บทที่ 274: คณะผู้ตรวจการณ์มาแล้วเหรอ?
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงว่ากู้จินอารองของพี่หวยอันจะตามมาด้วยจริงๆ หลังจากที่เขาเดินชมรอบหมู่บ้านแล้ว ก็ยังไปบอกกับคนอื่นๆ อีกว่าที่นี่เหมือนกับแดนสวรรค์บนดินเลยทีเดียว
หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอในตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพสวยงามที่สร้างขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ปล่อยให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะฉู่จื่อโจวได้เห็นถึงผลลัพธ์อันหอมหวานของการพัฒนาหมู่บ้านแล้ว เขาจึงตั้งใจจริงที่จะผลักดันให้ที่นี่ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านต้นแบบด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรม
ไม่ใช่แค่ในระดับคอมมูน แต่ต้องไปให้ถึงระดับอำเภอ หรือกระทั่งระดับประเทศ!
เป้าหมายที่ตั้งไว้ช่างยิ่งใหญ่เสียจนจะผ่อนแรงลงไม่ได้แม้แต่น้อย ฉู่จื่อโจวจึงต้องการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นนิสัยของชาวบ้านทุกคน ซึ่งชาวบ้านในตอนนี้ก็ให้ความเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม
ยิ่งไปกว่านั้น การขายหมวกสานครั้งที่ 2 ยังทำให้ทุกครัวเรือนมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง และอีกไม่นานฉู่จื่อโจวก็จะหาธัญพืชมาเพิ่มให้ ครอบครัวไหนที่ขาดแคลนอาหารก็ย่อมซาบซึ้งใจในตัวเขาอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ทุกคำสั่งของเขาจึงได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดไม่มีบิดพลิ้ว
หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอในปัจจุบัน ทุกบ้านต่างก็ดูแลความสะอาดเรียบร้อยเป็นอย่างดี บางบ้านถึงกับปลูกดอกไม้นานาพันธุ์สีสันสดใสไว้ที่หน้าบ้านจนกลายเป็นสวนหย่อมขนาดย่อม อย่างเช่นบ้านตระกูลซ่ง
แม้ว่าบ้านเรือนในหมู่บ้านจะยังคงมุงหลังคาด้วยหญ้า แต่ทว่าสภาพจิตใจและบรรยากาศโดยรวมกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำเอาผู้มาเยือนต่างรู้สึกทึ่งและประหลาดใจไปตามๆ กัน
วันนี้ หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอดูราวกับมีคณะทัวร์มาลงอย่างไรอย่างนั้น
ชาวบ้านที่ไปทำงานในนากำลังทยอยแบกจอบกลับมาพร้อมกับช่างเทคนิคจากทางอำเภออีก 2 คน ฉู่จื่อโจวจึงเอ่ยปากชวนทั้งคู่ให้มาทานอาหารด้วยกันที่ที่ทำการกองพลน้อยอย่างเป็นกันเอง
เมื่อช่างเทคนิคทั้งสองคนเห็นนายอำเภอโค่วกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเดินตามหลังกลุ่มคนที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ
หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมีคณะผู้ตรวจการณ์มาเยี่ยมเยือนอย่างนั้นเหรอ?
