บทที่ 291: ปากดีเสียจริง!
อาจารย์สือไม่รู้หรอกว่าอำเภอหนานซานตั้งอยู่ที่ไหน แต่พอได้ยินว่าในค่ายมีเด็กจากต่างจังหวัดที่ห่างไกลอยู่คนหนึ่ง ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นซ่งอวี้หน่วน
“โอเค ฉันเข้าใจแล้ว” อาจารย์สือรับคำ หลังจากไอกระแอมอยู่หลายครั้ง อาจารย์สือก็กล่าวขึ้น
“ถึงแม้ว่าพวกเธอจะมาจากคนละที่ แต่เราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนให้จบลงอย่างราบรื่น เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เข้าใจไหม?”
สิ้นเสียงของอาจารย์สือ เด็กนักเรียนทุกคนก็ประสานเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง “เข้าใจค่ะ/ครับ!”
เลขานุการฟ่านสังเกตเห็นว่ามีเพียงซ่งอวี้หน่วนคนเดียวที่ไม่ได้เอ่ยปากตอบ เธอมีสีหน้าเรียบเฉย แต่มุมปากกลับประดับรอยยิ้มจางๆ ทำให้ดูเป็นคนไม่มีพิษสงอะไร
เลขานุการฟ่านครุ่นคิดในใจ หรือว่าเธอควรจะบอกอาจารย์สือเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลกู้ดีนะ แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ ไม่เอาดีกว่า ในเมื่อหัวหน้าไม่ได้สั่งให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
ความคิดนี้ยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เธอมีต่อซ่งอวี้หน่วนแย่ลงไปอีก เด็กคนนี้คงจะเป็นพวกที่ชอบวางอำนาจใหญ่โต เพราะคิดว่ามีคนคอยหนุนหลังอยู่สินะ
อาจารย์เผ่ยเองก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกัน เขาจึงหยิบสมุดลงทะเบียนนักเรียนขึ้นมาเปิดดู
เด็กคนนี้เข้ามาอยู่ในค่ายฤดูร้อนนี้ได้ยังไงกัน ในประวัติระบุว่าพ่อแม่ของเธอเป็นชาวนา อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ในอำเภอหนานซาน นี่มันเด็กสาวบ้านนอกของแท้เลยนี่นา หรือว่าเธอจะมีความสามารถพิเศษอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ไว้เดี๋ยวค่อยหาโอกาสไปถามจากเลขานุการฟ่านแล้วกัน
อาจารย์เผ่ยเอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนขึ้น “เมื่อกี้ที่อาจารย์สือพูด เธอได้ยินหรือเปล่า”
“ได้ยินค่ะ”
“ได้ยินแล้วทำไมไม่ตอบล่ะ” ซ่งอวี้หน่วนแอบเบ้ปากอยู่ในใจ แต่ก็แสร้งทำสีหน้าเจื่อนๆ แล้วตอบกลับไปว่า “เมื่อกี้นี้หนูตอบแล้วนะคะ แต่สงสัยเสียงจะเบาไปหน่อย”
เมื่อเธอตอบมาแบบนี้ ก็คงจะไปคาดคั้นเอาความอะไรต่อไม่ได้ อาจารย์สือรู้ดีว่าสถานการณ์แบบไหนที่ควรจะหยุด เด็กที่สามารถเข้ามาอยู่ในค่ายนี้ได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก หวงจื่อฉีก็มองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นี่เธอกล้ามากเลยนะที่ไปเถียงกับอาจารย์แบบนั้น”
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับไป “ก็อาจารย์ดูใจดีออกขนาดนั้น ฉันก็เลยไม่รู้สึกกลัวอะไร”
หวงจื่อฉีลองนึกทบทวนดูอีกครั้ง อาจารย์ใจดีอย่างที่ซ่งอวี้หน่วนว่าจริงเหรอ
ซ่งอวี้หน่วนไม่มีของให้ต้องจัดเก็บมากมาย เพราะเธอเตรียมของที่จำเป็นมาครบหมดแล้ว ปู่รองกับน้าเล็กยังอุตส่าห์เตรียมยาป้องกันยุง แมลง งู และหนูมาให้ แถมยังมีทั้งยาลดไข้แก้หวัดและยาแก้พิษอีกด้วย เรียกว่าเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าในทีมงานจะมีแพทย์คอยดูแลอยู่แล้วก็ตาม แต่เพราะทุกคนในค่ายต่างก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ เรื่องความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
