชายคนนั้นก็เดินแยกออกจากถนนและหายเข้าไปในป่าข้างทาง
สำหรับฉู่จื่อโจวแล้ว เรื่องไหนที่ควรรู้ เขาก็รู้หมดแล้ว ส่วนเรื่องไหนที่ไม่ควรรู้ เขาก็จะไม่เสียเวลาไปซักไซ้ให้มากความ เพราะเขารู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เสี่ยวหน่วนก็จะเป็นคนเล่าให้เขาฟังเองอยู่ดี
เมื่อรถจี๊ปขับผ่านบริเวณป่าแห่งนั้น เขาก็เห็นเซี่ยซินตงกำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์อยู่บนทางเดินเล็กๆ ใต้ร่มเงาของแมกไม้
ฉู่จื่อโจวไม่ได้เข้าไปรบกวน เขาทำเพียงแสร้งว่ามองไม่เห็นแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอต่อ เมื่อไปถึงบ้านของผู้เฒ่าจี้และอธิบายจุดประสงค์ของการมา คุณอาตี๋ก็พยักหน้ารับด้วยความยินดี
คุณอาตี๋รู้สึกเหมือนได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูก เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่เสี่ยวหน่วนเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา
ฉู่จื่อโจวถึงกับนึกขำในใจ ไม่เคยเห็นใครที่ดูมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคนอื่นขนาดนี้มาก่อน
ผู้เฒ่าจี้ซึ่งกำลังจะเดินทางกลับปักกิ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ได้เอ่ยปากถามถึงอาการของเซี่ยซินตง
ฉู่จื่อโจวจึงเล่าให้ฟัง "เมื่อครู่ผมเพิ่งเห็นเขาออกมาเดินเล่นครับ แต่ไม่ได้เข้าไปทักทาย"
"อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาเลย ปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาค่อยๆฟื้นฟูตัวเองไปเงียบๆ ก่อน" ผู้เฒ่าจี้กล่าวแนะนำ
เมื่อต้องเดินทางไปสถานีรถโดยสารกับคุณอาตี๋ ฉู่จื่อโจวสังเกตเห็นว่าผู้เฒ่าจี้มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่กล้าถามต่อหน้า พอขึ้นรถมาได้จึงหันไปถามคุณอาตี๋แทน
คุณอาตี๋ถอนหายใจยาว "เฮ้อ น่ารำคาญชะมัด เว่ยชิงเหมยคนที่แต่งงานกับเศรษฐีเฒ่าตระกูลเฉียนก็ดันมีชื่ออยู่ในคณะเดินทางกลับไปด้วยน่ะสิ"
เว่ยชิงเหมยเป็นศิษย์คนที่ 4 ของอาจารย์ แม้ตอนที่เข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นและความขยันหมั่นเพียร ทำให้เธอเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าเธอกลับคิดไม่ซื่อกับอาจารย์ของตัวเอง ถึงขั้นเคยพูดกับท่านว่าภรรยาของท่านร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด ต่อให้บำรุงรักษาอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ การกินยามากมายขนาดนั้นมีแต่จะทำให้ทรมานเปล่าๆ แถมยังบอกอีกว่ารอให้ภรรยาของท่านจากไปแล้ว เธอจะคอยดูแลท่านเป็นอย่างดี
เรื่องราวในครั้งนั้นสร้างปัญหาภายในมากมายที่คนนอกไม่เคยล่วงรู้ อาจารย์ทั้งชิงชังและโกรธเคืองเธออย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายพรสวรรค์ที่หาได้ยากของเธอ หากจะตัดหางปล่อยวัดไปก็น่าเสียดายเกินไป จึงยังคงหวังที่จะสั่งสอนให้เธอเป็นคนดี เพื่อจะได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ต่อไป
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว อาจารย์ก็เป็นคนที่รักและเห็นคุณค่าของคนเก่งเสมอ
แต่น่าเศร้าที่เว่ยชิงเหมยกลับมองข้ามความจริงข้อนี้ไป เธอทึกทักเอาเองว่าอาจารย์มีความรู้สึกพิเศษให้กับเธอ
