บทที่ 247: ตระกูลปัญญาชนอย่างนั้นหรือ
ข่าวนี้ไม่ควรถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบนี้ การร่วมมือในลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกประเทศจะยินดีเห็นด้วย อีกทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ยังซับซ้อน และเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จำใจต้องทำ
หวยอันเป็นผู้มีพรสวรรค์สูง เขาจึงกลายเป็นเป้าหมายที่อีกฝ่ายพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดึงตัวไปร่วมงานด้วย
อันที่จริงแล้ว ผู้เฒ่ากู้ไม่เห็นด้วยเลยกับการเดินทางไปในครั้งนี้ แต่หวยอันกลับแย้งว่างานวิจัยของเขากำลังถึงทางตัน จำเป็นต้องออกไปเปิดโลกทัศน์เพื่อหาแนวทางใหม่ๆ
และมีเพียงความร่วมมือในลักษณะนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้งานวิจัยของเขาก้าวหน้าต่อไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือเช่นนี้ก็มีการเจรจากันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพียงแต่ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นหนึ่งปีเท่านั้น
แน่นอนว่ามันมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย แต่ข้อเรียกร้องที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
ทว่าตอนนี้ข่าวกลับถูกประโคมออกมาจนรู้กันทั่ว ต่อให้สั่งเก็บหนังสือพิมพ์ทั้งหมดกลับคืนมาก็ไร้ประโยชน์
พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่มีทางกล้าตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองได้แน่นอน ต้องเป็นฝีมือของคนจากตระกูลเฉียนที่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
เวลานี้ตระกูลเฉียนมีทั้งกำลังคนและอำนาจล้นฟ้า ผู้เฒ่าเฉียนคนนั้นคงได้แต่ฝันหวานว่าจะสามารถขับไล่ตระกูลกู้และตระกูลฉู่ออกจากบ้านพักทหารแห่งนี้ไปได้เสียที
ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ จะประมาทแม้เพียงนิดก็ไม่ได้ น่าเจ็บใจที่อีกฝ่ายทำทุกอย่างตามขั้นตอนปกติทุกประการ เนื้อหาข่าวก็ไม่มีข้อมูลเท็จ แถมยังไม่จัดเป็นความลับทางราชการ เพราะเป็นความร่วมมือด้านพลเรือนอีก ทำให้ต่อให้คิดจะตอบโต้กลับไป ก็ยังหาช่องโหว่ไม่เจอ
น้อยครั้งนักที่ผู้เฒ่ากู้จะต้องตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากเช่นนี้ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลเฉียนก็บีบคั้นจนทำให้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ทำให้เขาเดือดดาลที่สุด
การต้องย้ายออกจากบ้านพักทหาร มันก็หมายถึงการร่วงหล่นจากจุดสูงสุดลงสู่ธุลีดิน สำหรับตัวเขาที่เป็นเพียงชายชราคนหนึ่งแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ แต่เขายังมีลูกมีหลาน และยังมีผู้คนที่ฝากชีวิตไว้กับเขา
บางครั้ง...คนเราก็ไม่อาจจะพ่ายแพ้ได้จริงๆ
แต่หวยอันพูดถูก การร่วมมือครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป... ก็คงต้องขึ้นอยู่กับพวกเราเอง
