บทที่ 26: ความสุขที่ไม่คาดฝัน
หลังจากซ่งเหอกลับไปถึงบ้าน เขาก็บอกเหลียนเซียงเรื่องที่ต้องตื่นแต่เช้าในวันพรุ่งนี้ จากนั้นทั้งสองก็รีบเข้านอนทันที เหลียนเซียงเป็นคนที่หลับเร็วอยู่แล้ว แต่ซ่งเหอกลับพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของแม่ ตอนนี้เขาเป็นเพียงครูอัตราจ้างระดับต่ำสุด ไม่มีเงินเดือน พอถึงสิ้นปีก็ได้รับปันส่วนเป็นธัญพืช และมีเงินอุดหนุนเดือนละ 3 หยวนเท่านั้น
หากอยากจะมีอนาคตที่ก้าวไกล เขาต้องสอบบรรจุเป็นครูของรัฐให้ได้ และหลังจากนั้นก็ต้องไต่เต้าขึ้นไปเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หรือกระทั่งอาจารย์ใหญ่ ซ่งเหอรู้สึกสิ้นหวังในใจ เส้นทางข้างหน้าราวกับมีภูเขาใหญ่ขวางกั้นอยู่หลายลูก
เขาคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้จนเผลอหลับไปในที่สุด
ทางด้านซ่งเหลียงเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน เขากำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้ความฝันของเสี่ยวหน่วนที่อยากจะเป็นเศรษฐีรุ่นที่สองให้เป็นจริง แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ห่างไกลเหลือเกิน
ครอบครัวของเขาไม่มีเงินเก็บเลยสักนิด ภรรยาของเขาก็ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เฟินเดียว ส่วนแม่ของเขาถึงพอจะมีเงินอยู่บ้างราว 20 กว่าหยวน แต่ท่านก็ประกาศไว้ว่าเป็นเงินสำหรับจัดงานศพของตัวเองกับพ่อ ใครหน้าไหนจะกล้าแตะต้องเงินก้อนนั้นกัน ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่รู้วิธีทำการค้าขายเลยสักนิด
"เฮ้อ" ซ่งเหลียงถอนหายใจยาว ช่างมันก่อนแล้วกัน อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็ต้องไปขุดผักจี้ไช่ให้ได้มากที่สุด เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
แม้จะกังวลจนคิดว่าจะข่มตาไม่ลง แต่คืนนั้นเขากลับหลับสนิทอย่างไม่น่าเชื่อ
พอฟ้าเริ่มสาง สมาชิกบ้านตระกูลซ่งทุกคนก็ตื่นกันพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อคืนซ่งอวี้หน่วนยืนกรานว่าจะไปด้วย ทำให้ทุกคนคิดว่าหากจะทิ้งเธอไว้กับหมิงเซิ่งที่บ้านกันตามลำพังก็คงไม่น่าไว้ใจนัก เพราะช่วงนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไหร่ สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะไปกันทั้งครอบครัว
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ช่างดีเหลือเกิน ได้นอนเร็วตื่นเช้า การนอนหลับคือการพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ต้องมานั่งไถโทรศัพท์มือถือก่อนนอนเหมือนในโลกก่อน ถึงแม้จะตื่นตั้งแต่ตี 4 แต่เธอก็รู้สึกสดชื่นและมีพลังเต็มเปี่ยม