นอกจากนี้ กู้หวยอันยังเตรียมของใช้ส่วนตัวให้อีกหลายอย่าง มีดพกทหารที่คมกริบอย่างไม่น่าเชื่อ ไฟฉายรุ่นล่าสุดที่เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมา ซึ่งถ้าหากเปิดแสงสว่างสุด ส่องไปที่ใครในตอนกลางคืน จะทำให้คนคนนั้นตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
อาหารอัดแท่ง ถุงกรองน้ำ เสื้อกันฝน ชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ไฟแช็ก และสมุดเล่มเล็กๆ ที่บันทึกพยากรณ์อากาศในเขตป่าเป่ยซานล่วงหน้าถึงหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งยังมีข้อมูลที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อในกรณีฉุกเฉินอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือเบอร์โทรของค่ายทหารม้าที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ
เรียกได้ว่าของทุกอย่างที่เขาเตรียมมาให้ล้วนแต่มีประโยชน์และใช้งานได้จริงทั้งนั้น
ซึ่งซ่งอวี้หน่วนเองก็ได้เตรียมของบางอย่างมาบ้างแล้ว เพราะกิจกรรมในค่ายก็ใช้เวลาแค่ 3 วันเท่านั้น
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนวางกระเป๋าเป้ของเธอลงเรียบร้อยแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นหวงจื่อฉีกำลังยืนเฉิดฉายอยู่ในชุดเดรสสีเหลือง รองเท้าแตะหนังสีขาว และสะพายกระเป๋าหนังใบเล็กไว้ที่หน้าอก เธอมองซ่งอวี้หน่วนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขแล้วเอ่ยถามขึ้น
“ฉันแต่งตัวแบบนี้สวยไหม”
“สวยสิ สวยมากเลยล่ะ!” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยชมจากใจจริง คำชมนั้นทำให้หวงจื่อฉีดีใจจนแก้มแดงระเรื่อ
“มะรืนนี้ฉันจะใส่ชุดนี้แหละ รับรองว่าถ่ายรูปออกมาต้องสวยแน่ๆ”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตกใจจนเผลอยืดตัวตรง “มะรืนนี้เธอจะแต่งตัวแบบนี้จริงๆ เหรอ”
หวงจื่อฉีพยักหน้ารับ “ใช่ ฉันจะแต่งแบบนี้แหละ เหม่ยเจวียนเอากล้องถ่ายรูปมาด้วยนะ เราจะได้ถ่ายรูปกันเยอะๆ เลย”
“แล้วเธอไม่ไปเดินป่า 5 กิโลเมตรกับคนอื่นเหรอ แต่งตัวแบบนี้จะเดินไหวได้ยังไง”
หวงจื่อฉีดูจะตกใจยิ่งกว่าซ่งอวี้หน่วนเสียอีก “นี่เธอไม่รู้เหรอว่าเรามีรถบัสด้วยนะ แล้วอีกอย่าง การเดินป่ามันน่าจะเป็นกิจกรรมของพวกเด็กผู้ชาย ถึงจะต้องไปจริงๆ ก็คงไม่ได้ไปกันทั้งหมดหรอก คงคัดไปแค่ไม่กี่คนเท่านั้นแหละ ส่วนที่เหลือก็สบายๆ นั่งรถบัสไปรอที่จุดหมายปลายทางเลย”
แล้วเธอก็ยังเน้นย้ำเสริมขึ้นมาอีกว่า “ได้ยินมาว่าบริษัทที่ให้เราเข้าพักชั่วคราว มีรถบัสคันใหม่เอี่ยมมาจอดรออยู่แล้วด้วยนะ เป็นรถที่ได้รับบริจาคมา แถมยังนำเข้ามาจากต่างประเทศอีกต่างหาก”
ซ่งอวี้หน่วนยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปถามหวงจื่อฉี “ในค่ายนี้เธอรู้จักใครบ้าง”
“ก็เกือบครึ่งค่ายเลยล่ะ” หวงจื่อฉีตอบอย่างภาคภูมิใจ “เราแลกที่อยู่กันไว้หมดแล้วด้วยนะ พอจบค่ายเราจะได้เขียนจดหมายหากันได้ เธอกับฉันก็แลกกันไว้ด้วยสิ”
ซ่งอวี้หน่วนจึงถือโอกาสนี้ให้หวงจื่อฉีพาเธอไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆ ในค่าย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวมีฐานะ พอได้หยุดยาวและไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ก็เป็นธรรมดาที่จะอยากแต่งตัวสวยๆ กัน
กลายเป็นว่าเด็กสาวเกือบทุกคนล้วนมีการแต่งตัวและความคิดที่ไม่ต่างจากหวงจื่อฉีเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีบางคนที่เตรียมตัวมาดีกว่าคนอื่น แต่ก็ยังถือว่าไม่พร้อมสำหรับกิจกรรมเดินป่าอยู่ดี
ซ่งอวี้หน่วนใช้เวลาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหาเลขานุการฟ่าน คนเราจะฉลาดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่เธอไม่อยากให้บทเรียนครั้งนี้เกิดขึ้นในค่ายฤดูร้อน
