บทที่ 297: เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากตามฉันเหรอ
พอซ่งอวี้หน่วนเห็นฝูงยุงบินวนรอบตัวจงเส้าชิงส่งเสียงน่ารำคาญ เธอก็เปิดกระเป๋าสะพายข้างหยิบขวดสเปรย์แก้วออกมาฉีดพ่นไปรอบๆ ทันที
ในชั่วพริบตา ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่ราตรีกาลอีกครั้ง
“นายเปรียบเสมือนก้างขวางคอของพวกเขา แต่ทำไมพวกเขาถึงแค่ทำให้นายสติไม่สมประกอบ แต่กลับไม่ลงมือฆ่านายทิ้งซะล่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามขึ้น
คำถามที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้จงเส้าชิงถึงกับชะงักไปชั่วครู่ แววตาของเขาปรากฏร่องรอยของความสับสนวุ่นวาย ซ่งอวี้หน่วนจึงหยิบปืนฉีดน้ำขึ้นมาฉีดใส่หน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ
จงเส้าชิงสะดุ้งจนตื่นตัวขึ้นมาทันที
ภายใต้แสงจันทร์นวลกระจ่าง ดวงตาทั้งสองข้างของซ่งอวี้หน่วนดูใสกระจ่างและสุกสว่าง
เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกในใจตอนนี้คืออะไร รู้เพียงแค่ว่าการมีชีวิตอยู่ของเขาในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
เขามองจ้องไปยังซ่งอวี้หน่วน
ความรู้สึกอบอุ่นและร้อนรุ่มวาบขึ้นมาในใจของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ใบหน้าของจงเส้าชิงเปียกโชกไปด้วยหยดน้ำ แต่เขาก็หาได้ใส่ใจไม่ เขาปาดน้ำออกจากใบหน้าลวกๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“พวกเขาไม่กล้าฆ่าผมหรอกครับ ก่อนที่แม่ของผมจะจากไป ท่านได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ว่า ผมจะต้องมีอายุครบ 25 ปีก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับมรดกที่เป็นเกาะส่วนตัวและเงินอีกจำนวนมหาศาล”
“ถ้าผมไม่สามารถไปปรากฏตัวเพื่อเปิดตู้เซฟด้วยตัวเองได้ ก็จะถือว่าผมสละสิทธิ์ในมรดกทั้งหมด และทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกบริจาคให้กับการกุศล”
“ความจริงแล้ว ทั้งบริษัทจงซื่อจูเวลรี่และเหมืองหยกที่ประเทศ M ล้วนเป็นสินสอดที่คุณตาของผมมอบให้คุณแม่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตกไปอยู่ในมือของจงหมิงจนหมดสิ้น พวกเขาอยากให้ผมมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่อยากให้ผมมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย เลยคิดค้นยาชนิดพิเศษขึ้นมา แล้วเริ่มบังคับให้ผมกินมันตั้งแต่อายุ 12 ขวบ พร้อมกับขังผมเอาไว้...”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนฉายแววเห็นใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
บนโลกใบนี้มักจะมีคนบางประเภทที่ชอบใช้วิธีการอันสกปรกและโหดร้ายเพื่อช่วงชิงในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเองอยู่เสมอ
“แล้วการมาเข้าค่ายครั้งนี้ นายตั้งใจจะทำอะไรให้สำเร็จเหรอ” เธอถามจงเส้าชิง
จงเส้าชิงจึงเล่าความคิดของตนเองให้เธอฟัง
หลังจากเล่าจบ เขาก็มองซ่งอวี้หน่วนด้วยความรู้สึกประหม่า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
“ผมไม่ค่อยรู้เรื่องของเซี่ยซินตงมากนัก แต่พอจะรู้ว่าสถานะของเขาในห้องทดลองนั้นสำคัญมาก ซ่างกวนเหิงคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ คุณเองก็ต้องระวังตัวให้ดีด้วยนะครับ”
“แล้วก็...ช่วงไม่กี่วันนี้ ผมขอตามคุณไปก่อนได้ไหมครับ พอจบค่ายฤดูร้อนแล้ว ผมจะเดินทางไปที่ปักกิ่ง”
“นายจะไปหาใครที่ปักกิ่ง”
ขอบตาของจงเส้าชิงแดงก่ำขึ้นมา “ที่นั่นผมไม่มีญาติหรือเพื่อนเลย รู้จักแค่ซ่างกวนหว่านคนเดียว ซึ่งถึงแม้จะเคยเจอกันอยู่บ้าง แต่เธอก็คงอยากให้ผมตายไปซะมากกว่า ผมไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครดี แต่ก็คิดว่ามันน่าจะพอมีคนดีๆ ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง พวกเขาคงไม่ใจดำปล่อยให้คนตกทุกข์ได้ยากตายไปต่อหน้าต่อตาหรอกครับ”
