บทที่ 240: ดูแลตัวเองให้ดี
ถ้อยคำของซ่งอวี้หน่วนช่วยให้ความขุ่นเคืองในใจของเซวียหมิ่นจางหายไปมากโข แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงโกรธอยู่ จึงได้แต่สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ยอมสบตาด้วย
ทว่าในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กคนนี้เปลี่ยนไปมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรือกิริยาท่าทางล้วนดูสุขุมเยือกเย็นขึ้นผิดหูผิดตา หรือว่าเธอจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาได้ภายในชั่วข้ามคืนอย่างที่ท่านผู้เฒ่าว่ากันนะ
ส่วนฉินจงนั้นไม่อยากจะเสียฟอร์มต่อหน้าลูกสาวบุญธรรม แต่เหตุการณ์ในวันนี้กลับทำให้เขาเสียหน้าไปเต็มๆ เขาจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก
“เอ่อ...เสี่ยวหน่วน คือว่า...พวกเราเข้าใจเธอผิดไปเองน่ะ กลับไปเถอะนะ แล้วก็...หวังว่าเธอจะดูแลตัวเองให้ดี”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
จากนั้นฉินจงและเซวียหมิ่นผู้มีสีหน้าสับสนวุ่นวายใจก็รีบก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดร่างของทั้งคู่ก็ลับหายไปจากสายตาของซ่งอวี้หน่วน
หญิงสาวมองตามไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยและแววตาที่ว่างเปล่า
แต่เมื่อต้องเดินกลับเข้าไปด้านใน เธอก็ยังคงแสร้งทำเป็นเศร้าสร้อย เพราะอย่างไรเสียคนทั้งคู่ก็คือพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเธอมานานถึง 17 ปี การแสดงออกจึงต้องเป็นไปอย่างพอเหมาะพอดี
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เข้าใจความรู้สึกของเธอ เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้เหมือนกัน
จะต่อว่าหรือลงไม้ลงมือก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เก็บงำความขุ่นข้องหมองใจเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว เพราะอีกฝ่ายอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถล่วงเกินได้
แม้หลิวเหวินจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ภายในครอบครัวของเธอมากนัก แต่ด้วยความที่เป็นคนหัวไวและมีไหวพริบดี เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดลง “คุณหนูเสี่ยวหน่วนครับ เมื่อสักครู่คุณหนูบอกว่ามีไอเดียดีๆ อยู่ ตอนนี้พอจะเล่าให้พวกเราฟังได้หรือยังครับ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าให้หลิวเหวินพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะหันไปโบกมือให้พ่อกับน้องชายที่ยืนรออยู่ตรงประตูห้องส่วนตัว เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องเป็นห่วง
จากนั้นเธอจึงหันกลับมายิ้มแล้วพูดกับผู้เฒ่าหูและคนอื่นๆ “คุณปู่หู คุณปู่หลินคะ พวกท่านไปทานข้าวก่อนได้เลยนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู เดี๋ยวหนูตามไปค่ะ”
เมื่อผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินเห็นสีหน้าท่าทางของซ่งอวี้หน่วนดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้ว ก็พลอยโล่งใจไปด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเริ่มอธิบายความรู้พื้นฐานด้านการขายให้หลิวเหวินฟังเป็นข้อๆ
