บทที่ 252: หมอดูจอมปลอม
ซ่งอวี้หน่วนอดแปลกใจไม่ได้
ทำไมนายน้อยรองจงคนนั้นถึงไม่ขู่ว่าจะฆ่าล้างตระกูลซ่างกวนให้สิ้นซากไปเลย โดยเฉพาะซ่างกวนเหิง ตัวหายนะนั่น...
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ศัตรูยังอยู่ไกลเกินเอื้อม หรือว่านายน้อยรองจงจะเป็นพวกที่เก่งแต่กับคนในบ้าน แต่พอออกไปข้างนอกก็หงอเป็นลูกหมานะ
ในตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเรื่องในฮ่องกงได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ความแค้นระหว่างน้าตงกับตระกูลซ่างกวนนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะให้อภัย จนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้
และแน่นอนว่าเธอเองก็ไม่เคยคิดที่จะสนับสนุนให้มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองใบหน้าของเซี่ยซินตง พยายามอย่างหนักที่จะมองเห็นอนาคตที่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ก็น่าผิดหวังที่ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
เธอนึกสงสัยถึงเรื่องราวของผู้เฒ่าเย่เหวินจื้อ ชายชราสติไม่ดีและน้าตงในภายภาคหน้า เพราะตระกูลเย่เองก็ไม่ใช่ตระกูลธรรมดา พวกเขาจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่
ความคิดนั้นแวบผ่านเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ ซ่งอวี้หน่วนจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องราวเลวร้ายที่น้าตงต้องเผชิญในฮ่องกงอีก แต่เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน
“น้าตงคะ เรื่องเรียนหนังสือที่หนูเคยคุยกับน้าไว้ เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วคะ พอดีหนูรู้จักกับคุณลุงซางที่ทำงานในหน่วยงานด้านการศึกษา แล้วหนูก็คิดว่าน้าน่าจะลองไปที่ห้องสมุดประจำอำเภอดูนะคะ มีหลายอย่างที่น้าอาจจะยังไม่รู้ จะได้ไม่เข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไป”
“แล้วก็เรื่องหนังสือพิมพ์ อันนี้สำคัญที่สุดเลย พวกที่หนูเอามาให้คราวก่อน น้าอ่านหมดแล้วหรือยังคะ”
เซี่ยซินตงยิ้มรับ “อ่านหมดแล้ว…ฉู่จื่อโจวเอามาให้น้าเยอะมาก ถือว่าพอจะเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นได้บ้างแล้ว แต่เรื่องที่น้าไม่มีวุฒิประถมเนี่ย คงต้องรบกวนเสี่ยวหน่วนจัดการให้แล้วล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนรับคำอย่างกระตือรือร้น แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ซ่งหมิงโปก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาเสียก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นน้าเล็กของตัวเองตอนที่ตื่นนอนและมีสติครบถ้วน ทันทีที่เห็นหน้าเซี่ยซินตง ซ่งหมิงโปก็โพล่งออกมาตามสัญชาตญาณว่า “น้าตงครับ โหงวเฮ้งของน้า... บ่งบอกว่าเป็นดวงชะตาดาวเดียวดาย ทำลายล้างคนรอบข้าง... โอ๊ย!”
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี เขาก็โดนซ่งอวี้หน่วนเตะเข้าให้ที่ขาฉาดใหญ่ น้องสาวของเขากระชากไหล่พี่ชายไว้พร้อมกับส่งยิ้มเย็นๆ ไปให้ “พี่หมอดูจอมปลอม... ฉันให้โอกาสพี่พูดใหม่อีกที!”