นั่นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่การจะทำให้สำเร็จนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ซ่งอวี้หน่วนจะอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้าเลขานุการฟ่านกลับไปตรวจที่เต็นท์แล้วไม่เจอเธอเข้า เรื่องคงจะยุ่งยากน่าดู
“เมื่อกี้นี้….นายบอกว่าอยากตามฉันเหรอ” เธอถามย้ำ
จงเส้าชิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ใช่ครับ!” แต่แล้วเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความกังวลว่า
“...หรือว่าคุณจะมัดผมไว้ก่อนดีไหมครับ สภาพร่างกายของผมตอนนี้มันย่ำแย่มาก ผมกินยาที่ทำให้เกิดภาพหลอนเข้าไปเยอะเกินไปจนบางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมกลัวว่าจะเผลอไปทำร้ายใครเข้า ผม...ผมไม่อยากสร้างภาระให้คุณ”
ซ่งอวี้หน่วนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรหรอก นายก็เห็นฝีมือฉันแล้ว และถ้านายเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ฉันก็แค่ซัดให้นายสลบไปก็สิ้นเรื่อง”
จงเส้าชิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
จริงด้วย...ซ่งอวี้หน่วนเก่งกาจขนาดนั้น แค่ตบเดียวก็คงทำให้เขาสลบเหมือดไปได้แล้ว
แล้วซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “โดนยาเข้าไปหนักขนาดนั้น นายรักษาสติของตัวเองเอาไว้ได้ยังไง”
สิบปีเต็มๆ ขนาดนี้ น่าจะเสียสติไปอย่างสมบูรณ์แล้วแท้ๆ
“อาจจะเป็นเพราะคุณแม่กับคุณตาคุณยายคอยปกป้องผมอยู่บนสวรรค์ หรือไม่ก็...ร่างกายของผมอาจจะทนต่อยาได้ดีกว่าคนทั่วไปก็ได้ครับ...”
แววตาของจงเส้าชิงฉายประกายความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
บางทีการที่เขาได้พบกับซ่งอวี้หน่วนในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะคุณแม่ของเขากำลังอวยพรให้จากบนสวรรค์ก็เป็นได้
บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งค่ายของทุกคน ซ่งอวี้หน่วนบังคับให้เหล่าบอดี้การ์ดลุกขึ้นยืนแล้วประคองกันเดินโซซัดโซเซกลับไปยังเต็นท์ แต่ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย พวกเขาก็หมดแรงล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน
“นายกลับไปพักเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะ” ซ่งอวี้หน่วนหันไปบอกจงเส้าชิง
จงเส้าชิงอ้าปากค้าง ก่อนจะพึมพำตอบกลับไป “รา...ราตรีสวัสดิ์ครับ”
แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะชี้ไปยังกลุ่มคนที่นอนกองอยู่บนพื้น “แล้วพวกเขาจะทำยังไงล่ะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปลากบอดี้การ์ดทั้งสี่คนเข้าไปในเต็นท์ของพวกเขา จากนั้นก็โยนทั้งหมดลงบนผ้าห่มสำหรับนอน แล้วหยิบขวดสเปรย์กันยุงสูตรพิเศษที่ผู้เฒ่าจี้ปรุงขึ้นมาฉีดพ่นไปทั่ว
เมื่อสิ้นเสียงสเปรย์ ฝูงยุงก็แตกฮือบินหนีไปจนหมด เธอจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ในสี่คนนี้ ใครเป็นหัวหน้า”
สิ้นคำถาม ทุกสายตาก็จับจ้องไปยังอาต้า
อาต้าได้แต่สบถด่าลูกน้องในใจ ทีปกติไม่เคยจะยอมรับว่าเขาเป็นหัวหน้า แต่พอเจอสถานการณ์แบบนี้กลับพร้อมใจกันผลักเขาออกมารับหน้าเสียอย่างนั้น
“ผะ...ผมเองครับที่พอจะเป็นหัวหน้า” อาต้าตอบเสียงสั่น พลางพูดอย่างเอาอกเอาใจ
“เอ่อ...เทปวิดีโอนั่นอยู่ในท้ายรถครับ พี่สาวจอมยุทธ์มีอะไรจะให้รับใช้อีกไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วมุ่น “พี่สาวจอมยุทธ์อะไร”
อาต้ารีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “พี่หน่วนครับ มีอะไรให้รับใช้เชิญสั่งได้เลยครับ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าอย่างพอใจ “ช่วงไม่กี่วันนี้ พวกนายก็ทำตัวเป็นบอดี้การ์ดที่ดี อย่าคิดทำอะไรตุกติกเป็นอันขาด”
อาต้ารีบพยักหน้ารับคำเป็นพัลวัน “ได้เลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่พี่หน่วนสั่งครับ”
“แล้วก็ห้ามฉีดยาหรือให้ยากับนายน้อยรองจงเด็ดขาด เขาเป็นคนที่ฉันคุ้มครอง”
“...ครับ ครับ รับทราบครับ”