การได้รับเกียรติให้ร่วมโต๊ะอาหารกับบุคคลสำคัญทำให้พวกเขาดีใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย โชคดีที่ฉู่จื่อโจวเป็นคนสบายๆ ทั้งสองจึงคลายความกังวลและเข้าไปช่วยงานต่างๆ อย่างเต็มใจ
วันนี้มีแขกเหรื่อมากันเยอะ ฉู่จื่อโจวเลยไม่อยากรบกวนให้บ้านตระกูลซ่งต้องเป็นเจ้าภาพ แต่เปลี่ยนไปใช้โรงอาหารของที่ทำการกองพลน้อยแทน ซึ่งมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มครบครัน แถมยังมีคนมาช่วยทำอาหารอีกหลายแรง
จากที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอผ่านพ้นบ่ายวันนี้ไป ทุกคนก็สนิทสนมกันเป็นที่เรียบร้อย
กู้หวยอันมีงานด่วนต้องสะสางพอดี ที่ทำการกองพลน้อยมีห้องว่างอยู่หลายห้อง จึงมีการจัดเตรียมห้องหนึ่งไว้ให้เขาใช้เป็นสำนักงานชั่วคราว พอกลับมาจากในอำเภอ เขาก็ตรงเข้าไปจัดการงานของเขาทันที
แต่ก่อนที่จะเริ่มงาน เขาก็ไม่ลืมโทรศัพท์กลับไปที่ฐานทัพเพื่อจัดการเรื่องห้องปฏิบัติการให้กับเซี่ยซินตง ซึ่งที่ฐานทัพมีห้องแล็บอยู่หลายแห่ง และมีแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณขอบฐานทัพพอดี จึงเหมาะที่จะยกให้เซี่ยซินตงใช้
ส่วนกู้จิน เมื่อเห็นว่าหลานชายกำลังยุ่งอยู่จนไม่มีเวลามาสนใจเขา ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาแอบย่องไปตามหาซ่งอวี้หน่วนเงียบๆ ตั้งแต่เข้ามาในหมู่บ้านแล้ว
เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างให้ได้ ถ้ากลับไปแล้วปู่กู้ผู้ซึ่งเป็นพ่อของเขาถามอะไรขึ้นมาแล้วเขาตอบไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว มีหวังโดนตีแน่
ทว่าน่าเสียดาย ที่แม้แต่เงาของซ่งอวี้หน่วน เขาก็ยังไม่เห็น
ซ่งอวี้หน่วนกำลังวิ่งไปหาโจวเสี่ยวฮวาอยู่พอดี
เธอเพิ่งจะเจรจากับนายอำเภอโค่วเสร็จเรียบร้อย โดยทางห้างสรรพสินค้าจะจัดสรรพื้นที่เคาน์เตอร์บนชั้น 2 ในโซนเสื้อผ้าและรองเท้าให้กับโรงงานเสื้อผ้าจือหลาน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังอำนวยความสะดวกจัดหาเตียงในหอพักพนักงานให้อีก 1 เตียง ซึ่งนับว่าเป็นการดูแลอย่างดีเป็นพิเศษ
เรื่องอาหารการกินก็สามารถใช้บริการโรงอาหารของห้างได้เลย โดยทางโรงงานเสื้อผ้าจือหลานจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าตั๋วอาหารให้ ส่วนเงินเดือนนั้นทางห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สวัสดิการอื่นๆ จะเทียบเท่ากับพนักงานของห้างทุกประการ
เงื่อนไขดีขนาดนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบมาหาโจวเสี่ยวฮวาเพื่อนสาวของเธอที่บ้านตระกูลโจวทันที
ทว่ายังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปในรั้วบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงโจวเสี่ยวฮวาร้องไห้ดังออกมาเสียก่อน
เกิดอะไรขึ้น?