เซี่ยซินตงที่นั่งมองอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งอวี้หน่วนได้เห็นรอยยิ้มของน้าตัวเองอย่างเต็มตา…
‘น้าตงยามที่ยิ้มแย้มดูดีจัง’ ซ่งอวี้หน่วนคิดในใจ
เซี่ยจื้อคงได้หน้าตาไปทางซ่างกวนอวิ๋นฉีเสียมากกว่า เช่นเดียวกับเซี่ยลี่อิ๋ง ส่วนเซี่ยหมิงที่เธอเคยเห็นหน้า ก็ยังพอมีเค้าโครงคล้ายกับน้าตงอยู่บ้าง
แต่กระนั้นแล้ว คนที่หน้าตาเหมือนเซี่ยโป๋เหวินที่สุดก็คงจะเป็นเซี่ยซินตงสินะ
ซ่งหมิงโปตบปากตัวเองเบาๆ เป็นเชิงสำนึกผิด “น้าตงครับ ผมนี่เป็นคนตื่นเต้นง่าย พอตื่นเต้นทีไรก็ปากเสียทุกที ขอโทษด้วยนะครับ”
“ผมขอแนะนำตัวก่อน ผมซ่งหมิงโป เป็นหลานชายคนโตของน้าเองครับ ผมกับเสี่ยวหน่วนเป็นแฝดกัน ส่วนผมเกิดก่อน 3 นาที ตอนนี้เรียนอยู่ ม.4 เพิ่งสอบเสร็จเมื่อบ่ายนี้เองครับ”
“น้าครับ... เดี๋ยวรอให้น้าอาการดีขึ้นก่อน ผมจะพาน้าเข้าป่าไปล่าไก่ฟ้ากันนะครับ”
เมื่อเห็นพี่ชายท่าทางสงบลงแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงยอมปล่อยมือ
ซ่งหมิงโปไม่ได้มามือเปล่า แต่หอบหิ้วกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือมาด้วย “นี่เป็นหนังสือสารพัดเรื่องที่ผมไปรวบรวมมาจากเพื่อนๆ กับที่สถานีรับซื้อของเก่าน่ะครับ”
เซี่ยซินตงรับกระเป๋ามาแล้วก็เริ่มเปิดพลิกดูหนังสือทันที
ใช่... เขาแค่พลิกดู ไม่ได้ตั้งใจอ่าน ซึ่งโลกของอัจฉริยะนั้น คนธรรมดาเดินดินอย่างพวกเขาไม่มีวันเข้าใจได้หรอก
ซ่งหมิงโปฉวยโอกาสนั้นกระซิบกับน้องสาว “นี่ เธอยังจำคุณปู่สติไม่ดีที่เราเจอวันนั้นได้ไหม”
“จำได้สิ ทำไมเหรอ”
“ของที่ท่านทำหายหาเจอแล้วนะ มันถูกฝังอยู่ใต้ดินในห้องฝั่งตะวันตกของบ้านท่านจริงๆ ด้วย พอหาเจออาการป่วยของท่านก็ดีขึ้นกว่าครึ่งเลย ลูกชายท่านแวะมาขอบคุณเธอด้วยนะ เอาของขวัญมาให้ตั้งเยอะแน่ะ แต่ฉันกับจี้ฮ่าวหยิบไปแค่หมึกปากกาขวดเดียว ที่เหลือยังอยู่ครบเลย”
เมื่อพูดถึงเรื่องของฝาก ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีของที่พวกเซี่ยลี่อิ๋งเอามาให้คราวก่อนอีก แม่ของพวกเขาจดบันทึกทุกอย่างไว้หมด ไม่ว่าใครจะมาวันไหน เอาอะไรมาให้บ้าง ท่านจำได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับสอนลูกๆ เสมอว่า ถึงแม้จะไม่ต้องตอบแทนบุญคุณ แต่ก็ควรจดจำน้ำใจของผู้อื่นไว้ให้ขึ้นใจ