อาต้าไม่กล้าสบตากับใคร แต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าทำแบบนี้จะถือว่าภารกิจสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วหรือเปล่า
แต่ปัญหาคือถ้าไม่ฉีดยา ไม่ป้อนยา แล้วจะเอาอะไรไปรายงานท่านประธานกรรมการได้ล่ะ
“พวกนายติดต่อกับประธานกรรมการจงยังไง แล้วในกลุ่มที่มาด้วยกันครั้งนี้ มีคนของเขาปะปนมาด้วยอีกหรือเปล่า”
“...ปกติพวกเราจะเป็นฝ่ายติดต่อไปเองครับ ต้องไปโทรศัพท์ที่ที่ทำการไปรษณีย์ ส่วนคนที่รับผิดชอบเรื่องการประสานงานมีอยู่สองคน ชื่อหวังอู่กับหลิวซื่อครับ”
“ความจริงแล้วประธานกรรมการซ่างกวนแค่ส่งคนมาดูลาดเลาเท่านั้น คนของเขายังไม่ได้ถูกส่งมาเลยครับ”
“หมายความว่าพวกนายไม่ใช่คนของไอ้เฒ่าสารเลวซ่างกวนงั้นเหรอ”
อาเฉิงที่เคยเป็นคนไปลวงซ่งอวี้หน่วนรีบโพล่งขึ้นมา “พวกเราแค่แต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อล่อให้คุณติดกับเท่านั้นครับ ความจริงพวกเราเป็นคนของตระกูลจง”
หากพวกเขารู้แต่แรกว่าเด็กสาวคนนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ คงไม่กล้าคิดวางแผนกับเธอเด็ดขาด
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในนิยายกำลังภายในถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าท่องยุทธภพต้องระวังผู้หญิงให้ดี
ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลลง “ตราบใดที่พวกนายสี่คนเชื่อฟัง ฉันก็จะไม่ลากพวกนายไปทิ้งในบึงหนองน้ำหรอก”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสี่คนถึงกับขนหัวลุกซู่ บึงหนองน้ำอย่างนั้นเหรอ แค่คิดว่าถ้าตกลงไปแล้วแม้แต่ร่างก็ยังหาไม่เจอ พวกเขาก็ตัวสั่นงันงกแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวเสริม “สเปรย์กันยุงของฉันน่ะประเมินค่าไม่ได้เลยนะ รู้สึกตัวกันหรือยังล่ะว่ายุงหนีไปหมดแล้ว”
อาต้ารีบตอบ “รู้สึกแล้วครับ! ขอบคุณพี่หน่วนมากครับ!”
“พวกนายพักผ่อนกันให้สบายเถอะ พรุ่งนี้เจอกัน” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวลาอย่างสุภาพ
อาต้าตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก “พะ...พรุ่งนี้เจอกันครับ...”
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินออกจากเต็นท์ ก็พบนายน้อยรองจงผู้แสนอาภัพยืนรออยู่ข้างนอกอย่างสงบเสงี่ยม แม้แต่ยุงมาเกาะตามตัวเขาก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
เมื่อเห็นเธอเดินออกมา เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ซ่งอวี้หน่วนหยิบขวดเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง แล้วเทยาเม็ดหนึ่งออกมา “กินยานี่ซะ จะได้หลับสบาย”
จงเส้าชิงรับยามาแล้วยัดเข้าปากกลืนลงไปทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าเต็นท์ของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอน ยังไม่ทันจะได้ขบคิดอะไรมากมาย สติของเขาก็ดับวูบลงและจมสู่ห้วงนิทราอันล้ำลึก
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ย่องกลับไปยังเต็นท์ของตนอย่างเงียบเชียบ
ผู้คนในยุคสมัยนี้ไม่นิยมการนอนดึก โดยส่วนใหญ่แล้ว พอถึงเวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ ทุกคนก็ต่างพากันเข้านอน ยิ่งบวกกับความเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมมาตลอดทั้งวัน ทำให้ทุกคนต่างหลับสนิทเป็นตาย
จึงไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ในค่ำคืนที่เงียบสงบนั้นได้มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย
***
เช้าวันต่อมา เมื่อซ่งอวี้หน่วนตื่นขึ้นก็เห็นเจมค์ เหยาเสี่ยวฮุย และนายน้อยรองจงกำลังยืนคุยกันอยู่
เหยาเสี่ยวฮุยเป็นหนึ่งในนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม และตอนนี้เขาก็ทำหน้าที่เป็นล่ามส่วนตัวให้กับเจมค์ ซึ่งดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มทั้งสองจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี
[จบบท]