เธอบอกว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำความเข้าใจและจดจำข้อมูลของสินค้าที่จะขายให้ได้ทั้งหมด เช่น วัสดุที่ใช้ทำกิ๊บดอกไม้ รูปแบบและสไตล์ต่างๆ ส่วนวิธีการนำเสนอสินค้านั้น เธอจะอธิบายให้ฟังเป็นการส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง
ข้อต่อมาคือต้องมีมารยาทพื้นฐานและบุคลิกภาพที่ดี ควรจัดการผมเผ้าที่ยาวรุงรังให้ดูเรียบร้อย
ในยุคนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่ยังคงดูเรียบง่าย โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายของผู้ชายที่ยังคงนิยมใส่ชุดจงซาน หรือไม่ก็ชุดทำงานเป็นหลัก
ซ่งอวี้หน่วนจึงแนะนำให้ชายหนุ่มทั้ง 3 คนแต่งกายให้ดูสุภาพและสะอาดสะอ้าน แม้ตอนนี้จะใส่เพียงเสื้อแขนสั้นกับเสื้อกล้ามก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูสะอาดและเป็นระเบียบ
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คืออย่าจ้องมองลูกค้าที่กำลังเลือกซื้อของ เพราะท่าทีแบบนั้นจะทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูกคุกคาม และอาจทำให้หญิงสาวที่มาซื้อของตกใจกลัวจนเดินหนีไปได้
ควรพูดเท่าที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ฟังดูเหลาะแหละไม่น่าเชื่อถือ แต่ให้ใช้รอยยิ้มที่ดูถ่อมตนและจริงใจแทน หากไม่สามารถควบคุมสายตาไม่ให้วอกแวกได้ ก็ให้แก้ไขด้วยการสวมแว่นตา
และสุดท้ายคือจำนวนพนักงานขายไม่จำเป็นต้องมีมากเกินไป เอาแค่พอดีๆ ก็พอ
หลิวเหวินพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ ความรู้ที่ได้รับในวันนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใบใหม่ ความรู้สึกสดใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนได้ถาโถมเข้ามาในใจของเขา
เมื่อเห็นโอกาส ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากขอสั่งสินค้าเพิ่ม
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อว่า “เสื้อผ้ามีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ฉันมีชุดเดรสอยู่ไม่น้อยเลย ถ้านายรับไปขายตอนนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสินค้าค้างสต็อก”
หลิวเหวินขยี้ฝ่ามือเข้าด้วยกัน ก่อนจะตัดสินใจพูดกับซ่งอวี้หน่วนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมจะไปหาหยิบยืมเงินมาครับ ครั้งต่อไปที่สั่งของจะได้ไม่ต้องติดค้างคุณหนูอีก”
ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าปฏิเสธ “อย่าเลย ฐานะทางการเงินของนายยังไม่มั่นคง การไปกู้ยืมเงินมาจะยิ่งสร้างแรงกดดันเปล่าๆ เราทำตามข้อตกลงเดิมของเราดีกว่า ไม่ว่านายจะรับสินค้าอะไรไปขายก็ตาม ตราบใดที่นายยังไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินสด ฉันก็จะยังให้นายติดบัญชีไว้ได้เสมอ”
หลิวเหวินเอ่ยขอบคุณซ่งอวี้หน่วนไม่หยุดปาก สำหรับซ่งอวี้หน่วนแล้ว นี่เป็นเพียงการลองเชิงเท่านั้น เธอตั้งใจว่าจะรอให้กิ๊บดอกไม้ทั้งหมดขายหมดเสียก่อน แล้วค่อยมาลงรายละเอียดกันอีกที
จากนั้นหลัวจื้ออู่ก็ได้เข้ามาบอกข่าวดีกับซ่งอวี้หน่วนว่าเขาใกล้จะได้กลับไปทำงานแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอขอบคุณเธอ
หญิงสาวกล่าวถ่อมตน ก่อนจะหันไปบอกกับหลิวเหวินว่าเมื่อเธอกลับถึงบ้านแล้ว จะรีบส่งกิ๊บดอกไม้และกระเป๋าสะพายข้างชุดใหม่ไปให้
หลังจากที่พูดคุยเรื่องต่างๆ จนลงตัวแล้ว หลิวเหวินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่าเขามีน้องสาวคนหนึ่งที่กำลังว่างงาน เธอพักอยู่ที่บ้านและช่วยแม่พับกล่องไม้ขีดไฟเพื่อหารายได้เล็กๆ น้อยๆ