เช้านี้ไม่มีใครทำอาหาร ทุกคนเพียงสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นแล้วออกเดินทางทันที ระหว่างทางก็ได้พบกับครอบครัวของซ่งเหอทั้ง 4 ชีวิตที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ในยุคนี้ เด็กอายุ 6-7 ขวบในชนบทก็ถูกสอนให้ทำงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวหญ้าให้หมูหรือต้อนฝูงห่าน ดังนั้นภาพของเด็กๆ ที่ช่วยงานจึงเป็นเรื่องปกติ ทุกคนต่างสะพายตะกร้าสานและหิ้วกระเช้าเดินตามหลังปู่ซ่งไปยังที่ราบหาดริมแม่น้ำทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยดงผักจี้ไช่ที่ขึ้นอยู่หนาแน่น บางต้นเพิ่งจะแทงยอดอ่อนขึ้นมา ในขณะที่บางต้นก็เติบโตจนดูสดฉ่ำน่าเก็บ อากาศในยามเช้าช่างสดชื่นดีจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยได้สัมผัสความสนุกของการเก็บผักป่ามาก่อน ความรู้สึกดีใจที่ได้ของมาฟรีๆ แบบนี้มันช่างเอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ผักจี้ไช่ผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้ไม่มีเจ้าของ ใครเก็บได้ก็เป็นของคนนั้น แล้วจะมัวรีรออะไรอยู่เล่า รีบเก็บสิ ของพวกนี้เปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งนั้น และที่สำคัญต้องรีบลงมือ อย่าให้คนในหมู่บ้านล่วงรู้ได้
ดังนั้นทุกคนจึงก้มหน้าก้มตาเก็บกันอย่างรวดเร็ว สำหรับชาวนาที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต การเก็บผักป่าก็เปรียบเสมือนการละเล่นของเด็กๆ เท่านั้น ในเวลาไม่นาน ผักจี้ไช่ในบริเวณนั้นก็ถูกเก็บจนเกลี้ยง และตะกร้าทุกใบก็ถูกบรรจุจนเต็ม
ปู่ซ่งล้างมือพลางพูดขึ้น “รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวคนจะเริ่มออกมาทำงานกันแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ใครฟัง”
ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นว่าแม้แต่หมิงเซิ่งตัวน้อยก็ยังขยันขันแข็ง ตะกร้าใบจิ๋วที่เขาหิ้วมาก็เต็มไปด้วยผักเช่นกัน เขาใช้แผ่นไม้เล็กๆ ที่ปู่ทำให้เป็นเครื่องมือในการขุด
ระหว่างทางกลับ ซ่งถิงก็ฮัมเพลง ‘ปักธงทอง’ อยู่ในใจอย่างมีความสุข เสี่ยวหน่วนเคยบอกเธอว่าตอนไปทดสอบเสียงจะเลือกร้องเพลงที่ถนัดก็ได้ แต่เธอก็ยังแนะนำให้ร้องเพลงนี้อยู่ดี และแน่นอนว่าเธอเชื่อฟังหลานสาวคนนี้อย่างเต็มที่
ซ่งถิงมองเสี่ยวหน่วนที่จูงมือหมิงเซิ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าแล้วรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา ในอนาคตที่เสี่ยวหน่วนมองเห็นนั้น เธอกับหลานสาวจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเพียงลำพังสองคน
แค่คิดก็น้ำตาจะไหล
ซ่งถิงรีบส่ายหัวแรงๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป เสี่ยวหน่วนไม่ใช่เด็กผู้หญิงธรรมดา ตราบใดที่มีเธออยู่ เรื่องเลวร้ายเหล่านั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นแน่นอน อีกอย่าง เสี่ยวหน่วนของเธอเก่งจะตายไป ขนาดกล้าไปที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเพื่อสมัครงานให้เธอด้วยตัวเอง
แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ เธอจะได้รับเลือกจริงๆ น่ะเหรอ
โชคยังดีที่ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาไม่เจอชาวบ้านคนไหนเลย พอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ซ่งเหอก็คิดว่าเหลียนเซียงคงจะแยกตัวนำผักส่วนของตัวเองกลับไปล้างและคำนวณเงินกันเอง เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็แยกบ้านกันอยู่แล้ว
