บทที่ 295: เธอไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาใช่ไหม?
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนแผนการเดินทางของพวกเขาตรงๆ แต่เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวของที่ตั้งแคมป์แห่งแรกให้เจมค์ฟังแทน
“ที่นั่นเรียกว่าเนินลมโชยค่ะ มีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ถ้าวันไหนอากาศดีๆ ในช่วงฤดูนี้ พอถึงเวลาสัก 10 โมงเช้าแล้วเราปีนขึ้นไปบนเนินเขา ถ้าโชคเข้าข้าง เราจะได้เห็นทะเลหมอกขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาเลยนะคะ แล้วมันจะค่อยๆ จางหายไปในเวลาประมาณ 10 นาที แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง”
พ่อของเจมค์เป็นนักสำรวจ เขาจึงเติบโตมากับการฟังเรื่องเล่าแนวผจญภัยอยู่แล้ว พอได้ฟังเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นและทึ่งในดินแดนแห่งนี้ขึ้นมาทันที อันที่จริง ครอบครัวของเขาเองที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของค่ายฤดูร้อนมิตรภาพครั้งนี้
เหม่ยเจวียนถึงกับนับถือในความฉลาดของเพื่อนสาวคนนี้จริงๆ
เธอเห็นเจมค์รีบวิ่งแจ้นไปหาหัวหน้าทีมเพื่อขอเปลี่ยนกำหนดการทันที โดยร่นระยะทางการเดินเท้าลงครึ่งหนึ่ง แล้วใช้เวลานั่งรถบัสไปยังจุดหมายปลายทางแทน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสัญญากับซ่งอวี้หน่วนอย่างแข็งขันว่าจะตั้งใจเรียนภาษาจีนให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้พูดคุยกับเธอได้อย่างไม่ติดขัด
หวงจื่อฉีกระซิบถามซ่งอวี้หน่วน “นี่เธอไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาเองใช่ไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองเพื่อนสาว “ก่อนมา พวกเธอไม่ได้อ่านข้อมูลท้องถิ่นหรือเอกสารอะไรเลยเหรอ? ในนั้นเขียนไว้ชัดเจนเลยนะว่าปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว แต่ก็ต้องอาศัยโชคด้วยถึงจะได้เห็น แล้วใครล่ะจะไม่อยากลองเสี่ยงโชคดู โดยเฉพาะวัยรุ่นอย่างพวกเรา”
หวงจื่อฉี เหม่ยเจวียน “...”
พวกเธอพากันยกนิ้วโป้งให้ซ่งอวี้หน่วนอย่างพร้อมเพรียง
ต้องไม่ลืมว่าแต่เดิมทีมนักเรียนต่างชาติวางแผนจะเดินเท้ากันตลอดเส้นทาง ซึ่งนักเรียนฝั่งของพวกเธอไม่ได้เตรียมตัวมาขนาดนั้น แถมส่วนใหญ่ยังถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม หากต้องเดินเท้าเป็นระยะทางถึง 20 กิโลเมตรจริงๆ คงมีหลายคนที่หมดแรงล้มพับอยู่กับพื้นจนลุกไม่ไหวแน่ๆ
เหม่ยเจวียนยังคงสงสัย “แล้วถ้าเกิดไม่มีหมอกนั่นขึ้นมาจริงๆ เธอจะทำยังไงล่ะ?”
หวงจื่อฉีมองค้อนเพื่อน “นี่เธอจะขัดคอทำไมเนี่ย?”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มบางๆ “นี่ก็เป็นอีกข้อเสียของการไม่อ่านข้อมูลมาก่อนยังไงล่ะ แถวนี้มีทั้งคอกม้า ทะเลสาบหงส์ แล้วก็ดงต้นอ้อที่ยาวสุดลูกหูลูกตา แค่หยิบยกอะไรสักอย่างขึ้นมาก็พอแล้ว ยิ่งเจมค์บอกว่าเขาชอบการผจญภัยและมาจากครอบครัวนักสำรวจด้วยแล้ว ถ้าเราลองเปลี่ยนเส้นทางไปอีกนิดหน่อย แถวนั้นก็มีบึงให้สำรวจด้วยนะ”
ในที่สุดทั้งสองคนก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง
หลังทานอาหารเช้าและรวมพลกันเรียบร้อย เหม่ยเจวียนก็นึกขึ้นได้ “เดี๋ยวนะ แล้วเจมค์ไปบอกตอนไหนว่าเขามาจากครอบครัวนักสำรวจ?”
