บทที่ 24: รับซื้อผักจี้ไช่
ปู่ซ่งรับแป้งสาลีมาเก็บไว้ พร้อมกับบอกเธอว่าถ้าหาปลาหากุ้งมาได้อีกเมื่อไหร่ จะเอามาให้เธออีก แต่เรื่องนี้ต้องเก็บไว้เป็นความลับระหว่างกันเท่านั้น
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก ปู่ซ่งนำของที่แลกมาใส่ถุงผ้าใบเล็กที่เตรียมมาล่วงหน้า ก่อนจะพาหลานทั้งสองคนแยกย้ายจากไป ระหว่างทางเขายื่นเงินหนึ่งเหมาให้ซ่งอวี้หน่วน บอกให้เธอเก็บไว้ซื้อลูกอมกิน
ซ่งอวี้หน่วนรับเงินมาแล้วเดินถือถุงผ้าต่อไป ซ่งหมิงเซิ่งที่เดินอยู่ข้างๆ ทำท่าจะกระโดดเข้าไปในตะกร้าใส่ปลาเพื่อให้ปู่แบก แต่พี่สาวรีบห้ามไว้เสียก่อน เธอบอกว่าข้างในมีกลิ่นคาวปลา เดี๋ยวจะทำให้เสื้อผ้าเหม็นไปด้วย
เด็กชายเบะปากอย่างขัดใจ เขาก้มลงมองเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านของตัวเองแล้วก็ยอมล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปนั่งในตะกร้าแต่โดยดี หลังจากนั้นปู่ซ่งก็พาหลานๆ แวะที่ร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปเพื่อซื้อหมูสามชั้นหนึ่งจิน หมูสามชั้นที่นี่ไม่ต้องใช้บัตรปันส่วน แต่ราคาก็แพงกว่าปกติอยู่หนึ่งเหมา
ระยะทางจากตัวอำเภอไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอนั้นต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงสองชั่วโมง เมื่อนึกถึงหลานสาวตัวน้อยที่ร่างกายบอบบาง ปู่ซ่งจึงตัดสินใจไม่เดินกลับ แต่เลือกที่จะไปขึ้นรถที่สถานีรถโดยสารแทน
ทันทีที่เห็นซ่งอวี้หน่วน ดวงตาของพนักงานเก็บค่าโดยสารก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้นว่า “น้องเสี่ยวหน่วน จะไปคอมมูนขุยฮวาเหรอจ๊ะ”
“ใช่ค่ะพี่สาว”
“รีบขึ้นมาเลย รถใกล้จะออกแล้ว”
ปู่ซ่งจึงซื้อตั๋วสองใบแล้วพาหลานทั้งสองขึ้นไปบนรถ แม้แต่คนขับรถเองก็ยังส่งยิ้มมาให้พวกเขาอย่างเป็นมิตร นั่นก็เพราะรถโดยสารสายนี้เพิ่งได้รับคำชมเชยจากผู้หลักผู้ใหญ่มาหมาดๆ
ในยุคสมัยนี้ จดหมายชมเชยถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง แค่คนในบ้านคนหนึ่งได้รับคำชม ก็ถือเป็นเกียรติไปทั้งครอบครัวแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจดหมายชมเชยฉบับที่ซ่งอวี้หน่วนเขียนนั้นช่างจริงใจและเปี่ยมด้วยความรู้สึก
เนื้อความในจดหมายบรรยายว่าพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารต้องทนกับความโคลงเคลงของรถบนถนนขรุขระทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะตากแดดตากลมก็ยังคงมุ่งมั่นให้บริการแก่พี่น้องชาวนาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มันคือเสียงขอบคุณจากใจจริงของชาวบ้านทุกคน
และจดหมายฉบับนั้นก็ถูกนำไปติดไว้บนกระดานข่าวของหน่วยงานอย่างภาคภูมิใจ แล้วแบบนี้จะไม่ให้พนักงานเก็บค่าโดยสารรู้สึกยินดีที่ได้เจอเธอได้อย่างไร
ซ่งอวี้หน่วนเลือกที่นั่งด้านหลังพนักงานเก็บค่าโดยสาร ส่วนปู่ซ่งก็อุ้มหมิงเซิ่งไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ ซึ่งเป็นที่นั่งพิเศษที่ไม่มีไว้ขาย นอกจากจะมองเห็นวิวได้ชัดเจนแล้ว ยังโคลงเคลงน้อยกว่าที่นั่งอื่นๆ อีกด้วย