ซ่งอวี้หน่วนชะงักงันไปชั่วครู่ ความลังเลทำให้ขาที่กำลังจะก้าวเข้าไปในบ้านต้องหยุดชะงักอยู่ตรงนั้นอย่างน่าอึดอัด
ในลานบ้านมีคนยืนอยู่หลายคน ทั้งคุณย่าของโจวเสี่ยวฮวา อาหญิงของเธอที่ชื่อโจวเสีย และพ่อแม่ของเธอเอง
พ่อของโจวเสี่ยวฮวาชื่อโจวโหย่วฝู เป็นลูกชายคนโตของตระกูลโจว เขาเป็นคนตัวไม่สูง ไม่ค่อยพูดจา แถมยังมีปัญหาที่ขาข้างหนึ่ง ส่วนแม่ของเธอที่ชื่อเหลียงชุ่ยนั้นดูแก่กว่าวัยไปมาก และมักจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะการมีลูกสาวถึง 6 คน ทำให้เธอรู้สึกไม่กล้าสู้หน้าใคร
ยิ่งไปกว่านั้น คุณย่าโจวยังเป็นคนอารมณ์ร้าย ทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดอยู่เสมอ
คุณย่ามีลูกชายเพียงคนเดียว ความหวังที่จะมีหลานชายไว้สืบสกุลจึงดูเลือนรางเต็มที วันๆ เธอจึงเอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึมอมทุกข์ มองใครก็ขวางหูขวางตาไปเสียหมด
เท่าที่ซ่งอวี้หน่วนรู้มา โจวเสี่ยวฮวามีพี่สาวสองคนที่ถูกส่งไปให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวกลับมา ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนพี่สาวอีกสามคนนั้น สองคนแรกแต่งงานออกเรือนไปแล้ว และพี่สาวคนที่ห้าก็เพิ่งหมั้นหมายและกำลังจะแต่งงานในเร็วๆ นี้
โจวเสี่ยวฮวาเป็นลูกคนสุดท้อง และอายุเท่ากับซ่งอวี้หน่วน
ตอนนี้เธอกำลังนั่งยองๆ ร้องไห้อยู่บนพื้น ขณะที่โจวเสียผู้เป็นอาหญิงกำลังทุบขาตัวเองร้องไห้ฟูมฟายอย่างเจ็บแค้น
“พี่ใหญ่! ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองได้เมียมาได้ยังไง! ก็เพราะแม่เอาฉันไปขายให้ไอ้คนปัญญาอ่อนนั่นไง ถึงได้มีเงินมาขอเมียให้พี่! แม่! แม่ทำลายชีวิตฉันทั้งชีวิต! แม่กับพี่ไม่ควรจะชดใช้ให้ฉันบ้างเหรอ?”
คุณย่าโจวยังคงนั่งหน้าตาเฉยเมย ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
“จินเป่ากับเสี่ยวฮวาอายุก็ไล่เลี่ยกัน ให้สองบ้านเราดองกันในหมู่ญาติมันไม่ดีตรงไหน ทำไมถึงไม่มีใครเห็นด้วยเลย?” โจวเสียตวาดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
“พี่ใหญ่! เรื่องนี้ต่อให้พี่ไม่เห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย! พี่ติดหนี้ชีวิตดีๆ ของฉันทั้งชีวิต ถ้าไม่ใช่เพื่อหาเงินมาแต่งเมียให้พี่ เพื่อสืบสกุลให้ตระกูลโจว ฉันจะยอมไปแต่งงานกับคนปัญญาอ่อนนั่นเหรอ?”
พูดจบเธอก็หัวเราะเยาะ “วันๆ เฝ้าภาวนาอยากจะได้ลูกชาย แต่ผลเป็นยังไงล่ะ คลอดออกมาเป็นลูกสาวติดกันตั้งหกคน! แม่! แม่ถึงกับยอมขายลูกสาวตัวเองเพื่อหาเงินมาแต่งเมียให้พี่ แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ? หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่อยู่ที่ไหน?”
จากนั้นเธอก็หันไปตวาดใส่โจวเสี่ยวฮวาที่กำลังร้องไห้ตัวโยน “แกร้องไห้หาอะไร! แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของแกมันไม่ดีตรงไหน ฉันเป็นแม่สามีแก ฉันไม่รังแกแกหรอกน่า! รอให้แกคลอดหลานชายอ้วนท้วนให้ฉันสักคนสิ ฉันจะอุ้มชูแกอย่างกับเจ้าหญิงเลยคอยดู!”
พี่สาวคนอื่นๆ ของโจวเสี่ยวฮวานั้นส่วนใหญ่มีลูกชายกันทั้งนั้น จึงไม่มีใครกล้าเยาะเย้ยว่าพวกเธอจะมีชะตากรรมเหมือนแม่
บางคนที่เปียกปอนท่ามกลางสายฝน เมื่อเห็นคนอื่นกางร่ม ก็อาจจะเกิดความริษยาจนอยากจะกระชากฉีกร่มนั้นให้เป็นชิ้นๆ
โจวเสียก็คงเป็นคนประเภทนั้น
คำพูดของอาหญิงทำให้โจวเสี่ยวฮวาทั้งอับอาย โกรธแค้น และหวาดกลัว เธอได้แต่กระทืบเท้าร้องไห้ปาวๆ “ฉันไม่แต่งกับพี่จินเป่า! ต่อให้ตายฉันก็ไม่ยอม!”