เขาจึงตั้งใจว่าจะนำสินค้าเหล่านี้ไปให้น้องสาวช่วยขายด้วย เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน การให้ผู้หญิงเป็นคนขายกิ๊บดอกไม้ย่อมดูเหมาะสมและสะดวกกว่าอยู่แล้ว
ในมุมของซ่งอวี้หน่วน การร่วมงานกับหลิวเหวินเป็นเพียงการทดลองตลาดเท่านั้น แต่เมื่อเรื่องนี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เธอก็คงต้องรอดูผลงานของเขาไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรต่อไป
***
ตัดภาพมาที่ฉินจงและเซวียหมิ่นที่กลับมาถึงบ้าน ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟาด้วยสีหน้าหมองคล้ำและอับเฉา
ฉินซือฉีซึ่งท้องร้องด้วยความหิวมาสักพักแล้ว พอเห็นพ่อแม่กลับมาจึงรีบเข้าไปหา
เธอลอบสังเกตสีหน้าของทั้งคู่แต่ก็อ่านอะไรไม่ออก จึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า “แม่คะ หนูหิวแล้วค่ะ”
เซวียหมิ่นกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่พอดี จึงเผลอพูดกระแทกเสียงใส่ลูกสาวไป “หิวแล้วทำไมไม่ไปหาอะไรทำกินเองล่ะ”
ฉินซือฉีถึงกับนิ่งอึ้งไป นี่แม่กำลังโมโหอยู่เหรอ หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ
พอเซวียหมิ่นเห็นท่าทีของลูกสาวก็รู้สึกผิด จึงพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “ในบ้านมีของกินตั้งเยอะแยะ ทั้งบะหมี่แห้งแล้วก็ซาลาเปา ลูกอยากจะทำอะไรกินก็ได้ทั้งนั้น”
“หนูทำไม่เป็นค่ะ” ฉินซือฉีตอบกลับไป
ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง สองคนนี้เป็นอะไรไป คิดจะมาระบายอารมณ์ใส่ฉันหรือไง ตัวเองไร้ความสามารถ ก็เลยได้แต่มาพาลใส่คนอื่นงั้นซิ แค่ซ่งอวี้หน่วนคนเดียวก็ยังจัดการไม่ได้เรื่อง จนต้องกลับมาบ้านด้วยสภาพแบบนี้
เซวียหมิ่นขมวดคิ้วมุ่น “ไหนลูกบอกว่าตอนอยู่บ้านตระกูลซ่งก็ทำอาหารมาตั้งแต่เด็กจนโตไม่ใช่เหรอ”
ฉินซือฉีใจหายวาบ เธอหลุกหลิกก่อนจะรีบแก้ตัว “ที่บ้านนอกเขาใช้เตาฟืนกันนี่คะ ของใช้ในเมืองแบบนี้หนูจะไปใช้เป็นได้ยังไง”
เซวียหมิ่นได้แต่มองลูกสาวแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
ต้องยอมรับว่า ณ ตอนนี้ ฉินซือฉีเทียบไม่ได้กับซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ แค่การวางตัวอย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติของซ่งอวี้หน่วนต่อหน้าผู้เฒ่าหู รวมไปถึงท่าทีที่คนเหล่านั้นพร้อมจะออกโรงปกป้องเธอ ก็ทำให้เซวียหมิ่นรู้สึกขมขื่นในใจอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกของเธอมันช่างซับซ้อน ไม่ถึงกับเกลียดชังตระกูลซ่ง เพราะรู้ดีว่าพวกเขาเป็นเพียงคนชนบทที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากวันนั้นไม่มีการสลับตัวลูกกัน ซือฉีของเธอจะเติบโตมาโดยไม่มีนิสัยใจแคบแบบนี้หรือไม่
แต่เธอก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าตนเองเลี้ยงดูซ่งอวี้หน่วนมาดี เพราะเสี่ยวหน่วนคนก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร เป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ทว่าตอนนี้กลับเหมือนผีเสื้อที่โบยบินออกจากดักแด้อย่างสง่างาม
