บทที่ 272: คุณตาที่ไม่สามารถยอมรับได้
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเซี่ยโป๋เหวินเดินฝ่าฝูงชนออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าซ่งอวี้หน่วน
แววตาของเขาในยามนี้ฉายแววสับสนซับซ้อนอย่างยิ่ง ชายสูงวัยนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “ทำไมถึงช่วยพูดเข้าข้างตาล่ะ”
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่เต๋อหมิงรายงานความคืบหน้าของงานเสร็จสิ้น เขาก็ได้เรียกเซี่ยโป๋เหวินให้เข้าไปคุยกันตามลำพังในห้องประชุมเล็กที่อยู่ถัดไป
เต๋อหมิงได้แจ้งให้เขาทราบถึงคำสั่งของเบื้องบน ว่าข้อตกลงทั้งหมดในการประชุมวันนี้ได้รับการอนุมัติแล้ว รวมถึงการจัดตั้งโรงงานยาในอำเภอหนานซานก็สามารถดำเนินการได้
แต่สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการผลิตยาออกมาให้เร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์การระบาดในปัจจุบันไม่สู้ดีนักและกำลังเข้าสู่ช่วงระบาดสูงสุด
ส่วนเรื่องอาสาสมัครทดลองยา ทางเบื้องบนได้มอบหมายให้ผู้เฒ่ากงเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการโยกย้ายให้ท่านไปประจำยังแผนกที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ
สรุปได้ว่าการประชุมในวันนี้ผ่านฉลุย ผู้นำไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และอนุมัติทุกข้อเสนอ สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับถัดไปคือการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อทำการผลิตยา
และในเมื่อผู้บัญชาการแห่งฐานทัพหลงหังก็อยู่ที่นี่ด้วย เต๋อหมิงจึงตั้งใจว่าจะไปพูดคุยกับกู้หวยอันในภายหลัง เพื่อขอจัดตั้งห้องปฏิบัติการที่ฐานทัพทดสอบการบิน จากนั้นทางอำเภอหนานซานก็จะเริ่มเตรียมการเรื่องโรงงานยาต่อไป
ส่วนเรื่องของเซี่ยซินตง ทางผู้นำมีความเห็นว่าจะให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัวเอง และถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเงินในตอนนี้จะค่อนข้างฝืดเคือง แต่ก็จะมีการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพให้กับเขา
เดิมทีเซี่ยโป๋เหวินไม่เข้าใจว่าทำไมเต๋อหมิงต้องมาบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้กับตน แต่แล้วเต๋อหมิงก็ได้เฉลยว่า เป็นเพราะซ่งอวี้หน่วนได้พูดเข้าข้างเขาเอาไว้
เพียงเท่านั้น เซี่ยโป๋เหวินก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที
เท่าที่รู้ เสี่ยวหน่วนไม่ใช่เด็กสาวที่ใจอ่อนยอมใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับเขาและซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่ทำไมครั้งนี้ถึงยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ กันนะ
จะว่าซาบซึ้งใจไหม หากให้พูดตามตรง เซี่ยโป๋เหวินก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกส่วนใหญ่กลับเป็นความกระวนกระวายใจมากกว่า
ท้ายที่สุด เต๋อหมิงได้แจ้งข่าวดีว่าเบื้องบนตัดสินใจที่จะไม่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆ ของเขา แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อกลับไปถึงปักกิ่ง เขาจะต้องกล่าววิจารณ์และสำนึกผิดต่อการกระทำของตนเองในที่ประชุม
เซี่ยโป๋เหวินอยากจะคุยกับซ่งอวี้หน่วนให้รู้เรื่องก่อนที่จะถึงเวลาประชุม เขาเดินตามหาเธออยู่ทั่ว แต่แล้วก็มาเห็นเธอเดินเคียงคู่มากับกู้หวยอันจากทางด้านนอกพอดี เขาจึงรีบปรี่เข้าไปขวางหน้าเธอไว้
“เสี่ยวหน่วน ทำไมถึงช่วยพูดให้ตาด้วย” เขาถามย้ำอีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่บาดลึก “ก็เพราะว่าคุณคือคุณตาแท้ๆ ของหนู...คุณตาที่ชาตินี้ทั้งชาติหนูก็ยอมรับไม่ได้ยังไงล่ะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินเคยจินตนาการถึงคำตอบของเธอไว้มากมาย แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะตอบกลับมาเช่นนี้
เพียงชั่วพริบตา ขอบตาของชายสูงวัยก็พลันแดงก่ำขึ้นมา มีหยาดน้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง
เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับไอ้แก่สารเลวคนหนึ่ง คนที่เขาพยายามทำดีด้วยกลับเป็นคนที่ไม่คู่ควร ส่วนคนที่เขาทำผิดมหันต์ด้วย เขากลับไม่รู้ว่าจะชดใช้ให้ได้อย่างไร