ชายชราเริ่มชวนคนขับรถคุยอย่างออกรส “ถนนช่วงนี้ขับยากน่าดูเลยนะ แต่ฝีมือของสหายคนขับนี่ดีจริงๆ ดูปุ๊บก็รู้เลยว่าเชี่ยวชาญมาก รถสายนี้ของพวกคุณช่วยให้พวกเราชาวนาสะดวกสบายขึ้นเยอะเลยนะ ทุกคนฝากขอบคุณพวกคุณมาด้วย”
ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็หันไปพูดคุยกับพี่สาวพนักงานเก็บค่าโดยสารอย่างสนิทสนม หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว เธอก็เรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่หนิว’ อย่างหวานชื่น เมื่อรถเดินทางมาถึงคอมมูนขุยฮวา ทั้งสองก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ก่อนที่ซ่งอวี้หน่วนจะลงจากรถ พี่หนิวก็กระซิบถามเธอเบาๆ ว่า “ที่หมู่บ้านของเธอมีผักจี้ไช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ “มีสิคะ เมื่อวานตอนเช้าแม่ของฉันยังเก็บมาตั้งเยอะเลย พี่หนิวชอบกินเหรอคะ ถ้าชอบพรุ่งนี้เวลานี้ฉันจะรอพี่ที่ทางแยกนี้นะคะ”
พี่หนิวรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่ๆ เสี่ยวหน่วน พี่มีเรื่องอยากจะบอก ที่บ้านพักรับรองของอำเภอมีแขกจากปักกิ่งมาพักอยู่สองสามคน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงขาดแคลนพอดี โรงอาหารเลยไม่มีผักสดเลย พนักงานจัดซื้อของที่นั่นคืออารองของพี่เอง เขาฝากให้พี่ช่วยมารับซื้อผักจี้ไช่ที่คอมมูนหน่อย ถ้าที่หมู่บ้านของเธอมี พี่ก็จะยกงานนี้ให้เธอเลย อารองของพี่บอกว่าให้ราคาสูงสุดถึงจินละห้าเฟินเลยนะ มีเท่าไหร่รับหมด ถ้าโรงอาหารใช้ไม่หมดก็จะเอาไปแจกเป็นสวัสดิการให้พนักงาน แต่ขอแค่ผักจี้ไช่ที่คุณภาพดีๆ แล้วก็สะอาดๆ นะ ถ้าเธอตกลง พี่จะได้ไม่ต้องไปติดต่อกับทางคอมมูน”
ปู่ซ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลหูผึ่งขึ้นมาทันที ในหัวของเขานึกไปถึงดงผักจี้ไช่ที่ขึ้นอยู่เต็มหาดริมแม่น้ำ ความรู้สึกตื่นเต้นร้อนรุ่มพลันบังเกิดขึ้นในใจ แต่เขาก็ยังคงนิ่งเฉยไม่พูดอะไรออกไป
ทางด้านซ่งอวี้หน่วนนั้นตอบตกลงด้วยความยินดี หลังจากนัดแนะเวลาและสถานที่กันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนปู่หลานก็ลงจากรถ
“ปู่คะ เมื่อกี้ได้ยินที่พี่เขาพูดไหมคะ”
“ได้ยินสิ ปู่ยังรู้ด้วยซ้ำว่าที่ไหนมีผักจี้ไช่เยอะที่สุด” ปู่ซ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระฉับกระเฉง
คราวนี้ ทั้งสามคนเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าที่เร็วราวกับติดปีก เจ้าหนูซ่งหมิงเซิ่งวิ่งต้อยๆ เข้าไปหาพี่สาว แล้วสอดมือเล็กๆ ของเขาเข้าไปกุมมือเธอไว้แน่น เขาเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวแท้ๆ ของตัวเองด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม พี่สาวของเขาเก่งที่สุดเลย! เขาตั้งใจแล้วว่าจะขอติดตามพี่สาวไปตลอดชีวิต จะได้มีของอร่อยๆ กินไม่ขาด
