บทที่ 27: ครอบครัวนักแสดง!
ชาวบ้านทุกคนต่างรู้ดีว่า เวลานี้ครอบครัวตระกูลซ่งกำลังจะเจอกับเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว
นิสัยของคนก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อไหร่ที่คุณมีชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาก็จะอิจฉาริษยา แต่พอคุณตกต่ำลง พวกเขาก็จะหัวเราะเยาะ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจ
ย่าซุนรีบเอ่ยถามขึ้นทันที “มีเรื่องอะไรเหรอ รีบว่ามาเลย”
ย่าซ่งเบะปากทันที ในสถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีน้ำตาเข้าช่วย หญิงชราจึงเริ่มรวบรวมสมาธิเพื่อสร้างอารมณ์
เมื่อภาพของครอบครัวซ่งที่บ้านแตกสาแหรกขาดตามคำบอกเล่าของเสี่ยวหน่วนผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับภาพของลูกสาวคนเล็กที่กำลังนั่งร้องเพลงกล่อมเด็กให้หลานสาวฟังในห้องเก็บของอันมืดมิด และภาพที่เธอกลายเป็นใบ้พูดไม่ได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาของย่าซ่งก็ไหลทะลักออกมาอย่างสุดจะกลั้น
เธอมีลูกสาวเพียงคนเดียว แม้ว่าจะรักและเอ็นดูลูกสาวคนเล็กคนนี้มากที่สุด แต่ก็ไม่เคยเลี้ยงดูอย่างตามใจเลยสักครั้ง
ถิงถิงต้องเริ่มดูแลเด็กๆ ตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่ขวบ พอโตขึ้นอีกหน่อยก็ต้องรับหน้าที่ทำอาหารและซักเสื้อผ้าให้กับทุกคนในบ้าน
ขอฟ้าดินเป็นพยาน แม้ว่าชีวิตของฉินซือฉีจะดูน่าสงสาร แต่เธอไม่เคยต้องลำบากกายเลยสักนิด ที่บ้านมีแต่คนคอยเอาอกเอาใจเธอทุกอย่าง
เพราะเธอคือลูกสาวคนเดียวของลูกชายคนโต สองสามีภรรยาทั้งรักทั้งตามใจจนเธอไม่อาจเอ่ยปากว่ากล่าวอะไรได้
งานบ้านจะทำหรือไม่ทำก็ได้ตามใจชอบ หากไม่อยากทำก็ออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ทั้งที่อายุอานามก็ปาเข้าไป 16-17 ปีแล้ว แต่เสื้อผ้าของตัวเองยังต้องให้ถิงถิงเป็นคนซักให้
แต่ลูกสาวคนเล็กของเธอ กลับไม่เคยได้ลิ้มรสวันเวลาดีๆ กับใครเขาเลย
ไม่ว่าถิงถิงจะได้เข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมหรือไม่ เธอก็ไม่สามารถแต่งงานเข้าบ้านตระกูลหลี่ได้อีกต่อไป
ลูกสาวของเธอทั้งเก่งกาจและมีหน้าตาสะสวย แล้วจะไม่คู่ควรกับหลี่เปิ่นจงได้อย่างไรกัน?
บอกจะถอนหมั้นก็ถอนหมั้นอย่างง่ายดาย ที่แท้ก็เป็นเพราะกลัวว่าครอบครัวซ่งจะนำพาความเดือดร้อนไปให้ตระกูลหลี่นั่นเอง
ใครๆ ต่างก็พูดว่ายามทุกข์ยากจะเห็นน้ำใจที่แท้จริง หากตระกูลหลี่เป็นครอบครัวที่ดีมีคุณธรรมจริง ก็ควรจะต้อนรับถิงถิงเข้าไปเป็นสะใภ้ จัดหาที่พักพิงให้เธอได้หลบฝนหลบแดด หากเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ เธอจะซาบซึ้งในบุญคุณของตระกูลหลี่ไปชั่วชีวิต
โชคยังดีที่ทั้งสองยังไม่ได้แต่งงานกัน หากแต่งงานกันไปแล้ว ลูกสาวของเธอคงไม่พ้นต้องถูกไล่ออกจากบ้านเหมือนกันใช่หรือไม่?
การหมั้นหมายครั้งนี้ จะต้องถอนให้สิ้นซาก!