เขารู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนจงใจพูดเช่นนี้เพื่อปั่นหัวเขา ทำให้ความคิดของเขาสับสน หรืออาจจะมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่สามารถนึกโกรธเคืองเด็กสาวตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
“พรุ่งนี้พวกเราก็จะกลับกันแล้ว เสี่ยวหน่วน อยากไปเที่ยวที่ปักกิ่งสักสองสามวันไหม” เขาเอ่ยชวน
ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าปฏิเสธ “ที่นี่ยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลยค่ะ ไว้ถ้ามีโอกาสค่อยไปแล้วกันนะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินพยักหน้ารับ ก่อนจะลดเสียงให้เบาลงแล้วรายงานความคืบหน้า “ตาใช้วิธีที่เธอบอกไปข่มขู่ซ่างกวนเหิงแล้ว เขาบอกว่าวิดีโอเทปไม่ได้อยู่ในความครอบครองของเขาแค่คนเดียว ในตอนนั้นเพื่อที่จะควบคุมเซี่ยซินตง ตระกูลใหญ่หลายตระกูลต่างก็มีสำเนาเก็บไว้เหมือนกัน”
คิ้วของเซี่ยโป๋เหวินขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม ในใจนั้นอยากจะฉีกร่างของซ่างกวนเหิงออกเป็นชิ้นๆ
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวอย่างสุขุมว่า “เหล่าฉีกับเหล่าโต้วที่ภรรยาของคุณตาส่งมา จะต้องมีภารกิจพิเศษอย่างอื่นอีกแน่นอนค่ะ จากที่หนูวิเคราะห์แล้ว เรื่องทั้งหมดน่าจะเกี่ยวข้องกับน้าตง การที่คุณตาไปแจ้งจับพวกเขาเรื่องเลี่ยงภาษีเป็นการบีบให้พวกเขายอมส่งตัวน้าตงกลับมาก็จริง แต่พวกเขาไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ แน่”
“เรื่องเข็มยืดอายุอะไรนั่นเป็นแค่เรื่องที่น้าตงของหนูแต่งขึ้นมาหลอกพวกเขาเช่นกัน แต่ถึงจะไม่มีเรื่องนี้ คุณค่าในตัวของน้าตงก็ยังคงประเมินค่าไม่ได้อยู่ดี”
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวทิ้งท้ายพลางกะพริบตา ก่อนจะเอ่ยต่อ “เท่าที่หนูวิเคราะห์ดู พวกเขาน่าจะใกล้มาถึงที่นี่แล้วค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินชะงักไปเล็กน้อย “ใครจะมา”
“ก็น่าจะเป็นพวกที่ใช้วิดีโอเทปข่มขู่น้าตง เพื่อจงใจยั่วโมโหเขายังไงล่ะคะ”
สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินพลันมืดครึ้มลง
กู้หวยอันซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก ทอดสายตามองมายังเซี่ยโป๋เหวินอย่างล้ำลึก แม้จะไม่ได้ยินว่าทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน แต่จากสถานการณ์แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก
ยิ่งแก่ก็ยิ่งเลอะเลือนจริงๆ เซี่ยโป๋เหวินคนนี้ เสี่ยวหน่วนเพิ่งจะอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น จะไปพูดคุยเรื่องหนักสมองกับเด็กสาวตัวเท่านี้ทำไมกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้หวยอันจึงค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ การปรากฏตัวของเขาทำให้เซี่ยโป๋เหวินต้องรีบหุบปากฉับ
ในจังหวะนั้นเอง เซี่ยซินตงและผู้เฒ่าจี้ก็เดินตามมาสมทบพอดี ทั้งหมดพยักหน้าทักทายกัน ในขณะที่เต๋อหมิงซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องประชุมเช่นกัน
ท้ายที่สุด ทุกคนจึงพากันกลับเข้าไปในห้องประชุมอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงนายอำเภอโค่วด้วย
***
ขณะเดียวกันนั้น ในช่วงเวลาที่เฉียนเฟินโทรศัพท์ไปที่บ้านตระกูลเฉียน เฉียนอันน่ากำลังอยู่ในห้องทำงานของฉินซู่อวิ๋น
เมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ เธอก็จะขึ้นเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 แล้ว และหลังจากสอบเสร็จ คุณปู่ของเธอก็ได้จัดการส่งเธอมาฝึกงานที่หน่วยงานของป้าฉิน ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยกว่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉียนและตระกูลกู้นั้นไม่ได้ราบรื่นนัก ต่างฝ่ายต่างก็มีจุดยืนเป็นของตนเอง
เฉียนอันน่าหวังว่าเธอจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากที่นี่ และลึกๆ แล้วก็หวังว่าป้าฉินจะมองเห็นความสามารถและให้ความสำคัญกับเธอบ้าง
ขณะนั้นเอง ฉินซู่อวิ๋นซึ่งกำลังถือจดหมายจากต่างประเทศอยู่ในมือ หลังจากที่อ่านเนื้อความจนจบ เธอก็ยื่นมันให้กับเฉียนอันน่าพร้อมกับสั่งงาน
“เธอลองอ่านนี่ดูก่อนนะ พออ่านจบเราจะประชุมกันทันทีเพื่อหารือเรื่องกำหนดการและบุคลากร นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น ทุกหน่วยงานตั้งแต่ระดับบนสุดลงมาต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย”