ซ่งอวี้หน่วนอมยิ้ม เธอเดาได้จากโซ่โลหะเส้นหนึ่งที่ห้อยอยู่บนกระเป๋าเป้ของเขานั่นแหละ
คนในตระกูลเจมค์ทุกคนจะมีโซ่โลหะรูปทรงแปลกตาแบบนี้ติดตัวเสมอ ว่ากันว่ามันคือของที่ระลึกจากชัยชนะของบรรพบุรุษ
เมื่อรถบัสพาพวกเขามาถึงเขตนอกเมือง ซ่งอวี้หน่วนก็เป็นผู้นำทีมนักเรียนเริ่มออกเดินเท้าทันที
เพราะทุกคนเตรียมใจมาแล้ว อีกทั้งยังมีความรู้สึกอยากเอาชนะอยู่ในใจ ทำให้การต้องนั่งรถบัสกลายเป็นเรื่องน่าอายไปเสียอย่างนั้น
แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ได้จัดการทุกอย่างไว้แล้ว
เธอรวบรวมรายชื่อนักเรียนที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงให้ขึ้นรถไปได้เลย โดยไม่ต้องหาข้ออ้างหรืออธิบายอะไรให้มากความ เพราะเธอจะเป็นคนดึงดูดความสนใจของทุกคนไว้เอง
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้สร้างความอบอุ่นในหัวใจของนักเรียนกลุ่มนั้นเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน สติสัมปชัญญะของจงเส้าชิงก็เริ่มกลับมาแจ่มชัดขึ้น แต่ทว่าสภาพแวดล้อมรอบกายกลับทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม
หลังจากรถวิ่งมาได้เพียงครึ่งชั่วโมง ทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มรกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คน
บอดี้การ์ดทั้งสี่คนจับตาดูเขาทุกฝีก้าว
เดิมทีเขาตั้งใจจะหนีไปปักกิ่ง ในฐานะเมืองหลวง แค่เขาได้มีโอกาสอธิบายความจริง ถึงแม้ทางการจะไม่เข้าข้างเขา แต่ด้วยเกียรติของพวกเขาแล้ว คงไม่ส่งตัวเขากลับไปฮ่องกงง่ายๆ
ไม่ว่าจะต้องผ่านกระบวนการสืบสวนหรือตรวจสอบความจริง มันก็จะช่วยซื้อเวลาให้เขาได้หายใจหายคอ
แม้จะต้องสู้เพียงลำพัง เขาก็ไม่เคยกลัว สิ่งเดียวที่เขายอมไม่ได้คือการปล่อยให้สมบัติของแม่ตกไปอยู่ในมือของไอ้เดรัจฉานนั่น
ใจหนึ่งเขาก็อยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าเขาตายไปเสียอย่าง พวกมันก็ไม่ได้อะไรไปเหมือนกัน
แต่เขายังตายไม่ได้ แม่ของเขาจากไปอย่างไม่เป็นธรรม แถมยังถูกทำพิธีสะกดวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิด ไหนจะคุณตากับคุณยายที่ถูกฆ่า ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับไอ้สารเลวนั่นทั้งสิ้น เขาต้องแก้แค้นให้พวกท่านให้ได้
รถเก๋งของพวกเขาขับไปอย่างช้าๆ โดยมีขบวนใหญ่ของค่ายฤดูร้อนตามมาอยู่ข้างหลัง
เด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนคนนั้นดูท่าทางแข็งแรงไม่เบา
เธอเดินนำอยู่หน้าสุดด้วยฝีเท้าที่ดูสบายๆ ไม่รีบร้อน พอเดินไปได้สักพักก็ทิ้งห่างจากกลุ่มข้างหลังลิบ จากนั้นเธอก็จะหยุดรออย่างเขินอายเล็กน้อย พอทุกคนตามมาทัน เธอก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง วนเวียนไปมาราวกับกำลังพาลูกสุนัขเดินเล่น
เพิ่งจะรู้ว่าเธอคือหลานสาวของเซี่ยโป๋เหวิน และมีน้าชายคนเล็กชื่อเซี่ยซินตง
เซี่ยซินตง... เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร
แต่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน
ไม่ได้การ จะลากเธอเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด
จงเส้าชิงสั่งให้รถจอด เขาและบอดี้การ์ดอีกสี่คนลงมายืนรออยู่ข้างทาง ชายหนุ่มทำทีเหมือนคนสติเลื่อนลอย เขานั่งยองๆ ลงกับพื้นแล้วเริ่มปั้นดินเป็นก้อนกลมๆ เล่น พอปั้นเสร็จและเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ทำท่าจะโผเข้าไปหาเธอทันที
บอดี้การ์ดทั้งสี่คนรีบร้อนเข้ามาคว้าตัวเขาไว้
นับว่าโชคยังดีที่กลุ่มนักเรียนยังตามมาไม่ทัน จงเส้าชิงเพียงแค่โถมตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยก็ถูกดึงกลับมาได้ทันท่วงที
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งกำลังเดินนำหน้าเพื่อนๆ อย่างอารมณ์ดีนั้นจับตาดูกลุ่มของพวกเขาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เธอจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ฝ่ายบอดี้การ์ดเกรงว่าแผนจะแตกและถูกจับได้ จึงรีบยัดจงเส้าชิงเข้าไปในรถแล้วขับออกไปทันที เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินไปถึงจุดที่จงเส้าชิงนั่งเล่นดินเมื่อครู่ เธอก็พบก้อนดินปั้นเบี้ยวๆ วางอยู่ก้อนหนึ่ง
หญิงสาวหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยดูเบาๆ ก็พบกระดาษชิ้นเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้างใน
บนกระดาษมีข้อความเขียนด้วยลายมือโย้เย้ว่า ‘จะมีคนใช้เรื่องวิดีโอเทปของเซี่ยซินตงมาล่อเธอ ห้ามไปเด็ดขาด’
ลายมือนี่มันน่าเกลียดอะไรอย่างนี้ สู้ลายมือของหมิงเซิ่งน้องชายเธอยังไม่ได้เลย
เพียงเท่านี้ซ่งอวี้หน่วนก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ในทันที ในบรรดาบอดี้การ์ดกลุ่มนี้ต้องมีคนของตระกูลซ่างกวนแฝงตัวอยู่แน่ๆ และพวกเขากำลังคิดจะใช้วิดีโอเทปมาเป็นเหยื่อล่อให้เธอไปติดกับ
แล้วแบบนี้... ชายที่อ้างตัวว่าชื่อเมิ่งฝานคนนี้เป็นใครกันแน่?
จู่ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
หรือว่า... คนที่ชื่อเมิ่งฝาน แท้จริงแล้วคือนายน้อยรองจง สติเฟื่องคนนั้นกันนะ?
ซ่งอวี้หน่วนใช้กระดาษอีกแผ่นห่อข้อความนั้นเก็บไว้อย่างดี แล้วหันไปยิ้มร่ารอคอยเพื่อนๆ ที่กำลังวิ่งตามมา
เจมค์ยอมรับในความแข็งแรงของเธอจากใจจริง มิน่าล่ะ เธอถึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าทีม ช่างเก่งกาจสมคำร่ำลือ ไม่ว่าจะพยายามวิ่งไล่ตามแค่ไหน เขาก็ตามเธอไม่ทันแม้แต่น้อย ถ้าต่อให้ต้องวิ่งแข่งกันจริงๆ เขาก็คงแพ้อยู่ดี
เมื่อเห็นเธอเดินเหินคล่องแคล่วราวกับกำลังชมสวนดอกไม้ เจมค์ก็อดไม่ได้ที่จะเช็ดเหงื่อที่หน้าผากพลางเอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนเป็นภาษาจีนสำเนียงแข็งๆ ว่า “เหนื่อย...มั้ยครับ?”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส ขณะกระโดดหยอยๆ อยู่กับที่ “สบายมากค่ะ สบายมาก!”