ย่าซ่งร้องห่มร้องไห้จนน้ำตานองหน้า ทำเอาป้าซุนที่เห็นเหตุการณ์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เอ่ยปลอบใจ “น้องสาวเอ๊ย ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้แหละ มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายปะปนกันไป ทนอีกหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอง”
ย่าซ่งยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พี่หลี่คะ เรื่องราวช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพี่ก็เห็นแล้วใช่ไหม ซ่งเหลียงคงกลับไปทำงานไม่ได้อีกแล้ว ส่วนปัญญาชนหลินก็ต้องทนทุกข์ทรมานขนาดนั้น น้องสาวของเธอไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ ดูท่าว่าครอบครัวซ่งของเราคงจะถึงคราวอวสานแล้วจริงๆ”
“แต่ฉันไม่อยากลากถิงถิงให้ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย แต่เดิมเราตกลงกันว่าจะจัดงานแต่งงานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ตอนนี้ฉันอยากให้พวกเขาสองคนรีบแต่งงานกันให้เร็วที่สุด หลินฉิงต้องการจะแก้แค้นครอบครัวซ่งของเรา แต่คงไม่กล้าไปยุ่งกับถิงถิง เพราะอย่างไรเสียหลี่เปิ่นจงก็ทำงานขับรถแทรกเตอร์อยู่ในคอมมูน แถมที่บ้านตระกูลหลี่ก็ดูเหมือนจะมีญาติเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในอำเภอด้วย หากได้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะพอช่วยอะไรเราได้บ้าง จริงไหมคะ?”
ย่าซุนนึกถึงนิสัยที่เห็นแก่ตัวของย่าหลี่ขึ้นมา พลางเบ้ปากในใจ
เธอและย่าหลี่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่ด้วยนิสัยที่ร้ายกาจและรับมือยากของย่าหลี่ หากเธอรู้เรื่องราวทั้งหมดแต่กลับปิดปากเงียบไม่ยอมบอก ย่าหลี่คงสามารถมายืนสาดเสียเทเสียด่าทออยู่หน้าประตูบ้านของเธอได้ 3 วัน 3 คืนไม่หยุดหย่อน
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะเดินทางไปที่หมู่บ้านต้าเหลียงให้”
ย่าซ่งรีบเอ่ยขอบคุณ แล้วกล่าวเสริมว่า “ไม่ต้องปิดบังอะไรนะคะ พูดความจริงไปได้เลย”
ย่าซุนจัดแจงข้าวของอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินออกจากหมู่บ้านไป
น้ำตาของย่าซ่งเหือดแห้งไปในบัดดล
หญิงชราหัวเราะเยาะในใจ กลัวว่าบ้านฉันจะนำความเดือดร้อนไปให้งั้นเหรอ ฉันนี่สิที่กลัวว่าถ้าวันไหนบ้านฉันกลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง พวกแกจะเสียใจจนน้ำตาเช็ดหัวเข่า!
หญิงชรายืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างของห้องฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นห้องของลูกสาว ในตอนนี้ห้องนั้นกำลังกลายเป็นเวทีคอนเสิร์ตส่วนตัว
หน้าต่างทุกบานถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา จึงไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาภายนอก
ในขณะนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนที่เพิ่งฟังบทเพลงจบลงก็ตบโต๊ะฉาดใหญ่ พร้อมกับประกาศด้วยความมั่นใจ “อาเล็กคะ ครั้งนี้ผ่านฉลุยแน่นอน!”