ขณะนั้นเองฉินจงก็เอ่ยขึ้น “ซือฉี พ่อได้ยินมาว่าตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนเรียนกวดวิชาจนผลการเรียนดีขึ้นมาก แถมยังกลายเป็นเด็กเรียนเก่งไปแล้วด้วย ในเมื่อลูกตัดสินใจว่าจะไม่เรียนต่อโรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพ แต่จะเรียนมัธยมปลาย ก็ต้องตั้งใจให้มากๆ นะ”
เดิมทีฉินซือฉีสอบติดโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ของอำเภอหนานซานด้วยผลการเรียนในระดับปานกลาง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวตระกูลซ่งยากจนข้นแค้นก็เพราะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งเสียเด็กถึง 2 คนให้เรียนชั้นมัธยมปลาย
แต่หลังจากที่ความจริงเรื่องชาติกำเนิดถูกเปิดเผย เธอก็ได้ย้ายกลับมาเรียนที่เทศมณฑล และเนื่องจากเธออยากจะเข้าเรียนในโรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพมากกว่า จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย
ฉินซือฉีคิดในใจ ‘อยู่ๆ ซ่งอวี้หน่วนก็เรียนเก่งขึ้นมาเนี่ยนะ’
เมื่อนึกถึงคำพูดของพ่อกับแม่ที่ว่าครอบครัวตระกูลซ่งกำลังจะเปิดโรงงานเสื้อผ้า ความรู้สึกหลากหลายก็ประดังเข้ามาในใจ แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือความริษยาและความเกลียดชัง
‘ตอนที่ฉันยังอยู่ บ้านนั้นยากจนข้นแค้นแทบจะไม่มีอะไรกิน แต่พอฉันจากมา กลับดีขึ้นถึงขนาดตั้งโรงงานเสื้อผ้าได้เลยเหรอ’
เซวียหมิ่นพยายามที่จะปรับน้ำเสียงของตนเองให้อ่อนโยนลง “ซือฉี ลูกต้องตั้งใจเรียนนะ อย่าให้ซ่งอวี้หน่วนแซงหน้าไปได้ เข้าใจไหม”
แม้ในใจจะคุกรุ่นไปด้วยความโกรธ แต่ฉินซือฉีก็ยังคงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะปลีกตัวกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือด้วยความขุ่นเคือง
‘นังซ่งอวี้หน่วน นังภูตผีที่ตามหลอกหลอนไม่เลิกไม่ราจริงๆ’
แต่ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
‘หรือว่าความทรงจำตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจะเป็นแค่ภาพหลอนที่ฉันสร้างขึ้นเอง’
หญิงสาวตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป และต้องหันมาตั้งใจทบทวนบทเรียนอย่างจริงจังเสียที
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เจิ้นกั๋วและไช่เจี๋ยก็เดินทางมาถึง
ฉินจงเอ่ยกับลู่เจิ้นกั๋ว “จากนี้ไปอย่าได้เอ่ยชื่อซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาอีกเลยครับ ผู้เฒ่าหูพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนี้เธอแซ่ซ่ง ไม่ได้แซ่ฉิน ผมไม่มีสิทธิ์ไปอบรมสั่งสอนเธออีกแล้ว”
ไช่เจี๋ยสวนขึ้นทันที “ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ล่ะคะ พูดไปแล้วพวกคุณก็ยังเป็นพ่อแม่บุญธรรมของเธอนะ เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ให้กินอยู่อย่างสุขสบายมาตั้ง 17 ปี ต่อให้เธอต้องกตัญญูต่อพวกคุณไปชั่วชีวิตก็ยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”
เซวียหมิ่นโบกมือไปมาด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ “อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ตอนนี้เธอมีทั้งปู่ย่าตายายและพ่อแม่ตัวจริงแล้ว จะยังต้องการพ่อแม่บุญธรรมไปอีกทำไม ถ้าคิดตามตรรกะของเธอ แบบนั้นก็หมายความว่าถ้าในอนาคตซือฉีประสบความสำเร็จ ก็ต้องกลับไปตอบแทนบุญคุณของบ้านตระกูลซ่งด้วยอย่างนั้นเหรอ”
ไช่เจี๋ยเบ้ปาก “เซวียหมิ่น นี่เธอเบลอไปแล้วหรือยังไง ซือฉีต้องลำบากมาตั้งเท่าไหร่ แต่กลับต้องไปตอบแทนพวกเขาเนี่ยนะ สองคนผัวเมียเธอคิดอะไรกันอยู่”