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ของเธออย่างตรงไปตรงมา “มีรถบัสจ้ะ เราจะนั่งรถบัสไปที่แคมป์กัน”
เลขานุการฟ่านตอบ ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ แล้วถามต่อ “เลขานุการฟ่านคะ ฉันขอลองตั้งสมมติฐานสักสองสามข้อได้ไหมคะ”
เลขานุการฟ่านเริ่มแสดงท่าทีรำคาญออกมาอย่างเห็นได้ชัด เด็กคนนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย แต่เพราะยังเกรงใจตระกูลกู้อยู่บ้าง เธอจึงต้องฝืนใจตอบกลับไป
“ได้สิ ว่ามาเลย”
“สมมติว่าถ้าเด็กค่ายของอีกฝั่งยืนกรานที่จะเดินเท้ากันทุกคน โดยไม่มีใครยอมขึ้นรถบัสเลยล่ะคะ”
เลขานุการฟ่าน “..." ภาพของเด็กๆ ฝ่ายเราที่นั่งสบายอยู่บนรถบัส ในขณะที่เด็กๆ อีกฝ่ายกำลังเดินเท้าอยู่บนพื้นดิน ภาพแบบนั้นมันคงจะดูไม่ดีเท่าไหร่
“งั้นเราก็ต้องเชิญพวกเขาขึ้นมาบนรถสิ”
“แต่ถ้าพวกเขาปฏิเสธ แล้วให้เหตุผลว่าที่มาเข้าค่ายก็เพื่อฝึกฝนความอดทน คุณจะไปฉุดกระชากลากถูให้เขาขึ้นรถมาได้เหรอคะ”
เลขานุการฟ่านไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่คำเตือนสั้นๆ ก็ทำให้ใบหน้าของเธอซีดเผือด
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ “แล้วฉันยังได้ยินเพื่อนๆ พูดกันว่าเรามีพ่อครัวกับเจ้าหน้าที่คอยเตรียมอาหารให้ด้วย แต่ถ้าเกิดอีกฝ่ายเขายืนกรานที่จะก่อไฟทำอาหารกันเอง แล้วก็ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเรา แถมยังลงมือกางเต็นท์กันเองอีกล่ะคะ”
เลขานุการฟ่านอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆ ที่เริ่มผุดขึ้นมากลางหลัง
“แน่นอนค่ะว่าทั้งหมดนี่เป็นแค่สมมติฐาน” ซ่งอวี้หน่วนพูดพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายเขาเตรียมตัวมาพร้อมสำหรับเรื่องพวกนี้จริงๆ ล่ะคะ”
เลขานุการฟ่านไม่เคยต้องมาจนมุมด้วยคำพูดของเด็กสาวคนไหนมาก่อนในชีวิต ริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อย ก่อนจะหาข้อโต้แย้ง
“บางทีในฐานะแขก พวกเขาอาจจะยอมทำตามที่เจ้าบ้านอย่างเราจัดเตรียมไว้ให้ก็ได้นี่”
“คุณอย่าลืมสิคะว่านี่คือค่ายฤดูร้อน ไม่ใช่คณะทัวร์!”
สีหน้าของเลขานุการฟ่านพลันเคร่งขรึมลง แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ยังคงพูดต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน “แล้วเรื่องพยากรณ์อากาศล่าสุด คุณได้ตรวจสอบมาหรือยังคะ”
“แน่นอน” เลขานุการฟ่านตอบเสียงเข้ม “ตลอดสัปดาห์นี้อากาศดี”
พยากรณ์อากาศที่กู้หวยอันให้มาก็บอกแบบนั้นเช่นกัน แต่ก่อนที่เขาจะไป เขาได้เตือนเธอไว้ว่า สภาพอากาศในป่าและทุ่งหญ้าช่วงฤดูร้อนนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ นึกจะตกก็ตก พยากรณ์อากาศเป็นได้แค่ข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาอีกครั้ง “เรื่องของลมฟ้าอากาศนั้นยากจะคาดเดา คุณควรจะจำคำนี้ไว้ให้ขึ้นใจนะคะ”
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม “แล้วก็อีกเรื่อง คุณต้องไม่ลืมนะคะว่าฝั่งนั้นเขาก็มีทั้งนักข่าวและช่างภาพมาด้วย”
“เรื่องนั้นฉันถามแล้ว” เลขานุการฟ่านรีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความภูมิใจ “เราไม่อนุญาตให้พวกเขาถ่ายรูปส่งเดช ถ้าอยากจะถ่ายอะไร ต้องได้รับอนุญาตจากเราก่อนเท่านั้น”
“แล้วถ้าเขาถ่ายแค่ภาพนักเรียนของประเทศตัวเองตอนกำลังเดินป่าล่ะคะ คุณจะห้ามเขาได้เหรอ”
เลขานุการฟ่าน “...” นี่มันเด็กที่ไหนกัน ทำไมถึงได้ปากคอเราะรายขนาดนี้
[จบบท]