แต่ผิดคาด เหลียนเซียงกลับไม่เห็นด้วย เธอกลับเดินเข้าไปปรึกษาย่าซ่งว่าขอนำผักทั้งหมดมารวมกันได้ไหม พอขายได้แล้วค่อยแบ่งเงินให้ครอบครัวของเธอทีหลังก็พอ
ย่าซ่งมองลูกสะใภ้รองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ นี่วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไรกัน
“ไม่กลัวขาดทุนเหรอ”
“แม่คะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะพูดเรื่องขาดทุนได้ยังไงกันคะ หนูฟังแม่ค่ะ แม่จะจัดการยังไงก็ได้ทั้งนั้น” เหลียนเซียงตอบอย่างเอาใจ
ย่าซ่งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ถ้าฉันไม่ให้เงินเธอสักเฟินเลย จะได้ไหมล่ะ”
เหลียนเซียงกำมือแน่น กัดฟันตอบกลับไป “ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ”
พูดจบเธอก็รีบเข้าไปควงแขนย่าซ่งอย่างสนิทสนม “แม่คะ หนูรู้ว่าแม่ล้อหนูเล่น จะไม่ให้สักเฟินได้ยังไงกันคะ อย่างน้อยก็ให้หนูมีเงินพอซื้อลูกอมให้เสี่ยวกังกับเสี่ยวหรูกินบ้างสิคะ”
ย่าซ่งทำเสียง "หึ" ในลำคอ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เหตุผลหลักก็คือลูกสะใภ้รองคนนี้ทำงานเก่งและขยันขันแข็งจริงๆ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ตอนนี้ครอบครัวซ่งต้องสามัคคีกันเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาจากภายนอก ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกันเอง
ดังนั้นทุกคนจึงพากันไปยังบ้านของซ่งเหลียง
พวกเขาเลือกมุมอับที่ไม่มีใครมองเห็น แล้วเริ่มลงมือเด็ดล้างทำความสะอาดผักจี้ไช่ ซ่งอวี้หน่วนเองก็อยากจะเข้าไปช่วย แต่ย่าซ่งเหลือบไปเห็นมือขาวเนียนของหลานสาวคนโตก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ ท่านถอนหายใจเบาๆ ชีวิตในตระกูลซ่งช่างลำบากยากเข็ญนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซือฉีจะจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ย่าซ่งจึงให้ซ่งอวี้หน่วนเข้าไปช่วยซ่งถิงทำอาหารในห้องครัวแทน
เมื่อมีคนช่วยเยอะ งานก็เสร็จเร็วขึ้นเป็นธรรมดา แม้แต่หมิงเซิ่งยังนั่งบนม้านั่งตัวเล็กช่วยเด็ดเศษหญ้าที่ปนมากับผักอย่างขะมักเขม้น
ในเวลาไม่นาน ผักจี้ไช่ทั้งหมดก็ถูกล้างจนสะอาดและนำไปใส่ในตะกร้าสานที่ทำจากกิ่งหลิวเพื่อรอให้สะเด็ดน้ำ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้มันแห้งจนเกินไป เพราะจะทำให้ผักดูเหี่ยวไม่น่ารับประทาน
จากการคาดคะเนคร่าวๆ ผักทั้งหมดน่าจะหนักราว 500 กว่าจิน นี่คือผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกตระกูลซ่งทั้ง 11 ชีวิตในเช้าวันนี้
ซ่งอวี้หน่วนมองดูมือของทุกคนที่ทั้งแดงและเริ่มแตกเป็นขุย แต่กลับไม่มีใครแสดงท่าทีใส่ใจเลยสักนิด ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคุ้นเคยกับความยากลำบากเช่นนี้เป็นอย่างดี