ทันใดนั้น ซ่งหมิงเซิ่งเจ้าของบั้นท้ายกลมๆ ก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามา เขาเห็นพี่สาว พี่ชาย และน้าเล็กกำลังคุยกันอย่างออกรส แต่พอเขาเดินเข้ามา ทุกคนกลับเงียบเสียงลงแล้วหันมามองเป็นตาเดียวกัน ความรู้สึกเหมือนถูกกีดกันออกจากวงสนทนาก็แล่นเข้ามาในใจ ราวกับว่าเขาคือส่วนเกินของที่นี่
เจ้าตัวเล็กลืมสิ้นว่าเดิมทีตั้งใจจะมาทำอะไร เขาเบะปากเตรียมจะร้องไห้งอแง แต่แล้วร่างเล็กๆ ก็ถูกเซี่ยซินตงอุ้มขึ้นไปไว้ในอ้อมแขน
ผู้เป็นน้าหอมแก้มหลานเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น “น้าคิดถึงเรานะ”
คำพูดเพียงประโยคเดียวก็สามารถเปลี่ยนน้ำตาให้กลายเป็นรอยยิ้มได้ในทันที เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากแล้วโผเข้ากอดคอน้าของตัวเองแน่น “หมิงเซิ่งก็คิดถึงน้าครับ” ว่าแล้วก็ประทับรอยจูบลงบนแก้มของน้าตงดังจ๊วบใหญ่
รอยยิ้มปรากฏขึ้นเต็มดวงหน้าของเซี่ยซินตง ตอนนั้นเองซ่งหมิงเซิ่งก็นึกถึงธุระของตัวเองขึ้นมาได้ จึงหันไปเรียกพี่สาวเสียงดัง “พี่สาวครับ พี่จ้าวคนนั้นฝากคนเอาของมาให้ครับ เขาเอาแป้งสาลีกับข้าวสารมาส่งให้ บอกว่าเป็นโควตาพิเศษที่ขายกันภายใน ทั้งหมดมีแป้งสาลี 4 ถุง กับข้าวสารอีก 2 ถุงครับ”
ซ่งหมิงเซิ่งยังจำได้ดีว่าช่วงเวลานี้ของปีก่อนๆ เสบียงอาหารในบ้านแทบไม่เหลือแล้ว จะมีก็แต่ผักที่ปลูกไว้ ย่าจะนำแป้งข้าวโพดหนึ่งกำมือมาโรยบนกระดานไม้ จากนั้นนำผักในสวนไปลวก บีบน้ำออก แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ คลุกกับแป้งข้าวโพดจนทั่ว ก่อนจะนำไปนึ่งในหม้อใบใหญ่ กินแกล้มกับน้ำพริกปลากุ้งก็พอประทังชีวิตไปได้อีกมื้อ แต่ปัญหาคือพอกินเสร็จก็หิวอีก
ย่าจึงมักจะบอกเสมอว่าถ้าไม่อยากหิว ก็ให้ขึ้นไปนอนนิ่งๆ บนคัง พอไม่ขยับตัวเดี๋ยวก็หายหิวเอง เหตุผลหลักๆ ก็คือที่บ้านต้องส่งเสียลูกสองคนเรียนมัธยมปลาย แถมยังต้องเจียดเงินไปช่วยเหลือครอบครัวของอาเล็กซ่งเหนียนอีก ฐานะทางบ้านจึงค่อนข้างลำบาก
แต่ตั้งแต่พี่สาวคนนี้กลับมา ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้นอนอยู่เฉยๆ แต่ยังถูกบังคับให้ออกไปวิ่งออกกำลังกายทุกวันอีกด้วย ยิ่งคิด เด็กน้อยก็ยิ่งรู้สึกตื้นตันใจ
โชคดีจริงๆ ที่พี่สาวกลับมาแล้ว ถ้าเธอกลับมาช้ากว่านี้ เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอพี่สาวอีกเลย
เจ้าตัวน้อยอ้าแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างออกกว้าง พร้อมกับส่งเสียงออดอ้อน “พี่สาวครับ กอดหน่อยครับ!”
ซ่งอวี้หน่วน: “...”