เมื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าพวกซ่งเหลียงเพิ่งกลับมาจากการทำงานในทุ่งนาเช่นกัน กลางลานบ้านมีตะกร้าสานจากกิ่งหลิววางอยู่ ภายในเต็มไปด้วยผักจี้ไช่สดใหม่ ส่วนซ่งถิงกำลังง่วนอยู่กับการสับส่วนผสมสำหรับทำไส้เกี๊ยวอย่างขะมักเขม้น เพราะคืนนี้ทุกคนจะได้กินเกี๊ยวไส้ผักจี้ไช่ฝีมือเธอ
ปู่ซ่งเหลือบมองซ่งเหลียงที่ยังคงมีสีหน้าหดหู่ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องงานรับซื้อผักจี้ไช่ที่ได้ความมาจากพนักงานเก็บค่าโดยสารให้ทุกคนในบ้านฟัง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
ย่าซ่งพอได้ฟังก็ดีใจจนพูดอะไรไม่ออก เธอรีบกำชับทุกคนทันทีว่าอย่าเพิ่งนำเรื่องนี้ไปบอกใคร แล้วหันไปบอกให้ซ่งถิงไปตามครอบครัวของลูกรองมาคุยกัน
ซ่งถิงกำลังจะวางมีดทำครัวเพื่อเดินออกไป แต่ซ่งอวี้หน่วนก็คว้าแขนเธอไว้เสียก่อน หญิงสาวถือโอกาสยัดม้วนกระดาษโน้ตเพลงสากลจากในกระเป๋าสะพายข้างใส่มือของอาหญิง พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง “อาหญิงคะ คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของอำเภอเขากำลังรับสมัครนักร้องหญิงเสียงโซปราโน หนูไปสมัครให้แล้วนะคะ อีกสามวันจะมีการทดสอบความสามารถ ถึงตอนนั้นหนูจะไปเป็นเพื่อนเอง”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในบ้านนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ต่างพากันมองหน้าซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เซี่ยกุ้ยหลานเป็นคนแรกที่แสดงความดีใจออกมา “จริงเหรอจ๊ะ”
ซ่งถิงเป็นลูกหลงของแม่สามี แต่กลับไม่ค่อยได้รับการทะนุถนอมเท่าไหร่นัก เธออายุมากกว่าซ่งอวี้หน่วนและซ่งหมิงโปสามปี พออายุได้ห้าขวบ ภาระในการดูแลฝาแฝดก็ตกเป็นของเธอ พูดตามตรงแล้ว ทั้งฉินซือฉีและซ่งหมิงโปแทบจะเติบโตมาด้วยน้ำมือของซ่งถิงเลยก็ว่าได้
ทว่าฉินซือฉีกลับเป็นเด็กอกตัญญู ในวันที่จากไป ซ่งถิงเข้าไปดึงแขนเธอไว้ทั้งน้ำตาแล้วถามว่าในอนาคตจะยังติดต่อกันได้อีกหรือไม่ แต่กลับถูกเด็กสาวผลักไสอย่างไร้เยื่อใย แถมยังพูดจาร้ายกาจใส่สารพัด นี่เป็นความผิดของเซี่ยกุ้ยหลานเองที่สั่งสอนลูกมาไม่ดี ในตอนนี้พอได้ยินข่าวดีของซ่งถิง เธอก็ดีใจจนหายใจแทบไม่ทัน
แต่แล้วความดีใจก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อถูกซ่งอวี้หน่วนสาดน้ำเย็นเข้าใส่
“แม่คะ ถึงจะเป็นเรื่องจริง แต่มีคนไปสมัครหลายร้อยคนเลยนะ อาหญิงคะ สามวันนี้อาต้องพยายามฝึกซ้อมให้หนักเลยนะ หนูเชื่อในความสามารถของอา”
หัวใจของซ่งถิงหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
จบกันแล้ว คนสมัครเยอะขนาดนี้ เธอที่เป็นแค่สาวบ้านนอกธรรมดาๆ จะมีปัญญาไปสู้กับใครเขาได้ ความตั้งใจดีของหลานสาวคงต้องสูญเปล่าเสียแล้ว ซ่งถิงราวกับมองเห็นอนาคตอันมืดมนของตัวเองอยู่รำไรจนอยากจะร้องไห้ออกมา