เลขานุการฟ่านรู้สึกพอใจกับการจัดการของซ่งอวี้หน่วนเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนต่างให้ความสนใจคู่หูที่เดินนำอย่างซ่งอวี้หน่วนและเจมค์ ทำให้กลุ่มที่เดินช้าอยู่ข้างหลังสามารถค่อยๆ เดินตามมาได้ทัน เพราะซ่งอวี้หน่วนจะแกล้งหยุดชวนเจมค์คุยอยู่เป็นระยะๆ
เด็กสาวคนนี้ไม่เพียงแต่สมองดี แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงอีกด้วย
ไม่ต้องพูดถึงหน้าตาที่สวยงามราวกับภาพวาดนั่นเลย ลำพังแค่ท่าทีที่สุขุมเยือกเย็นของเธอก็เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ
แหม... ลูกชายของเธอเพิ่งจะ 14 ขวบเอง ยังเด็กไปหน่อย แต่โบราณว่าไว้ ภรรยาแก่กว่าสามี 3 ปีมีแต่จะนำโชคลาภมาให้
แต่แล้วเธอก็รีบส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง เด็กสาวที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เจ้าลูกชายตัวแสบของเธอเทียบไม่ติดฝุ่นหรอก
หลังจากนั้น การเดินเท้าก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น บรรยากาศเป็นกันเองและสนุกสนานกว่าที่คาดไว้มาก ไม่มีความรู้สึกของการแข่งขันแต่อย่างใด
อาจจะเป็นโชคของเจมค์ ที่ในที่สุดเขาก็ได้เห็นปรากฏการณ์ทะเลหมอกที่จู่ๆ ก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาตามที่ซ่งอวี้หน่วนเล่าไว้จริงๆ
เลขานุการฟ่านที่ปีนตามขึ้นมาจนหายใจหอบ ก็ได้ฟังซ่งอวี้หน่วนบรรยายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ของที่นี่ไปตลอดทาง
ซ่งอวี้หน่วนเล่าได้อย่างฉะฉานและน่าฟังจนเลขานุการฟ่านถึงกับตกตะลึง เผลอนึกไปว่ากำลังฟังการบรรยายจากศาสตราจารย์ผู้รอบรู้อยู่เสียอีก
เรื่องนี้ทำเอาเจมค์กระวนกระวายใจจนแทบจะทึ้งผมตัวเอง แม้จะมีล่ามคอยแปลให้ แต่ซ่งอวี้หน่วนพูดเร็วมากจนล่ามไม่สามารถแปลตามได้ทัน
เขาตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่า จะต้องเรียนภาษาจีนให้แตกฉานให้ได้!
ตกกลางคืน ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเดินอยู่คนเดียว บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เดินตรงมาหาเธอแล้วกระซิบเสียงเย็น “ซ่งอวี้หน่วน ฉันคือคนที่ประธานกรรมการซ่างกวนส่งมา ต่อให้เธอไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉันมีวิดีโอเทปตอนที่น้าเล็กของเธอ...เซี่ยซินตง...กำลังคลุ้มคลั่งอยู่”
“ถ้าอยากได้มันคืน คืนนี้สี่ทุ่ม ไปเจอกันที่ชายป่าฝั่งตะวันตกซะ แต่ถ้าเธอไม่มา อีกสามวันเราจะฉายวิดีโอนี้ให้นักเรียนทุกคนในบ้านพักรับรองดู รับรองว่าพวกเขาต้องชอบแน่ๆ”
พูดจบ เขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแส
[จบบท]