เฉียนอันน่ารับจดหมายมาด้วยความฉงน แต่เมื่อเปิดอ่านก็ถึงบางอ้อ ที่แท้จดหมายฉบับนี้เขียนด้วยภาษาของประเทศ X นั่นเอง เนื้อหาในจดหมายระบุว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้จะมีการจัดค่ายฤดูร้อนเพื่อกระชับมิตรระหว่างนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมต้นของทั้งสองประเทศ
โดยผู้เข้าร่วมจะต้องมีอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งเกณฑ์อายุนี้ได้รับการผ่อนผันเป็นพิเศษเนื่องจากสถานการณ์เฉพาะของฝั่งประเทศจีน
ค่ายฤดูร้อนงั้นเหรอ ก็คงไม่พ้นกิจกรรมของกลุ่มเด็กจบใหม่ที่มากินดื่มเที่ยวเล่นกันสนุกๆ ขอแค่ทำให้ฝ่ายนั้นพอใจและมีความสุขกลับไปก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น เธอก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายละเอียดของงาน
เฉียนอันน่าจึงถือจดหมายไปมอบให้เลขานุการเพื่อดำเนินการต่อ ไม่นานนักห้องประชุมของสำนักงานต่างประเทศก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเรื่องกำหนดการจัดค่ายฤดูร้อนร่วมกับอีกฝ่าย
โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 3 สิงหาคม เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม ส่วนรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ นั้นจะต้องมีการหารือกันอีกครั้งในภายหลัง
ตอนนี้รายชื่อผู้เข้าร่วมจากฝั่งนั้นได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีอายุระหว่าง 15 ถึง 17 ปี ในขณะที่ฝั่งจีนยังไม่ได้คัดเลือกใครเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งขั้นตอนการคัดเลือกจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยจะเน้นนักเรียนที่จบมัธยมต้นซึ่งมีผลการเรียนดีเด่นและมีความประพฤติเรียบร้อย
แต่เนื่องจากจดหมายแจ้งมาอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวมากนัก การคัดเลือกจากทั่วประเทศจึงเป็นไปได้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะลำพังแค่ในปักกิ่งก็มีเด็กเก่งๆ อยู่เต็มไปหมดแล้ว
เฉียนอันน่าได้แต่เสียดายอายุของตนเอง หากมีกิจกรรมแบบนี้เมื่อหลายปีก่อน ด้วยคุณสมบัติของเธอแล้ว การได้รับเลือกให้เข้าร่วมค่ายฤดูร้อนคงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของฉินซู่อวิ๋น เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแค่ค่ายฤดูร้อนธรรมดาๆ ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกันถึงขนาดนี้ด้วย แต่ถึงจะสงสัยเพียงใด เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป จึงได้แต่เดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองเงียบๆ
แล้วเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณป้าของเธอ
เนื้อหาที่ได้ยินจากปลายสายทำให้เฉียนอันน่าตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่ก็ทำได้เพียงแค่รับฟังโดยไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ เธอจึงบอกกับเฉียนเฟินไปว่าทางนี้ไม่มีปัญหาอะไรและค่อนข้างมีเวลาว่าง จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะลอบนั่งรถไฟไปยังอำเภอหนานซานในคืนนี้เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่
เฉียนอันน่าลางานแล้วเดินออกจากที่ทำงานด้วยหัวใจที่ลุกเป็นไฟด้วยความอิจฉาริษยา
ซ่งอวี้หน่วนงั้นเหรอ นั่นมันตัวอะไรกันบังอาจมายืนเคียงข้างกู้หวยอันได้ยังไง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าทั้งสองคนไปเดินเล่นด้วยกันอีก
หัวใจของเธอเจ็บปวดราวกับถูกงูพิษฉกกัด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่ได้ยินเท่าไหร่นัก
กู้หวยอันเป็นคนเย็นชาและเข้าถึงยาก เขาโด่งดังมีชื่อเสียงมาตั้งแต่อายุยังน้อยและเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักใคร่เอ็นดูจากทุกคน
คนที่เป็นอัจฉริยะนั้นหาได้ยากยิ่งอยู่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่อัจฉริยะธรรมดา เขายังมีรูปร่างสูงสง่าและใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภูมิหลังของครอบครัวที่สูงส่งจนน่าทึ่ง
ผู้ชายที่เพียบพร้อมขนาดนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของผู้หญิงนับไม่ถ้วน เขาเปรียบเสมือนดวงตะวันที่เจิดจรัสมาตั้งแต่เยาว์วัย และเมื่อเติบใหญ่ขึ้น แสงสว่างนั้นก็ยิ่งทอประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
[จบบท]