บทที่ 269: เงื่อนไข
ข้อเรียกร้องของเซี่ยซินตงนั้นแสนจะเรียบง่าย ข้อแรกคือเขายอมรับว่าร่างกายของตนมีปัญหาบางอย่าง จึงต้องการสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบสำหรับการพักฟื้น ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปยังปักกิ่งหรือที่อื่นได้ ข้อสองคือโรงงานผลิตยาต้องก่อตั้งขึ้นในอำเภอหนานซาน และข้อสุดท้าย เขาต้องการประวัติส่วนตัวฉบับสมบูรณ์ในภายหลัง
เงื่อนไขเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องผ่านการปรึกษาหารือ ทุกคนต่างตอบตกลงทันที ณ ที่นั้น พวกเขารู้ดีถึงชะตากรรมที่เซี่ยซินตงได้เผชิญมา การจะให้เขาต้องจากครอบครัวไปย่อมเป็นไปไม่ได้
เว่ยชิงเหมยซึ่งทำงานด้านสาธารณสุขก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพียงแต่เธอดูใจลอยอยู่บ้าง
เธอไม่กล้าสบตากับอาจารย์ เพราะเกรงว่าจะได้เห็นสีหน้าที่เย็นชา แต่กระนั้น อาจารย์ของเธอกลับให้ความสนใจไปที่ซ่งอวี้หน่วนเพียงคนเดียว
ซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวคนนี้ช่างร้ายกาจนัก
แม้แต่ซ่างกวนอวิ๋นฉียังถูกเธอเล่นงานจนหัวปั่น หรือกระทั่งเซี่ยโป๋เหวินที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าฉลาดหลักแหลมมาโดยตลอด ก็ยังไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่น้อย ทั้งที่ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวช
ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครๆ ก็ดูออกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะซ่างกวนอวิ๋นฉีที่โง่เง่าและใช้ชีวิตมาอย่างไร้ค่า เธอเป็นคนขุดหลุมฝังตัวเองอย่างแท้จริง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีงั้นหรือ
ชีวิตของเธอคงจะราบรื่นเกินไป จนไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไปเสียแล้ว หากเพียงแค่เธอให้ความสำคัญกับซ่งอวี้หน่วนและรับมืออย่างระแวดระวังเหมือนที่เซี่ยโป๋เหวินทำ เธอก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพที่ถูกเลาะกระดูกถลกหนังเช่นนี้
เว่ยชิงเหมยดึงสติกลับมา เธอชำเลืองมองซ่งอวี้หน่วนเล็กน้อยก่อนจะรีบเบนสายตาไป
ในตอนนั้นเอง บทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องสถานที่ก่อสร้างโรงงานและห้องปฏิบัติการ นายอำเภอโค่วพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับความตื่นเต้นของตัวเองแล้วพูดขึ้น “ผมไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ แต่ถ้าต้องการอะไร ขอเพียงแค่บอกมา ทางอำเภอหนานซานจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อทำให้สำเร็จครับ”
ผู้เฒ่ากงคือคนที่กระวนกระวายใจมากที่สุด ลึกๆ แล้วเขาภาวนาให้ยาถูกผลิตขึ้นมาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกชายของเขาได้เป็นผู้ทดลองคนแรก
ทว่า เขายังต้องรอต่อไป
เต๋อหมิงกล่าวต่อ “ผมจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบนก่อนครับ”
กู้หวยอันที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น “ฐานทัพทดสอบการบินสามารถสนับสนุนอุปกรณ์ห้องทดลองบางส่วนได้ครับ”
แววตาของเต๋อหมิงทอประกายขึ้นมา นั่นถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง
จากนั้น การหารือก็ดำเนินต่อไป
ตลอดการประชุม ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เอ่ยปากพูดเลยสักคำ เพราะเรื่องที่เธอจะพูดนั้นต้องคุยกันเป็นการส่วนตัวหลังจากนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ใครต่อใครมารับรู้ด้วย ด้วยเหตุนี้ในห้องประชุมจึงเหลือเพียงเต๋อหมิง เซี่ยโป๋เหวิน ซ่งอวี้หน่วน และเซี่ยซินตง
เซี่ยซินตงไม่รู้ว่าเสี่ยวหน่วนคิดจะทำอะไร เขาเพียงแค่ต้องคอยเงี่ยหูฟังก็เท่านั้น ก่อนที่ซ่งอวี้หน่วนจะเอ่ยขึ้น “คุณตาเซี่ยคะ ที่ขอให้คุณตาอยู่คุยกันตามลำพัง ก็เพราะนี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่ควรให้คนนอกล่วงรู้ค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวิน “...” ‘แล้วเมื่อกี้นี้ตอนที่เธอขุดหลุมดักซ่างกวนอวิ๋นฉี ทำไมถึงไม่บอกว่าเป็นเรื่องในครอบครัวล่ะ’
