บทที่ 292: ซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซ่งอวี้หน่วนยังคงยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้น “แต่ก็มีความเป็นไปได้นะคะ ว่าเรื่องที่สมมติขึ้นมาก็เป็นแค่การคาดเดา อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้”
หลังจากพูดจบ เธอก็กล่าวขอโทษที่รบกวน แล้วเดินออกจากห้องของเลขานุการฟ่านไปอย่างไม่รีบร้อน
เลขานุการฟ่านยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พลางยกมือกดขมับตัวเอง เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าฉิน ปลายสายอย่างฉินซู่อวิ๋นเองก็ประหลาดใจไม่น้อยเมื่อได้ฟังเรื่องราว เธอถามกลับไปทันที
“เธอคิดว่าเรื่องที่คาดเดากันเล่นๆ แบบนี้มีโอกาสเป็นจริงได้เหรอ”
เลขานุการฟ่านไม่กล้าฟันธงเต็มร้อย “ก็คงจะ 50-50 ล่ะมั้งคะ”
“ถ้างั้นก็เรียกประชุมนักเรียนฉุกเฉินเลยแล้วกัน เตรียมรับมือเรื่องพวกนี้เอาไว้ด้วย”
ผลจากการตัดสินใจนั้น ทำให้ซ่งอวี้หน่วนกับหวงจื่อฉีที่กำลังจะออกไปเดินเล่นข้างนอกต้องหยุดชะงัก เพราะมีคำสั่งเรียกประชุมด่วน ซึ่งซ่งอวี้หน่วนก็พอจะเดาได้ทันทีว่าคำพูดของเธอคงจะเกิดผลแล้ว
แต่เอาเข้าจริง การประชุมครั้งนี้กลับไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก เพราะดูเหมือนนักเรียนคนอื่นๆ จะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเลยสักนิด
แล้วซ่งอวี้หน่วนก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง
การกระทำของเธอทำให้อาจารย์ทั้ง 3 คนถึงกับปวดหัวขึ้นมาทันที แต่เลขานุการฟ่านก็ยังถามออกไป
“ซ่งอวี้หน่วน เธอมีอะไรอยากจะพูดอีกเหรอ”
“ฉันขอเสนออะไรสักอย่างได้ไหมคะ”
“...ว่ามา!”
“ในเมื่ออีกฝ่ายจะมาถึงช่วงบ่ายพรุ่งนี้ เราน่าจะลองซ้อมรับมือสถานการณ์ดูก่อนดีไหมคะ จะได้รู้ว่ายังมีจุดไหนที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง”
คำแนะนำนี้ทำให้อาจารย์สือกับอาจารย์เผ่ยมองหน้ากันอย่างนึกทึ่ง จนแอบคิดในใจว่าบางทีน่าจะยกตำแหน่งอาจารย์ให้ซ่งอวี้หน่วนไปเลยจะดีกว่า
อาจารย์เผ่ยขัดขึ้น “แต่ตอนนี้ฟ้าจะมืดแล้วนะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยซ้อมกันดีกว่า”
มันก็จริงอย่างที่เขาว่า เพราะตอนนี้นาฬิกาบอกเวลา 1 ทุ่มกว่าแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปถามหวงจื่อฉีที่นั่งอยู่ข้างๆ “ปกติเธอเข้านอนตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ เลยเหรอ”
“ไม่นะ ปกติฉันนอนหลัง 3 ทุ่มตลอด”
คำตอบนั้นทำให้เลขานุการฟ่านตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด “เอาล่ะ ทุกคนกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง ให้เวลา 10 นาทีเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พร้อม แล้วลงมารวมกันที่ลานบ้านพักรับรอง เริ่มได้!”
ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆ ยังยืนงงกันอยู่ ซ่งอวี้หน่วนก็วิ่งขึ้นไปบนตึกเป็นคนแรก เมื่อมีคนนำร่อง ที่เหลือก็รีบวิ่งตามกันไปอย่างรวดเร็ว
เลขานุการฟ่านหันไปมองอาจารย์อีก 2 คน “พวกเราก็ไปเตรียมตัวเหมือนกันค่ะ ต้องรีบลงไปก่อนเด็กๆ”
ทางด้านฉินซู่อวิ๋นซึ่งอยู่ที่ปักกิ่งกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ว่าทำไมสมมติฐานของซ่งอวี้หน่วนถึงได้ฟังดูมีเหตุมีผลนัก หรือว่าลูกชายของเธอเป็นคนให้ข้อมูลมา
ความคิดนั้นทำให้เธอเกือบจะคว้าโทรศัพท์โทรหาลูกชาย แต่แล้วสติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายก็ดึงเธอกลับมาได้ทันเวลา
ฉินซู่อวิ๋นรู้สึกเหงื่อซึมที่แผ่นหลัง ในฐานะคนเป็นแม่ เธอเข้าใจนิสัยของลูกชายดีที่สุด หากสมมติฐานเหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริง กู้หวยอันจะต้องเตือนเธอโดยตรง ไม่ใช่ไปบอกผ่านซ่งอวี้หน่วนแน่ๆ
นั่นหมายความว่าลูกชายของเธอไม่รู้เรื่องนี้เลย ทุกอย่างล้วนมาจากความคิดของซ่งอวี้หน่วนเองทั้งหมด เป็นปัญหาที่เธอเพิ่งสังเกตเห็นหลังจากเดินทางไปถึงที่นั่น
เด็กคนนี้มีความคิดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ฉินซู่อวิ๋นคิดในใจก่อนจะยกหูโทรศัพท์กลับไปหาเลขานุการฟ่านอีกครั้ง
เลขานุการฟ่านซึ่งอายุ 30 กว่าปีเป็นคนทำงานคล่องแคล่วว่องไวอยู่แล้ว พอถูกซ่งอวี้หน่วนจุดประกายความคิด เธอก็รายงานข้อเสนอเรื่องการซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินให้หัวหน้าฉินฟังทันทีที่อีกฝ่ายโทรมา พร้อมทั้งแจ้งว่าจะมีการรวมพลในอีก 10 นาทีข้างหน้า
หัวหน้าฉินเห็นด้วยกับแผนการและให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
เลขานุการฟ่านรับคำสั่งทุกอย่างก่อนจะวางสายแล้วรีบไปจัดการตัวเองทันที เธอไม่อยากให้ภาพที่ออกมากลายเป็นว่านักเรียนลงไปรวมตัวกันพร้อมแล้ว แต่อาจารย์อย่างเธอกลับยังแต่งตัวไม่เสร็จ
จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่มีการจัดค่ายฤดูร้อนขึ้น ทำให้ทุกคนยังขาดประสบการณ์ แต่ซ่งอวี้หน่วนพูดถูก นี่คือค่ายฤดูร้อน ไม่ใช่คณะทัวร์ที่จะมาเที่ยวเล่นกันเฉยๆ
เมื่อเลขานุการฟ่านลงมาถึงลานบ้านพัก เธอก็เห็นซ่งอวี้หน่วนยืนตัวตรงแน่วในชุดที่เตรียมพร้อมเต็มอัตรา พร้อมกับสะพายกระเป๋าเป้รูปทรงประหลาดตาอยู่ด้านหลัง
ณ ตอนนั้น มีเพียงเธอแค่คนเดียวที่ยืนรออยู่ เลขานุการฟ่านไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่เผลอก้มลงมองรองเท้าหนังของตัวเองอย่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
อีก 10 นาทีต่อมา นักเรียนทุกคนก็ลงมารวมตัวกันจนครบ แต่เมื่อเทียบกับซ่งอวี้หน่วนที่เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว คนอื่นๆ ก็ดูไม่ต่างอะไรกับกองทัพจับฉ่าย จะมีที่ดูเข้าทีหน่อยก็คงเป็นหวงจื่อฉีนั่นแหละ
การเตรียมตัวของหวงจื่อฉีอาจเป็นผลมาจากการที่ได้อยู่ห้องเดียวกับซ่งอวี้หน่วน เพราะหลายๆ อย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อมใดๆ มาก่อน
เลขานุการฟ่านคาดว่าเมื่อซ่งอวี้หน่วนเห็นสภาพที่ไม่พร้อมเพรียงของคนส่วนใหญ่แล้ว เธอคงจะยกมือแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง แต่ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
สถานการณ์แบบนี้... ช่างน่าลำบากใจจริงๆ
เลขานุการฟ่านลอบมองซ่งอวี้หน่วนอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ในขณะที่อาจารย์สือและอาจารย์เผ่ย แม้จะไม่ได้เห็นด้วยไปซะทุกอย่าง แต่ก็ยอมรับว่าท่าทีของซ่งอวี้หน่วนในตอนนี้ดูน่าเกรงขามและองอาจอย่างบอกไม่ถูก
เลขานุการฟ่านรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้แน่ แค่เรื่องกระเป๋าที่สะพายก็มีร้อยแปดพันเก้า ไม่เป็นระเบียบเอาเสียเลย บางคนถึงกับสะพายกระเป๋าหนังใบเล็กๆ มาด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงคนที่ยังใส่รองเท้าหนังกับรองเท้าแตะรัดส้นอยู่เลย
เธอรู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด ในเมื่อรู้ปัญหาแล้ว จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วปล่อยเลยตามเลยไปไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องน่าอับอายขึ้นมาจริงๆ คนที่จะต้องรับผิดชอบก็คือเธอ
พอคิดดูแล้ว งานนี้ก็ไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิดเลยสักนิด เลขานุการฟ่านตัดสินใจทันทีแล้วตะโกนเรียก “ซ่งอวี้หน่วน”