“งั้นแกก็ไปตายซะสิ!” โจวเสียตอกกลับอย่างเลือดเย็น “ไม่ใช่ว่ายังมีพี่สาวคนที่ห้าของแกอยู่อีกคนหรือไง ฉันจะไปถอนหมั้นมันซะ! หรือไม่ฉันก็จะป่าวประกาศไปทั่วว่าลูกชายฉันได้พวกแกทั้งคู่เป็นเมียแล้ว!”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด โจวเสี่ยวฮวาตกใจจนลืมร้องไห้ไปในทันที ขณะที่โจวเสี่ยวเจวียน พี่สาวคนที่ห้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หน้าซีดเผือด เธอหันไปมองพ่อกับแม่ด้วยสายตาอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง
เธอจะแต่งงานกับจินเป่าไม่ได้เด็ดขาด นอกจากเขาจะสติไม่สมประกอบแล้ว ยังมีนิสัยก้าวร้าวรุนแรง ชอบลงไม้ลงมือกับคนอื่นอย่างโหดเหี้ยม เธอกับน้องสาวเคยเจ็บตัวเพราะเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
แล้วพวกเธอจะทำอย่างไรดี?
น้ำตาของโจวเสี่ยวเจวียนไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
คุณย่าโจวยังคงนิ่งเฉยราวกับทองไม่รู้ร้อน
โจวโหย่วฝูได้แต่อ้าปากพะงาบๆ สุดท้ายก็ทำได้เพียงกอดเข่าตัวเองนั่งเงียบๆ
ในที่สุด เหลียงชุ่ยผู้เป็นแม่ก็รวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงสั่น “พี่คะ ฉันรู้ว่าพี่เจ็บแค้นใจ แต่... แต่จินเป่าเขาจะแต่งงานมีเมียได้ยังไงกัน?”
“ทำไมจะไม่ได้!” โจวเสียกรีดร้องสวนกลับทันควัน “ขนาดฉันยังแต่งกับคนปัญญาอ่อนได้ แล้วทำไมลูกสาวแกจะแต่งกับลูกชายฉันไม่ได้! เหลียงชุ่ย! นี่คือหนี้ที่พวกแกทุกคนติดค้างฉัน!”
ความจริงแล้ว ซ่งอวี้หน่วนเคยได้ยินเรื่องราวของโจวเสียจากปากโจวเสี่ยวฮวามาก่อน
พ่อของเธอลำบากเรื่องหาคู่ครอง คุณย่าจึงจำใจต้องบังคับให้โจวเสียเลิกรากับชายหนุ่มจากหมู่บ้านข้างๆ เพียงเพราะครอบครัวของเขาไม่มีเงินค่าสินสอดหนึ่งร้อยหยวน
จากนั้นก็รับเงินหนึ่งร้อยหยวนจากครอบครัวของชายปัญญาอ่อน เพื่อนำมาสู่ขอเหลียงชุ่ยให้กับโจวโหย่วฝู
แต่โชคชะตาก็ช่างเล่นตลก ชายหนุ่มยากจนคนนั้นได้ไปเป็นทหาร สร้างผลงานดีเด่นจนได้เลื่อนตำแหน่ง
หลังจากปลดประจำการก็ถูกบรรจุเข้าทำงานที่โรงงานเหล็กแห่งหนึ่ง และตอนนี้ก็มีข่าวลือว่าเขาได้เป็นถึงรองผู้จัดการโรงงาน ทั้งยังรับครอบครัวไปอยู่ด้วยกันอย่างสุขสบายแล้ว
[จบบท]