【อันที่จริงแล้ว การที่อาหญิงถูกวางยาจนเป็นใบ้ในชาติก่อน อาจจะเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเธอก็เป็นได้ หลังจากที่ครอบครัวเราประสบเคราะห์กรรม อาหญิงก็ถูกถอนหมั้น เธอจึงพาฉันเข้าไปหางานทำในตัวอำเภอ โชคดีที่ตอนนั้นบ้านพักรับรองของอำเภอเปิดรับคนงานชั่วคราวสำหรับล้างผัก อาหญิงเลยพาฉันเข้าไปทำงานด้วยกัน ตอนกลางคืนเราสองคนอาศัยนอนกันในห้องเก็บของหลังโรงอาหาร เวลาที่ฉันนอนไม่หลับ อาหญิงก็จะร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังเสมอ】
เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนดังก้องขึ้นมาจนทุกคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน แต่ทุกคนกลับพร้อมใจกันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วรีบหันไปทำอย่างอื่นเพื่อกลบเกลื่อน
น้ำตาของย่าซ่งไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย เธอรีบคว้ามีดขึ้นมาหั่นต้นหอมจีนบนเขียงเพื่อซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ ส่วนซ่งเหลียงที่กำลังจมอยู่กับความเศร้าก็พลันได้สติ เขายกมือขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ หนึ่งที
ไอ้โง่เอ๊ย นี่มันเวลาไหนแล้วยังจะมานั่งโทษตัวเองอยู่อีก ถ้าไม่มีเสี่ยวหน่วน ป่านนี้แกคงตายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
【เพลงกล่อมเด็กที่อาหญิงร้องนั้นช่างไพเราะกังวานและสะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก ในตอนนั้นอาหญิงไม่รู้เลยว่าอาจารย์จูม่าน นักร้องโอเปร่าชื่อดังของประเทศกำลังยืนฟังเสียงของเธออยู่ไม่ไกล】
ทุกคนในบ้านถึงกับหายใจสะดุด
จูม่าน หรือว่าจะเป็นจูม่านคนเดียวกับที่ได้ยินเสียงในวิทยุ
【อาจารย์จูม่านเกิดความคิดที่จะรับอาเป็นศิษย์ แต่เพราะเห็นว่าดึกมากแล้วจึงไม่อยากรบกวน ตั้งใจว่าจะมาทาบทามในวันรุ่งขึ้น แต่ทว่า เช้าวันต่อมาฟ้ายังไม่ทันสาง ฉันกับอาหญิงก็ถูกไล่ออกมาเสียก่อน กว่าอาจารย์จูจะตามหาอาหญิงเจออีกครั้งก็ตอนที่เราย้ายไปอยู่อีกอำเภอหนึ่งแล้ว แต่ในตอนนั้น เสียงของอาหญิงก็ถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้ว】
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ทันสังเกตสีหน้าของคนอื่นๆ เลย เพราะมัวแต่ก้มลงไปปลอบหมิงเซิ่งที่ตกใจกับเรื่องราวที่ได้ยินจนร้องไห้งอแงจะให้พี่สาวอุ้ม เธอจึงอุ้มน้องชายขึ้นมาแล้วพาไปตักน้ำที่นอกชาน
ทุกคนในบ้านได้ยินเสียงในใจประโยคสุดท้ายของเธอแว่วมา
【อาหญิงจะต้องได้รับเลือกอย่างแน่นอน หัวหน้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของอำเภอเป็นคนดี เขารักและเห็นคุณค่าของคนมีความสามารถมาก เขาตั้งใจว่าจะจัดการคัดเลือกอย่างเปิดเผยและยุติธรรมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีพรสวรรค์ขนาดที่อาจารย์จูม่านยังยอมรับ มีหรือจะเข้าไปอยู่ในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของอำเภอไม่ได้】
ซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกับให้กำลังใจอาของเธอ “อาหญิงคะ มีคำกล่าวว่าลับหอกก่อนออกรบ ถึงไม่คมก็ยังขึ้นเงา อาต้องพยายามเข้านะคะ ต้องทำได้แน่นอน!”
[จบบท]