ซ่งถิงรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อได้ลองทำตามวิธีที่เสี่ยวหน่วนแนะนำ เธอก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นออกมาผ่านบทเพลงได้จริงๆ
“เสี่ยวหน่วนพูดถูก การร้องเพลงไม่ใช่แค่ร้องให้ตรงคีย์ แต่ยังต้องถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการมอบจิตวิญญาณลงไปในบทเพลง”
“ใช่แล้วค่ะ อย่ามองว่ามันเป็นแค่บทเพลงธรรมดาๆ นะคะ แท้จริงแล้วบทเพลงเหล่านี้คือหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่สะเทือนอารมณ์”
น้ำเสียงของเด็กสาวนั้นช่างนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่กลับปลุกเร้าพลังใจของผู้ฟังได้อย่างน่าประหลาด
ย่าซ่งที่ได้ยินบทสนทนาก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เธอเดินไปหาเซี่ยกุ้ยหลานแล้วเอ่ยขึ้น “แม่เห็นเสี่ยวหน่วนกลับมาที่บ้าน มีเสื้อผ้าติดตัวมาแค่ชุดเดียว รองเท้าก็มีแค่คู่เดียว ตอนนี้อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นแล้วนะ เธอรีบทำรองเท้าผ้าให้เสี่ยวหน่วนสักคู่สิ เอาแบบพื้นหนาๆ จะได้ใส่สบายกว่ารองเท้าหนัง”
เซี่ยกุ้ยหลานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “แม่คะ…คือว่าหนูแอบทำรองเท้าเสร็จไว้แล้วคู่หนึ่งค่ะ เป็นแบบขอบยางยืด แต่ก็กลัวว่าเสี่ยวหน่วนจะไม่ชอบ”
“ก็ลองเอาไปให้ลูกดูสิ เผื่อลูกจะชอบ อีกอย่างเอาไว้ใส่เดินในบ้านก็ยังดี รองเท้าหนังน่ะใส่ทุกวันมันก็พังเร็ว”
ด้วยเหตุนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงได้รับรองเท้าผ้าขอบยางยืดที่ทำจากผ้าลูกฟูกสีกากีมาหนึ่งคู่
ซ่งอวี้หน่วนไม่รอช้ารีบสวมมันทันที
“สบายจังเลยค่ะ สบายจริงๆ”
นี่ไม่ใช่คำพูดที่เสแสร้งแกล้งทำ แต่เป็นความรู้สึกจากใจจริงของเธอ
ตอนที่ซ่งอวี้หน่วนเดินออกจากบ้านตระกูลฉิน เธอไม่ได้จากมาแค่ตัวเปล่า แต่ยังมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเพียงชุดเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าพวกชุดชั้นในเธอนำกลับมาด้วย ส่วนเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนวมบุฝ้าย เสื้อโค้ทผ้าวูล หรือเสื้อกันลมราคาแพง ตระกูลฉินไม่ได้เอ่ยถึง และเจ้าของร่างเดิมก็ไม่กล้าพอที่จะนำติดตัวออกมา
รองเท้าหนังชั้นเดียวที่เธอสวมอยู่ เหมาะสำหรับใส่ในช่วงฤดูนี้พอดิบพอดี แต่ถึงอย่างไรก็ยังเทียบไม่ได้กับความสบายของรองเท้าผ้า โดยเฉพาะพื้นรองเท้าที่หนาเป็นพิเศษ ทำให้ทุกย่างก้าวรู้สึกเบาสบายอย่างน่าประหลาด
เซี่ยกุ้ยหลานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอมองลูกสาวของตัวเองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
วันที่กลับมาถึงบ้าน ลูกสาวของเธอมัดผมหางม้า แต่ช่วงสองสามวันนี้กลับถักเปียสองข้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดู มีโบว์สีเหลืองแอปริคอตผูกเป็นรูปผีเสื้อ สวมเสื้อสูทตัวเล็กกระดุมสองแถวลลายสก็อต ข้างในเป็นเสื้อไหมพรมสีเบจ ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงโพลีเอสเตอร์สีดำ อันที่จริงชุดนี้จะดูดีกว่าถ้าใส่คู่กับรองเท้าหนัง แต่พอใส่กับรองเท้าผ้าก็ดูดีไปอีกแบบ
จริงอย่างที่เขาว่ากัน คนจะงามงามที่ใจใช่ใบหน้า แต่ถ้าคนหน้างาม ต่อให้สวมเสื้อผ้าเก่าขาดก็ยังคงงดงามอยู่ดี
แต่ถึงอย่างนั้น ลูกสาวของเธอก็ต้องได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ
ถ้าถึงฤดูร้อนแล้วไม่มีเงินซื้อชุดเดรสปู้ลาจี๋ เธอก็จะลงมือตัดเย็บเองนี่แหละ ชุดกระโปรงฝีมือเธอไม่เป็นสองรองใคร ไม่แพ้ของที่ขายในห้างสรรพสินค้าแน่นอน เซี่ยกุ้ยหลานมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก
ขณะที่เธอกำลังขบคิดเรื่องชุดกระโปรงลายดอกไม้อยู่นั้น ซ่งอวี้หน่วนที่วิ่งกลับไปที่ห้องฝั่งตะวันตกก็กำลังสำรวจเสื้อผ้าของซ่งถิงอยู่เช่นกัน เสื้อผ้าดีๆ แทบไม่มีเลยสักชุด ซ่งอวี้หน่วนจึงอยากให้อาหญิงของเธอยืมเสื้อผ้าไปใส่
แต่ซ่งถิงกลับไม่เห็นด้วย
“ถ้าเพียงเพราะว่าอาแต่งตัวไม่ดี แล้วพวกเขาถึงกับไม่ยอมรับ อาก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกันจ้ะ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลนั้น ขอเพียงแค่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านเรียบร้อยก็เพียงพอแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเหลียงได้นำคนงานออกไปทำงานในทุ่งนา เขารู้สึกว่าการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในตอนนี้มีแต่จะขาดทุนย่อยยับ แต่ก็จนปัญญา จะให้ป่าวประกาศบอกใครต่อใครว่าลูกสาวของเขาทำนายว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งภัยพิบัติครั้งใหญ่ได้อย่างไรกัน?