ลู่เจิ้นกั๋วเห็นสีหน้าของเซวียหมิ่นย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จึงรีบดึงแขนไช่เจี๋ยไว้ “พอเถอะ เรื่องนี้ให้มันจบไปเถอะนะ แล้วต่อไปนี้ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องที่เสี่ยวหน่วนกับอาเฟิงเคยหมั้นหมายกันอีก ให้คิดซะว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็แล้วกัน”
ใครเลยจะคาดคิดว่าหลังจากที่เรื่องราววุ่นวายกันมาเสียยืดยาว สุดท้ายจะจบลงด้วยการที่ทุกคนต้องแสร้งทำเป็นคนไม่รู้จักกัน
แต่ว่า...นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนคิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรอกหรือ
***
ทางฝั่งของซ่งอวี้หน่วนก็ได้จัดการซื้อตั๋วรถไฟเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนในคณะต่างเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับไปยังอำเภอหนานซาน
อาจารย์ใหญ่ชุยคิดฝันหวานไปไกล ‘จะมีใครมาต้อนรับพวกเราไหมนะ จะมีการตีฆ้องตีกลองเฉลิมฉลองหรือเปล่า’
อย่างไรเสีย นี่ก็นับเป็นข่าวดีครั้งใหญ่ของอำเภอหนานซานเลยเชียวนะ
โดยเฉพาะในเรื่องการก่อตั้งโรงเรียนครั้งนี้ เสี่ยวหน่วนนับว่ามีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง หากคนอื่นไม่พูดถึง เขานี่แหละที่จะเป็นคนพูดขึ้นมาเอง
นอกจากเงินรางวัลแล้ว จะเป็นไปได้ไหมที่จะมอบตำแหน่งอะไรสักอย่างให้เธอ ถึงจะเป็นเพียงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ก็ยังดี เขาต้องนำเรื่องนี้กลับไปขบคิดอย่างจริงจัง
***
อีกฟากหนึ่งเหล่าฉีและเหล่าโต้วได้เดินทางออกจากเทศมณฑลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งคู่เดินทางมาถึงอำเภอหนานซาน และได้เช่าบ้านพักแห่งหนึ่งในแถบชานเมืองทางตอนใต้ เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะไปสอบถามข่าวคราวของพวกเซี่ยจื้อที่บ้านพักรับรอง แต่หลังจากไตร่ตรองดูแล้วก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นไป
เหล่าฉีโทรศัพท์ไปรายงานซ่างกวนอวิ๋นฉี เขาเล่าถึงพละกำลังที่เหนือมนุษย์และพฤติกรรมแปลกประหลาดของซ่งอวี้หน่วนตามความเป็นจริง
ซึ่งแน่นอนว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาผ่านสายโทรศัพท์ “เหล่าฉี นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ยังจะคิดเรื่องตีรันฟันแทงกันอยู่อีกหรือไง นี่ไม่ใช่สมัยโบราณนะ มีพละกำลังเยอะแยะแล้วมันจะช่วยอะไรได้”
เธอบอกว่ามีวิธีจัดการซ่งอวี้หน่วนอีกร้อยแปดพันเก้า และไม่อนุญาตให้พวกเขาล้มเลิกภารกิจเป็นอันขาด
พร้อมกันนั้นยังกำชับให้เหล่าฉีจัดการซ่งอวี้หน่วนให้สิ้นซาก ก่อนที่ทีมสืบสวนสอบสวนจะออกเดินทาง เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเดินทางไปยังอำเภอหนานซานด้วยตัวเอง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เธอถูกเซี่ยโป๋เหวินกดดันอย่างหนัก ทั้งจากที่ทำงานและจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เรียกเธอไปสอบปากคำ แม้กระทั่งหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนก็ยังเดินทางมาพบเธอด้วยตัวเอง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้สึกราวกับว่าผิวหนังบนใบหน้าของเธอถูกลอกออกไปจนแทบจะหมด แล้วโยนลงบนพื้นให้ผู้คนขยี้ซ้ำจนไม่เหลือชิ้นดี
[จบบท]