ไม่แน่ว่าในอนาคต พวกเขาอาจจะต้องเป็นฝ่ายมาอ้อนวอนขอความร่วมมือจากเราก็เป็นได้ แต่ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความโกรธแค้นนี้ไว้ก่อน
***
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามา แจ้งว่าเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าสั่งให้ไปจัดการนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะไม่กล้าลงมือสืบสวนอย่างละเอียด จึงได้ข้อมูลมาเพียงคร่าวๆ เท่านั้น ก็ในเมื่อกู้หวยอันเคยลั่นวาจาไว้ว่าเขามีขอบเขตในเรื่องนี้ชัดเจนมาก คำพูดนั้นย่อมไม่ใช่ลมผ่านหู
ด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว ผู้เฒ่ากู้จึงสั่งให้อีกฝ่ายเดินทางมาที่บ้านตระกูลกู้โดยตรง แบบนี้น่าจะปลอดภัยกว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าเด็กตัวดีจะยังอยู่ต่างประเทศไม่กลับมา เขาก็ยังไม่กล้าทำอะไรเอิกเกริกจนเกินไปนัก ขืนโดนจับได้แล้วทำให้เจ้าเด็กนั่นโมโหขึ้นมา เขาก็เสียหน้าแย่สิ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้จริงๆ
ทว่าบางเรื่องก็ไม่สามารถเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ ได้ ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วเขาจะรู้ดีว่าฉู่จื่อโจวอาจจะรู้เรื่องราวทั้งหมดมากกว่าเขาก็ตาม
ไม่รู้ว่าเสี่ยวซูไปสืบเสาะหาข้อมูลมาได้อย่างไร
เมื่อเสี่ยวซูมาถึง เขาก็เริ่มรายงานต่อผู้เฒ่ากู้ “...หมู่บ้านที่ฉู่จื่อโจวเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ชื่อว่าหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอครับ...”
“เรื่องแค่นี้ต้องให้แกมารายงานรึไง ฉันรู้ตั้งนานแล้ว พูดจาไร้สาระอยู่ได้!” ท่านผู้เฒ่าขัดจังหวะขึ้นมาอย่างหัวเสีย
เสี่ยวซูถึงกับพูดไม่ออก ...ก็คุณปู่เป็นคนสั่งให้ผมรายงานอย่างละเอียดเองไม่ใช่เหรอครับ
เขาจึงตัดสินใจรวบรัดตัดความ “หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ซ่งอวี้หน่วน เพศหญิง อายุ 17 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมต้นครับ”
ทั้งห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงัน
“หมดแล้ว?” ผู้เฒ่ากู้ถามเสียงเรียบ
เสี่ยวซูพยักหน้า “ครับ หมดแล้วครับ”
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสีย โชคดีที่ผมของเขายังดกหนาอยู่ ไม่อย่างนั้นคงได้หัวล้านเพราะความโมโหแน่นอน
ผู้เฒ่ากู้จ้องหน้าเสี่ยวซูเขม็ง
เสี่ยวซูมองตอบพลางกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเตือนสติ “ท่านผู้เฒ่าครับ ท่านรู้เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ อีกฝ่ายเพิ่งจะอายุ 17 ปีเองนะครับ สมองของนายน้อยหวยอันฉับไวขนาดนั้น ขืนรู้ว่าคุณปู่แอบสืบเรื่องนี้จริงๆ ถึงเขาจะทำอะไรคุณปู่ไม่ได้ แต่เขาจะต้องส่งผมไปอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือให้ไปกินทรายแทนข้าวแน่เลยครับ”
ผู้เฒ่ากู้โบกมือไล่ส่งๆ “ไสหัวไปได้แล้ว!”