น้องชายคนนี้ชักจะทำตัวเด็กลงทุกวันแล้วนะ
ซ่งหมิงเซิ่งเป็นคนที่รู้จักเอาใจทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างใครเป็นพิเศษ หลังจากอ้อนพี่สาวเสร็จ เขาก็หันไปดึงมือพี่ชายคนโตแล้วถามไถ่เรื่องการสอบด้วยความเป็นห่วง
ซ่งหมิงโปเคยเป็นคนชอบหาทางลัดอยู่เสมอ ทำให้พื้นฐานการเรียนไม่ค่อยแน่น แถมยังไม่ชอบเอ่ยปากขอให้ใครช่วย อาศัยว่าหัวไวคำนวณเลขเก่งจึงพอรั้งอันดับกลางๆ ของห้องไว้ได้
แต่เมื่อเทียบกับจี้ฮ่าวแล้ว ยังถือว่าห่างชั้นกันมาก ไม่ต้องพูดถึงจี้ฮ่าว แค่เจียวเจียว... แม้นิสัยจะไม่ค่อยน่าคบ แต่ผลการเรียนกลับดีเยี่ยม
เมื่อก่อนเขาไม่เคยใส่ใจคิดอะไรลึกซึ้ง แต่ตอนนี้พอน้องสาวคอยเคี่ยวเข็ญให้ใช้สมอง เขาจึงต้องพยายามอย่างหนัก และนั่นทำให้เขาได้ค้นพบว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางครอบครัวเลย
เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ทุกคนก็มีพื้นเพคล้ายๆ กัน ก่อนที่จี้ฮ่าวจะได้พบกับตายายที่แท้จริง เขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากตัวเขาเองมากนัก ดังนั้นซ่งหมิงโปจึงฮึดสู้และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไล่ตามให้ทันคนอื่น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่รู้จริงๆ ว่าผลสอบปลายภาคจะออกมาเป็นอย่างไร และไม่ชอบให้ใครมาถามถึงเรื่องนี้ด้วย เขาจึงแกล้งหยิกแก้มกลมๆ ของน้องชายเบาๆ แล้วหันไปชวนเซี่ยซินตง “น้าตงครับ ตอนเย็นไปกินข้าวที่บ้านผมนะ ย่ากับแม่ทำของอร่อยๆ ไว้รอเพียบเลย”
ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาได้อย่างไรกันนะ... ทุกอย่างราวกับความฝัน
เมื่อครู่ตอนที่ช่วยแบกกระสอบแป้ง เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่บ้านมีชั้นวางเสบียงอาหารที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ สามารถกันน้ำ กันความชื้น และป้องกันหนูได้เป็นอย่างดี
เขาเห็นมากับตา นอกจากธัญพืชหยาบอีกหลายกระสอบแล้ว ในบ้านยังมีแป้งสาลีเก็บไว้ถึง 5 กระสอบ ข้าวสารอีก 4 กระสอบ ข้างๆ กันนั้นยังมีไหใส่น้ำมันหมู 2 ใบใหญ่ กับน้ำมันถั่วเหลืองอีก 1 ถัง นอกจากนี้ยังมีแป้งข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวโพดบดหยาบกองอยู่อีกไม่น้อย
แถมยังได้ยินมาว่าต้นข้าวในนาก็กำลังเจริญเติบโตอย่างงอกงาม มีเจ้าหน้าที่เทคนิคแวะเวียนมาคอยดูแลเอาใจใส่อยู่บ่อยๆ ไม่แน่ว่าปีนี้อาจจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งใหญ่ก็เป็นได้
นี่มันเพิ่งจะเดือนกรกฎาคมเองนะ!
ความฝันที่เขาเคยตั้งใจไว้ว่าจะทำให้สำเร็จให้ได้หลังจากเริ่มทำงาน นั่นคือการมีชีวิตที่ ‘อิ่มท้องอุ่นกาย’ บัดนี้มันกลับกลายเป็นจริงขึ้นมาในพริบตา!
อา... มีความสุขอะไรอย่างนี้
แต่โหงวเฮ้งของน้องสาวนี่สิ... เขาไม่กล้ามองเลยจริงๆ มันลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก... อ้อ! แล้วก็น้าคนเล็กด้วย ซ่งหมิงโปอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองน้าตงอีกครั้ง
คราวนี้ดูแตกต่างจากเมื่อครู่อยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้ว ดวงชะตาของน้าตงก็ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก
ส่วนจะไม่ดีอย่างไรนั้น ซ่งหมิงโปไม่กล้ามองต่อให้ลึกไปกว่านี้ แค่คิดหัวใจก็เต้นระรัวไม่เป็นส่ำ แต่พอเขาหันไปเห็นรอยยิ้มสดใสของน้องสาว ความสับสนว้าวุ่นใจทั้งหมดก็มลายหายไปในทันที
เขาเชื่อในสำนวนที่ว่า ‘คนเดียวรุ่งเรือง วงศ์วานก็สบายไปด้วย’
ใช่! ตราบใดที่มีเสี่ยวหน่วนอยู่ ปัญหาทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป!
[จบบท]