สำหรับมื้อเช้า พวกเขาทำซุปไข่ใส่ผักจี้ไช่ โดยใช้ผักที่เก็บมาตั้งแต่เมื่อวานซึ่งเริ่มจะเหี่ยวแล้ว การนำมาทำซุปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซ่งถิงมีฝีมือในการทำอาหารเป็นเลิศ ว่ากันว่าเธอเริ่มเข้าครัวตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น
เมื่อคืนมีการหมักแป้งข้าวโพดทิ้งไว้ เช้านี้จึงนำมาทำเป็นแป้งข้าวโพดปิ้ง ซ่งถิงปั้นแป้งในมือเป็นก้อนกลมอย่างคล่องแคล่ว แล้วบรรจงแปะลงบนกระทะเหล็กอย่างแม่นยำทีละชิ้นจนเต็มกระทะ
ซ่งอวี้หน่วนมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง “อาเล็กเก่งจังเลยค่ะ”
ซ่งถิงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
“จริงสิ..อาเล็กคะ วันนี้อาไม่ต้องไปทำนาแล้วนะคะ อยู่บ้านฝึกร้องเพลงอีกสักเพลงไว้เป็นเพลงสำรองดีกว่าค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเสนอ
ดวงตาของซ่งถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที “แล้วอาจะร้องเพลงอะไรดีจ๊ะ”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เพลง ‘มาตุภูมิของฉัน’ ก็แล้วกันค่ะ เอาเพลงนี้แหละ”
“ได้จ้ะ เพลงนี้ิอาคุ้นหูที่สุดแล้ว ก่อนที่ลำโพงของที่ทำการกองพลน้อยจะพัง เขาก็เปิดเพลงนี้แทบทุกวัน”
ซ่งอวี้หน่วนพลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า หรือเธอควรจะหาทางซ่อมลำโพงของที่ทำการกองพลน้อยดีนะ สองเพลงที่อาหญิงของเธอจะใช้ในการประกวดนั้นเป็นเพลงที่เธอคุ้นเคยมากที่สุดจริงๆ แม้ว่าหากมองในมุมของนักร้องมืออาชีพแล้วอาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละคือพื้นที่สำหรับการพัฒนา
ในขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันจัดผักใส่ตะกร้า อาหารเช้าบนเตาก็สุกได้ที่พอดี
หมิงเซิ่งวิ่งเข้ามากอดซ่งอวี้หน่วนจากด้านหลัง พร้อมกับชูมือเล็กๆ ที่ล้างสะอาดแล้วให้พี่สาวดู เมื่อซ่งอวี้หน่วนเห็นว่าซอกเล็บของน้องชายไม่มีดินติดอยู่แล้ว เธอจึงอนุญาตให้เขาไปกินข้าวได้ จากนั้นเธอก็หันไปมองเสี่ยวกังกับเสี่ยวหรู เด็กทั้งสองจึงรีบยกมือของตัวเองขึ้นมาให้ดูบ้างพลางหัวเราะคิกคัก
ย่าซ่งมองภาพของเด็กๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ท่านได้แต่หวังว่า ถึงแม้ในอนาคตพวกผู้ใหญ่จะต้องเผชิญกับเรื่องร้ายใดๆ ก็ตาม ขอเพียงให้เด็กๆ เหล่านี้ยังคงรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ ก็พอแล้ว
อา~~ อย่าคิดมากเลย คงไม่โชคร้ายถึงขนาดต้องตายกันหมดทั้งบ้านหรอก….มั้ง?
หลังจากกินข้าวเสร็จ ย่าซ่งก็เดินไปยังบ้านข้างๆ ทันที
เธอเดินเข้าไปพูดคุยกับย่าซุนด้วยสีหน้าเศร้าหมองและกังวลใจ
“พี่หลี่คะ ช่วงนี้ฉันกลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย เฮ้อ ทำไมชีวิตมันถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะคะ เรื่องลูกชายคนโตของฉัน ช่างมันเถอะค่ะ ไม่อยากพูดถึงแล้ว พี่หลี่ พี่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าฉัน ฉันอยากจะปรึกษาเรื่องหนึ่ง พี่ช่วยฉันคิดหน่อยได้ไหมคะว่ามันจะดีหรือเปล่า”
ท่าทีที่ดูทุกข์ใจอย่างยิ่งของย่าซ่งสามารถกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจจากย่าซุนได้ในทันที
[จบบท]