“คะ!” ซ่งอวี้หน่วนขานรับเสียงดังฟังชัด ท่าทีที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทำให้เลขานุการฟ่านถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอยิ้มแล้วพูด “เธอช่วยอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยได้ไหม ว่าการแต่งตัวแบบของเธอมันมีข้อดีอย่างไรบ้าง”
ซ่งอวี้หน่วนจึงยอมเปิดปากพูดในที่สุด เธออธิบายว่าข้อดีของการแต่งตัวแบบนี้เห็นได้ชัดเจนมาก หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ได้นั่งรถบัสก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างรถเสียขึ้นมา ทุกคนก็จำเป็นต้องลงเดินเท้า
ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นป่าหรือทุ่งหญ้า ก็ล้วนไม่มีถนนปูนซีเมนต์ให้เดินสบายๆ ดังนั้นการสวมรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากีฬาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ กระเป๋าที่เธอสะพายอยู่เรียกว่าเป้สะพายหลังซึ่งเหมาะกับการเดินทางไกล เป็นผลิตภัณฑ์จากโรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวเธอเอง ภายในบรรจุอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็นสำหรับใช้ในป่า
ซ่งอวี้หน่วนพูดพลางปลดกระเป๋าลงจากหลังแล้วเปิดออก เพื่ออธิบายถึงของใช้แต่ละชิ้นให้นักเรียนคนอื่นๆ ได้ดู
นักเรียนหลายคนเริ่มมีสีหน้าครุ่นคิด บางคนถึงกับมองกระเป๋าของเธอด้วยความอิจฉา แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สนใจไยดี แถมยังมองเธอด้วยสายตาดูแคลนและรำคาญใจ
บางคนถึงกับแอบซุบซิบนินทาว่าเธอเป็นพวกขี้อวด ชอบทำตัวให้เป็นจุดสนใจ
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่เหลือบมองกลุ่มเด็กพวกนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วรูดซิปปิดกระเป๋า
กระเป๋าใบนี้เธอเป็นคนออกแบบเอง โดยเลือกใช้ผ้าใบแคนวาสกับด้ายชนิดพิเศษ ทำให้ไม่เพียงแค่ดูสวยงาม แต่ยังทนทานและมีคุณภาพยอดเยี่ยมอีกด้วย
หลังจากนั้น เลขานุการฟ่านและอาจารย์อีกสองคนก็ไปยืนปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กี่นาทีต่อมา พวกเขาก็ได้ข้อสรุป โดยการแต่งตั้งให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นหัวหน้าทีม
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ปฏิเสธ เธอรับตำแหน่งอย่างสง่าผ่าเผยแล้วพูดขึ้นทันที “งั้นพวกเราไปประชุมกันต่อที่ห้องประชุมค่ะ”
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง ก็มีรถยนต์ 3 คันแล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูใหญ่ เป็นรถบัส 1 คันและรถเก๋งสีดำอีก 2 คัน ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างของสหายจากหน่วยงานต้อนรับในพื้นที่ที่ลงมาจากรถ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไปรับผู้สนับสนุนของค่ายฤดูร้อนมา
เลขานุการฟ่านจึงไม่มีเวลามาสนใจซ่งอวี้หน่วนอีกต่อไป เธอกับอาจารย์อีกสองคนรีบเดินตรงเข้าไปต้อนรับทันที
เมื่อซ่งอวี้หน่วนหันกลับไปมอง เธอก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวลงจากรถ ใบหน้าของเขาขาวซีด รูปร่างผอมบาง แต่เครื่องหน้ากลับดูงดงามหมดจด ทว่าแววตากลับดูเฉื่อยชาไร้ชีวิตชีวา ทั้งยังแฝงไปด้วยประกายของความเกรี้ยวกราดอีกด้วย
เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน เธอจึงมองเห็นดวงตาของเขาได้ไม่ชัดนัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติบางอย่าง
นี่น่ะหรือคือผู้สนับสนุน
“เสี่ยวหน่วน” เลขานุการฟ่านหันมาพูดกับเธอ “พวกเธอไปรอที่ห้องประชุมก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะตามไป”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ โอ้โห นี่ถึงกับเรียก ‘เสี่ยวหน่วน’ แล้วเหรอ ดูท่าทางอีกฝ่ายจะอ่อนน้อมถ่อมตนใช้ได้เลย ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ควรจะตั้งใจให้มากขึ้นอีกหน่อยสินะ
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะพาหวงจื่อฉีเดินนำไปยังห้องประชุม โดยไม่สนใจว่าจะมีใครเดินตามมาบ้างหรือเปล่า แต่โชคดีที่ทุกคนเดินตามมากันหมด
เมื่อมาถึงห้องประชุม ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอเปิดประเด็นทันที “ในเมื่อเลขานุการฟ่านมอบหมายให้ฉันเป็นหัวหน้า ถึงแม้จะลำบากหน่อย แต่ก็ปฏิเสธได้ยาก งั้นฉันก็คงต้องฝืนใจรับตำแหน่งหัวหน้าทีมให้พวกเธอสัก 2-3 วันแล้วกันนะคะ”
[จบบท]