"เฮ้อ...อาจารย์น่าจะใจแข็งไล่เธอออกไปตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าให้อาเดานะ ไม่แน่ว่าเรื่องที่เสี่ยวซินอี๋ลูกสาวของอาจารย์หายตัวไปอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ก็ได้" คุณอาตี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"แต่ที่น่าเจ็บใจคือ เสี่ยวซินอี๋กลับจำเรื่องของเว่ยชิงเหมยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"
เมื่อเห็นสีหน้าของคุณอาตี๋ย่ำแย่ลง ฉู่จื่อโจวจึงไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เพราะรู้ดีว่าทุกบ้านต่างก็มีเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นของตัวเอง ซึ่งตระกูลฉู่ของเขาก็ไม่ต่างกัน
เหตุผลที่ทำให้คุณป้าจูม่านกับแม่ของเขากลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาจนถึงทุกวันนี้ จะเป็นเรื่องอะไรไปได้อีก ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเขาเอง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เจอหน้าซ่งถิงมาพักใหญ่แล้ว เดี๋ยวต้องหาโอกาสแวะไปหาเธอสักหน่อย อ้างว่าแวะมาถามไถ่ว่ามีของอะไรอยากจะฝากกลับไปที่หมู่บ้านหรือเปล่า
อืม...เป็นข้ออ้างที่ดีทีเดียว
ขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง ซ่งหมิงโปกับจี้ฮ่าวกำลังเดินออกมาด้วยกัน
อีกแค่สัปดาห์เดียวก็จะถึงวันหยุดปิดเทอมแล้ว หัวใจของซ่งหมิงโปนั้นโบยบินกลับไปถึงบ้านเรียบร้อย หากชักช้ากว่านี้ มีหวังคนที่บ้านได้ลืมหน้าเขากันพอดี เผลอๆ ตอนนี้เขายังมีความสำคัญน้อยกว่าน้องชายอย่างหมิงเซิ่งเสียอีก
ซ่งหมิงโปและจี้ฮ่าววางแผนจะไปซื้อน้ำหมึกสำหรับปากกาหมึกซึม ทั้งสองตกลงกันว่าจะซื้อยี่ห้อหลงหัวซึ่งเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดมาหนึ่งขวด แล้วค่อยนำมาแบ่งกันใช้
ในอดีต ฐานะทางบ้านของซ่งหมิงโปและจี้ฮ่าวไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อาหารที่ดีที่สุดก็คือหมั่นโถวแป้งข้าวโพดกับผักดอง สำหรับเด็กหนุ่มวัยกำลังโตอย่างพวกเขา การจะกินให้อิ่มท้องนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงต้องประทังชีวิตให้อยู่รอด แล้วนำเงินที่เหลือเก็บหอมรอมริบไปซื้อหนังสือและสมุด
ซึ่งนี่คือวิถีชีวิตของพวกเขามาโดยตลอด
พวกเขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดซื้อน้ำหมึกคุณภาพดี ที่ร้านค้าเล็กๆ ยังพอมีขายเม็ดหมึก ราคาเม็ดละ 5 เฟินอยู่ แค่นำไปละลายในน้ำอุ่น ก็จะได้น้ำหมึกหนึ่งขวดในราคาที่ถูกที่สุดแล้ว
แม้สีที่ได้จะไม่ค่อยปกติ แต่ก็พอใช้งานได้ ถ้าน้ำเยอะเกินไปสีก็จะจาง แต่ก็ยังใช้เขียนได้อย่างลื่นไหล ในห้องเรียนก็มีเพื่อนหลายคนที่ใช้วิธีนี้ แต่ก็ไม่วายถูกเพื่อนนักเรียนบ้านรวยบางคนหัวเราะเยาะอยู่บ่อยครั้ง
ตอนนี้ฐานะของทั้งคู่ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พวกเขาจึงตัดสินใจซื้อน้ำหมึกขวดหนึ่งแล้วนำมาแบ่งกัน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง
แต่แล้ว...ขณะที่ทั้งคู่เพิ่งจะเดินออกจากประตูโรงเรียนมาได้ไม่กี่ก้าว ก็มีคนกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ ก่อนที่เย่เหล่าซื่อจะพุ่งเข้ามาคว้ามือของซ่งหมิงโปไว้ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด "ในที่สุด! ในที่สุดฉันก็หาเธอเจอ!"
[จบบท]