เสี่ยวซูรีบเผ่นแนบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ช่างเป็นคุณปู่ที่น่าปวดหัวจริงๆ
คนอย่างหวยอันน่ะเหรอ จะหาใครสักคนมาเป็นคู่ครองทั้งที มีหรือที่จะเลือกแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วคนเป็นปู่จะไปกังวลใจทำไมนักหนากัน
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเขาต้องกลายเป็นคนกลางที่ถูกตำหนิจากทั้งสองฝ่ายชัวร์ สู้แกล้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยเสียยังจะดีกว่า
ท่านผู้เฒ่าเองก็อายุมากแล้ว ความต้องการที่จะควบคุมคนอื่นก็ยิ่งสูงขึ้น จะจัดการเรื่องของลูกๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่จะก้าวก่ายไปถึงเรื่องของหลานชายด้วย มันจะเกินไปหน่อยไหม
ขณะที่เสี่ยวซูกำลังเดินออกจากบ้าน เขาก็ได้พบกับคุณอากู้ซินของกู้หวยอันเข้าพอดี
ผู้เฒ่ากู้มีลูกชายสองคนและลูกสาวอีกสองคน ซึ่งลูกสาวทั้งสองต่างก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ด้วยเหตุผลด้านการงาน เขาจึงอาศัยอยู่กับลูกชายทั้งสองคน รวมสมาชิกในบ้านที่อยู่ด้วยกันก็สิบชีวิตพอดี และกู้ซินที่เสี่ยวซูเจอ ก็คือลูกสาวคนเล็กของผู้เฒ่ากู้เอง
หากว่ากันตามธรรมเนียมโบราณ กู้หวยอันถือเป็นหลานชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก ซึ่งมีสถานะสูงส่งในตระกูล อีกทั้งเขายังเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของพ่ออีกด้วย
นอกจากนี้ ในตระกูลกู้ยังมีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นลูกของอาอีก โดยเป็นพี่ชายหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน และน้องสาวอีกสองคน ทั้งหมดต่างก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่เดียวกัน และลูกสาวทั้งสองของผู้เฒ่ากู้ก็มักจะพาสามีและลูกๆ กลับมากินข้าวที่บ้านเป็นประจำ
ในวันที่กู้หวยอันประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน กู้ซินก็ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
พอเธอเห็นว่าเป็นเสี่ยวซู ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะตรงเข้าไปลากตัวเสี่ยวซูไปยังมุมตึกอย่างไม่เกรงใจใคร
หลังจากใช้วิธีการทุกรูปแบบ ทั้งต่อรอง ข่มขู่ และหลอกล่อ เธอก็ยังไม่สามารถง้างปากเสี่ยวซูให้ยอมรับได้ว่ากู้หวยอันมีคนที่ชอบแล้วหรือยัง
สิ่งนี้ยิ่งทำให้กู้ซินรู้สึกคันยุบยิบในใจและยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีก เธอจะต้องหาคำตอบของเรื่องนี้ให้ได้
ว่าแล้วเธอก็รีบวิ่งไปยังห้องหนังสือเพื่อเค้นความจริงจากพ่อของเธอ ผู้เฒ่ากู้กลอกตาไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมบอกข้อมูลที่ได้มาแก่ลูกสาว “หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ซ่งอวี้หน่วน เพศหญิง อายุ 17 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมต้น”
กู้ซินถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เด็กสาวบ้านนอกน่ะเหรอ”
เธอยังคงไม่อยากจะเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้เลย คนหนึ่งอยู่บนฟ้า อีกคนอยู่บนดิน ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนคนนั้นจะงดงามราวกับดอกไม้ ก็ไม่มีทางที่คนทั้งสองจะโคจรมาพบกันได้เลย
แล้วพวกเขาไปรู้จักกันได้อย่างไร
กู้ซินครุ่นคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็โพล่งขึ้นมาทันที “หนูว่าแล้วเชียวว่าฉู่จื่อโจวจากตระกูลฉู่เป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่แน่ว่าอาจจะรู้จักกันผ่านเขาก็ได้ ช่างมีความสามารถในการหลบหนีปัญหาไปสร้างเรื่องใหม่ได้สูงจริงๆ คุณพ่อคะ คุณพ่อก็ต้องใส่ใจเรื่องนี้หน่อยสิคะ ไม่ใช่พอเขาห้ามไม่ให้ยุ่ง คุณพ่อก็ไม่กล้าพูดอะไรไปเลยจริงๆ”
“คุณพ่อก็น่าจะมองเห็นสถานการณ์ของบ้านเราแล้วใช่ไหมคะ คนที่พอจะเป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ก็มีแต่หวยอันเท่านั้นแหละค่ะ คนอื่นๆ น่ะเหรอ รวมถึงลูกชายของหนูด้วย วิชาคณิตศาสตร์ยังกล้าส่งกระดาษเปล่าเลย คุณพ่อคิดดูสิคะว่าจะมีอนาคตได้ยังไง”
“สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาหวยอันอยู่ดี อีกอย่างคุณพ่อก็อายุมากแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง ถึงตอนนั้นตระกูลกู้ของเราก็คงจะจบเห่กันพอดี!”