ดวงตาของเต๋อหมิงทอประกายระยับ เด็กคนนี้ช่างรู้จักพูดจริงๆ ความหมายของเธอคือเขาก็ไม่ใช่คนนอกสินะ
แม้ในใจของเซี่ยโป๋เหวินจะอัดแน่นไปด้วยความขุ่นเคือง แต่บนใบหน้ากลับยังคงความจริงใจเอาไว้พลางเอ่ยว่า “เสี่ยวหน่วน ในเมื่อไม่มีคนนอกแล้ว หนูมีความคิดเห็นหรือต้องการอะไรก็ว่ามาได้เลย”
แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อดเสียดายไม่ได้อีกครั้ง เสี่ยวหน่วนเพิ่งจะอายุ 17 ปีแท้ๆ แต่กลับมีไหวพริบสติปัญญาที่ล้ำเลิศและความสามารถเหนือคนธรรมดา หากรอให้เธอเติบโตขึ้นกว่านี้ เธอจะกลายเป็นคนแบบไหนกัน
เขาไม่ใช่คนดี และชาตินี้คงไม่มีวันได้รับการอภัย แต่ก็หวังจากใจจริงว่าเสี่ยวหน่วนจะไม่กลายเป็นอัจฉริยะที่น่าเศร้าในตอนท้าย
ต่อให้เขาไม่ยอมรับ แต่เด็กคนนี้ก็ยังคงเป็นลูกหลานของเขาอยู่ดี
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “คุณตาคะ ข้อเรียกร้องแบบนี้ไม่ควรออกมาจากปากหนู ทางที่ดีที่สุดคือคุณตาต้องเป็นคนเสนอขึ้นมาเองค่ะ”
เสนอขึ้นมาเอง…
ขนาดเต๋อหมิงยังนึกไม่ออกเลยว่าเซี่ยโป๋เหวินต้องเป็นฝ่ายเสนออะไรขึ้นมา
ให้กลับไปนับญาติอย่างนั้นหรือ
ไม่ใช่ ไม่ใช่เด็ดขาด
ถ้าอย่างนั้นอะไรละ
อาจเป็นเพราะได้ต่อกรกับซ่งอวี้หน่วนมาหลายครั้ง ในวินาทีนั้นเซี่ยโป๋เหวินจึงเหมือนมีอะไรมาดลใจ เขาพูดว่า “ตาจะชดใช้ให้”
ซ่งอวี้หน่วนชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
เซี่ยโป๋เหวินกล่าว “ได้ ค่าชดเชยสำหรับ 30 ปี ตาให้ได้ ต้องให้แน่นอน”
พอมาถึงขั้นนี้ เซี่ยโป๋เหวินก็สามารถถอนหายใจได้อย่างเต็มปอดเสียที
ซ่งอวี้หน่วนถามย้ำ “จะให้เท่าไหร่คะ”
เซี่ยโป๋เหวินตอบกลับโดยไร้ซึ่งความลังเล “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตามี”
ซ่งอวี้หน่วนเผยสีหน้าพอใจ “ถ้าคุณตาสรุปยอดที่แน่ชัดได้เมื่อไหร่ ก็ส่งทั้งหมดไปให้น้าเล็กของหนูแล้วกันนะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินรับคำ “ได้”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยต่อ “ส่วนค่าชดเชยของซ่างกวนเหิง ไว้รอเขามาถึงแล้วค่อยคิดบัญชีทีเดียวค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินและเต๋อหมิงก็บังเอิญสบตากัน
ซ่างกวนเหิงจะยอมมางั้นหรือ…
แล้วซ่งอวี้หน่วนก็หันไปทางเซี่ยซินตง “น้าตงคะ น้าอยากจะเสริมอะไรอีกไหมคะ”
เซี่ยซินตงเพียงรู้สึกราวกับว่าโลกที่เขาเคยชิงชังกำลังถูกประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ทีละเล็กทีละน้อย เขาจึงส่ายศีรษะตามสัญชาตญาณ “ไม่มีอะไรจะเสริมแล้ว”
เซี่ยโป๋เหวินถอนหายใจยาว แล้วหันไปบอกเต๋อหมิง “ผมขอตัวไปหาตำรวจหลิ่วก่อน”
ครั้นเมื่อเซี่ยโป๋เหวินจากไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยกับเต๋อหมิงว่า “ลุงเต๋อคะ หนูมีเรื่องอยากจะขอร้อง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรหรือไม่ค่ะ”
เต๋อหมิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบอย่างรวดเร็ว “มีอะไรก็ว่ามาได้เลย”
ซ่งอวี้หน่วนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ที่จริงแล้วหนูไม่อยากให้เรื่องระหว่างหนูกับคุณตาต้องมาถึงจุดนี้เลย ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็มีสายเลือดเดียวกัน แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้เราต้องมาอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้จนได้”
เต๋อหมิงยังคงนิ่งเงียบ รอฟังว่าซ่งอวี้หน่วนจะพูดอะไรต่อ
ซ่งอวี้หน่วนจึงพูดต่อ “การที่คุณตาจะก้าวมาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากเขาอาศัยบารมีของภรรยาและครอบครัวฝั่งนั้นไต่เต้าขึ้นมา การสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปก็คงไม่น่าเจ็บใจเท่าไหร่
แต่เขาเป็นแค่คนรากหญ้า ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงของตัวเองล้วนๆ ไม่ต้องไปพูดถึงน้องชายที่ทั้งโง่และใจร้ายอย่างเซี่ยซานหวาเลย แค่ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเจีย เขาก็ช่วยเหลือไปมากมาย
ญาติพี่น้องในตระกูล ตอนนี้กลับไปอยู่บ้านเกิดก็ล้วนแต่มีหน้ามีตาในสังคมกันทั้งนั้น ไหนจะเพื่อนฝูงที่คอยติดตามเขาอีก...”