เวลาผ่านไปจนสาย ที่ดินทำกินของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ไถพรวนเสร็จสิ้นทั้งหมด เหลือเพียงรอเวลาหว่านเมล็ดพันธุ์เท่านั้น
ช่วงนี้เป็นวันหยุดที่ทุกคนจะได้มีเวลาดูแลสวนผักของตัวเอง
มื้อกลางวันวันนี้เป็นอาหารเรียบง่าย มีเพียงโจ๊กข้าวโพด และเต้าหู้สองก้อนตุ๋นกับมันฝรั่งหนึ่งหม้อใหญ่ ขณะที่ครอบครัวซ่งกำลังจะลงมือกินข้าว เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่นขึ้นที่หน้าประตูบ้าน
สีหน้าของซ่งถิงเปลี่ยนไปในทันใด “แย่แล้ว คนจากบ้านตระกูลหลี่มา”
ซ่งอวี้หน่วนรีบถามขึ้น “ใช่ตระกูลหลี่บ้านนั้นหรือเปล่าคะ?”
ซ่งถิงพยักหน้ารับ “ใช่ บ้านนั้นแหละ”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ว่าเรื่องราวมันคลี่คลายไปอย่างไร ทำไมถึงมาเยือนกันเร็วนัก
จากนั้นเธอก็เห็นคุณย่าซุนเพื่อนบ้านของเธอ มีใบหน้าแดงก่ำ กำลังอธิบายให้ย่าซ่งฟังอย่างร้อนรน “น้องหาน ฉันไม่ได้ปิดบังอะไรเลยนะ แต่ว่า…แต่เธอ…เธอยืนกรานว่าจะถอนหมั้นให้ได้!”
ซ่งอวี้หน่วนก็เห็นคุณย่าของเธอที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่แท้ๆ พลันขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที ท่าทางดูอิดโรยและอ่อนล้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เข้ามาคุยในบ้านกันก่อนเถอะจ้ะ ซ่งเหลียง…เขาก่อเรื่องไว้เล็กน้อย เราต้องระวังผลกระทบ ไม่อย่างนั้นเรื่องจะยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่”
ย่าหลี่เบิกตาถลึงจ้องเขม็ง “นั่นเรียกว่าก่อเรื่องเล็กน้อยเหรอ? ต้องเรียกว่าเรื่องใหญ่เลยต่างหากล่ะ! พวกแกตระกูลซ่งช่างวางแผนมาดีนี่นะ คิดจะให้ตระกูลหลี่ของเราเข้าไปช่วยเหลือรึ ฝันไปเถอะ ถอนหมั้น!!!”
ซ่งเหลียงเหลือบมองแม่ของตนเองด้วยใบหน้าที่หมองคล้ำ ก่อนจะหันไปกล่าวกับย่าหลี่ด้วยความรู้สึกผิด “ป้าครับ ผมขอโทษครับ เป็นความผิดของผมเองที่ไร้ความสามารถ ทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนไปด้วย แต่ถิงถิงเธอเป็นผู้บริสุทธิ์นะครับ!”
ซ่งถิงยกมือขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งร้องไห้เข้าไปในบ้าน
เซี่ยกุ้ยหลานได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ปู่ซ่งทรุดตัวลงนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ก้มหน้ากุมศีรษะอย่างสิ้นหวัง
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับอ้าปากค้าง
นี่มันครอบครัวนักแสดงชัดๆ!
[จบบท]