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับตาเหลือก “ไสหัวไป!”
หมายความว่ายังไงหา! พ่อคนนี้ยังอยู่ทั้งคนนะ! ต่อให้พ่อไม่อยู่แล้ว พวกแกก็จะพากันล่มจมเลยรึไง มันจะไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว!
กู้ซินเป็นคนพูดจาโผงผางปากไม่มีหูรูดมาแต่ไหนแต่ไร และนิสัยประจำตัวของเธอก็คือ ถ้ายังพูดไม่จบเรื่อง ก็จะรู้สึกคาใจไม่สบายตัว
แต่เธอก็แอบกลัวว่าพ่อจะลงไม้ลงมือ เลยถอยไปยืนอยู่ที่ขอบประตูห้องหนังสือแล้วพูดต่อ “คุณพ่อดูคนตระกูลเฉียนสิคะ ฉลาดจะตาย หนีไปตั้งบริษัทที่หนานเฉิง ตอนนี้ยังจะทำธุรกิจกับต่างชาติอีก”
“นามสกุลเขาก็ดี ‘เฉียน’ ที่แปลว่าเงิน ต่อไปเงินก็ต้องยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้หรอกนะคะ ตอนต้นปีหนูก็อยากไปตั้งบริษัทที่หนานเฉิงเหมือนกัน แต่คุณพ่อไม่ยอมให้ไปเอง”
“ไปกับผีน่ะสิ! ทำมาค้าขายกับเขาน่ะเหรอ ด้วยระดับสติปัญญาอย่างแกน่ะ ไม่แคล้วโดนเขาหลอกขายตัวเองแล้วยังจะไปช่วยเขานับเงินอีกน่ะสิ!” ผู้เฒ่ากู้ตวาดกลับอย่างหัวเสีย
“รีบไสหัวไปเลยนะ! ว่างนักรึไงถึงมาทำให้ฉันโมโหได้ทุกวัน แล้วเรื่องที่เจ้าเสี่ยวเป้ย กล้าส่งกระดาษเปล่า พ่อว่ามันเป็นความผิดของแกเต็มๆ ปู่ย่าของเขาเป็นถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยนะ!”
“แล้วอีกอย่าง ในบรรดาลูกๆ ตระกูลกู้ก็มีแต่แกนี่แหละที่เรียนไม่เอาไหน ดูคนอื่นเขาสิ มีใครไม่เก่งกว่าแกบ้าง เจ้าเสี่ยวเป้ยมันก็ถอดแบบแกมาไม่มีผิด! ตระกูลกู้ของเราเป็นตระกูลปัญญาชนสืบทอดกันมากว่าร้อยปี แต่พอมาถึงรุ่นแก ทำไมถึงได้หยาบคายแบบนี้! ไป! ไสหัวไปเลย เห็นหน้าแล้วอารมณ์เสีย!”
กู้ซินรู้สึกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายอยู่ไม่น้อย เธอได้แต่บ่นอุบอิบในใจ แล้วใครกันแน่ที่หยาบคาย วันๆ เอาแต่พูดจาไม่น่าฟัง แล้วยังจะกล้าบอกว่าตระกูลเราเป็นตระกูลปัญญาชนอีกเหรอ คุณพ่อสิคะที่เป็นคนพิลึกของบ้าน!
แต่ถึงจะโดนด่าไปชุดใหญ่ อย่างน้อยกู้ซินก็ได้ข้อมูลที่ต้องการมานิดหน่อย ถือว่าพอใจแล้ว
[จบบท]