เต๋อหมิงคาดไม่ถึงเลยว่าซ่งอวี้หน่วนจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา และนั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเซี่ยโป๋เหวินช่างเป็นคนใจหมาใจไส้ระยำ ในเมื่อคุณช่วยเหลือญาติโกโหติกาได้ แล้วทำไมถึงไม่คิดจะดูแลลูกในไส้ของตัวเองบ้าง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขอแค่คุณเอ่ยปากถามสักครั้ง ก็คงไม่ปล่อยให้ลูกชายตัวเองถูกขังนานถึง 30 ปีเช่นนี้
เต๋อหมิงไม่อยากจะเชื่อว่าเซี่ยโป๋เหวินจะเป็นคนเช่นนี้ ทำให้ในใจเขามีอคติต่อชายผู้นี้อย่างมาก
คนเลวก็ย่อมคู่กับคนเลวสินะ
เขาไม่ต่างอะไรกับซ่างกวนอวิ๋นฉีเลย ไม่ใช่คนดีด้วยกันทั้งคู่
เต๋อหมิงเหลือบมองไปทางเซี่ยซินตง
เซี่ยซินตงจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องมองผมครับ ที่ผมพูดในที่ประชุมเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ข้ออ้าง ผมถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินมาตลอด ไม่รู้วิธีปฏิบัติตัวกับคนอื่น ไม่ว่าเสี่ยวหน่วนจะพูดอะไร ทุกอย่างล้วนถูกต้องเสมอ”
เต๋อหมิงกะพริบตาปริบๆ “...เสี่ยวหน่วน ว่ามาต่อเลย”
ซ่งอวี้หน่วนกล่าว “หนูยังรู้อีกว่าบริษัทร่วมทุนเป็นเพียงโครงการนำร่องที่กำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่าย คุณตาเซี่ยแม้จะใจหมาไส้ระยำและไม่ใช่คนดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสามารถด้านการเงิน ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกเลือกให้มาเป็นหัวเรือใหญ่ในโครงการนี้ หนูกับน้าตงจึงหวังว่าทางองค์กรและผู้ใหญ่จะพิจารณาถึงข้อนี้ และไม่ปล่อยให้เขาต้องพลอยเดือดร้อนไปกับซ่างกวนอวิ๋นฉี เพื่อให้เขาได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการต่อไปค่ะ”
เต๋อหมิงมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาซับซ้อน ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงเอ่ยขึ้น “จิตใจของพวกหนูช่างน่าเลื่อมใสจริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มอย่างขวยเขิน ทว่าก้นบึ้งของดวงตากลับฉายแววเย็นเยียบ
เซี่ยโป๋เหวินคงนึกว่าอาชีพการงานของตนจบสิ้นแล้ว สังเกตจากท่าทีในที่ประชุมก่อนหน้านี้ เขาก็น่าจะเตรียมพร้อมรับมือกับการถูกปลดแล้ว
ไม่!... เธอไม่ยอมให้เขาหนีไปง่ายๆ ถึงได้แสร้งพูดจาดีๆ เพื่อรั้งเขาไว้
อีกอย่าง การตัดเส้นทางทำมาหากินของคนอื่นก็ไม่ต่างจากการฆ่าพ่อแม่เขา ยังมีคนที่ต้องพึ่งพาเซี่ยโป๋เหวินอยู่อีกไม่น้อย หากเขาล้มลง คนเหล่านั้นก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ดังนั้น ตอนนี้เธอยังสร้างศัตรูเพิ่มไม่ได้
และอีกประการหนึ่ง ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ในตอนนี้จะเข้าข้างพวกเธอ พร้อมกับแสดงท่าทีรังเกียจต่อเซี่ยโป๋เหวินและซ่างกวนอวิ๋นฉี
นั่นเป็นเพราะว่าฝ่ายของเธอคือผู้ที่อ่อนแอกว่า
โดยธรรมชาติแล้ว คนเรามักจะสงสารผู้ที่อ่อนแอเสมอ
ยังไม่ต้องพูดถึงซ่างกวนอวิ๋นฉี เอาแค่ตัวเซี่ยโป๋เหวิน
หากเขาสิ้นเนื้อประดาตัวและตกต่ำลงในทันที ผู้คนก็จะพากันหันมาสงสารเขาแทนเช่นกัน
[จบบท]