บทที่ 301: แค่มามอบของขวัญให้เธอ
พอเสี่ยวตี๋จื่อขับรถมาถึง เลขานุการฟ่านก็เข้าไปคุยกับเขาสองสามประโยคก่อนจะกลับ เพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้เฒ่าจี้ เธอจึงไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
ที่สำคัญ การได้ส่งซ่งอวี้หน่วนถึงมือครอบครัวของเธออย่างเรียบร้อย ก็ทำให้เธอวางใจได้อย่างสมบูรณ์
รถที่เสี่ยวตี๋จื่อขับมาเป็นรถบัสขนาดกลาง ปัจจุบันไม่ได้มีไว้สำหรับบริการคนนอก แต่เป็นรถที่ใช้ภายในหน่วยงานเท่านั้น
ระหว่างทาง ซ่งอวี้หน่วนก็บอกให้เสี่ยวตี๋จื่อจอดรถ แล้วให้บอดี้การ์ดทั้งสี่คนลงไป
แน่นอนว่าเธอไม่สามารถพาพวกเขาไปที่บ้านของผู้เฒ่าจี้ได้ เมื่อเห็นว่าแถวนั้นมีบ้านพักรับรองเปิดให้บริการอยู่ ซ่งอวี้หน่วนจึงพาพวกเขาเข้าไปเปิดห้องพักให้สองห้อง
บอดี้การ์ดอาต้ารีบจัดการจ่ายค่าห้อง พร้อมกับยื่นเงินให้ซ่งอวี้หน่วนอีก 1,000 หยวน บอกว่าเป็นค่าอาหารและที่พักที่นายน้อยรองจงฝากมาให้
ซ่งอวี้หน่วนกระซิบกำชับพวกเขา “พรุ่งนี้ฉันจะมาหา วันนี้ก็รีบพักผ่อนกันซะ อ้อ แล้วก็อย่าไปเพ่นพ่านที่ไหนล่ะ บนถนนในปักกิ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเดินกันให้ว่อน ถ้าเห็นพวกคุณทำตัวมีพิรุธไม่น่าไว้วางใจขึ้นมา อาจจะโดนเรียกไปสอบสวนเอาง่ายๆ แล้วถ้าเกิดพูดจาไม่เข้าหูจนโดนจับขึ้นมา ฉันไม่ช่วยนะจะบอกให้”
จริงอยู่ที่พวกเขาไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่เคยทำตัวลับๆ ล่อๆ สักหน่อย
บอดี้การ์ดอาต้ารีบรับคำ “พี่หน่วนวางใจได้เลยครับ พวกเราจะอยู่ในห้อง ไม่ออกไปไหนแน่นอน”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าอย่างพอใจ คนที่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
จากนั้นเธอก็ขึ้นรถ เดินทางมุ่งหน้าไปยังชุมชนที่พักของผู้เฒ่าจี้ ซึ่งตั้งอยู่เกือบใจกลางเมือง
เมื่อรถมาถึง เธอก็เห็นอาหญิงจี้ซินอี๋กับจี้อิ๋งอิ๋งยืนรออยู่ที่หน้าประตู
ซ่งอวี้หน่วนเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของจี้อิ๋งอิ๋งเบาๆ แล้วให้สัญญาว่าครั้งหน้าจะพาหมิงเซิ่งมาเล่นด้วยแน่นอน
จี้ซินอี๋พอจะเดาได้ว่าซ่งอวี้หน่วนคงมีเรื่องด่วน ไม่อย่างนั้นคงไม่มาโดยไม่มีหมิงเซิ่งตามมาด้วย
ซ่งอวี้หน่วนอธิบายสั้นๆ “พอดีมีเรื่องด่วนนิดหน่อยค่ะ เลยต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน”
ผู้เฒ่าจี้อาศัยอยู่ในชุมชนอู๋ถง ซึ่งเป็นย่านที่เงียบสงบและผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่แถบนี้ล้วนแต่มีฐานะและตำแหน่งทางสังคมที่ไม่ธรรมดา
การกลับมาของผู้เฒ่าจี้สร้างความยินดีให้กับหลายๆ คน แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่ไม่พอใจอยู่เหมือนกัน
ตอนนี้ท่านปู่เองก็กำลังออกไปจัดการธุระเรื่องหนึ่งอยู่พอดี
ตอนที่ได้ข่าวว่าซ่งอวี้หน่วนมาถึง ผู้เฒ่าจี้ซึ่งกำลังโต้เถียงกับใครบางคนอย่างหัวเสียก็พูดกับคู่สนทนาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ผมไม่ได้ปฏิเสธการแพทย์แผนตะวันตก แต่เรื่องความร่วมมือในตอนนี้ ผมไม่เห็นด้วย”
อีกฝ่ายแย้งขึ้น “ท่านนี่ความคิดเก่าเกินไปแล้วนะครับ ทุกวันนี้การตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ มีอย่างไหนบ้างที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือแพทย์”
“เรื่องความร่วมมือผลิตยากับต่างชาติ เอาไว้คุยกันในที่ประชุมพรุ่งนี้” ผู้เฒ่าจี้ตัดบท ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านทันที
บ้านของผู้เฒ่าจี้เป็นเรือนสี่ประสานขนาดใหญ่ ด้านหน้ามีเพิงมุงหลังคาซึ่งมีชั้นสำหรับตากสมุนไพรวางเรียงรายอยู่ แต่เพราะเพิ่งย้ายกลับมา ของบนชั้นวางจึงยังดูบางตา จี้ซินอี๋เล่าให้ฟังว่าสามีของเธอกำลังดูแลแปลงสมุนไพรอยู่ที่สวนหลังบ้าน
พอรู้ว่าซ่งอวี้หน่วนมาถึง อาเขยจี้ตงก็รีบออกมาทักทายทันที เขามีรูปร่างสูงใหญ่ อายุไล่เลี่ยกับซ่งเหลียง ผิวคล้ำและค่อนข้างผอม แต่เค้าหน้าได้รูปและดวงตาสดใส บ่งบอกว่าเป็นคนขยันขันแข็งและซื่อตรง
เขาคุยกับซ่งอวี้หน่วนได้เพียงไม่กี่คำ ก็เห็นผู้เฒ่าจี้เดินเข้ามาพอดี ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มอย่างอบอุ่นให้ ก่อนจะขอตัวเข้าไปในครัวพร้อมกับจี้ซินอี๋ บอกว่าจะไปทำของอร่อยๆ ให้เสี่ยวหน่วนกิน ทิ้งความสงสัยไว้ว่าชายหนุ่มท่าทางอมโรคที่ยืนอยู่ข้างๆ หลานสาว
ใครกัน?
ผู้เฒ่าจี้เองก็คาดไม่ถึงว่าซ่งอวี้หน่วนจะมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ใช่ว่าท่านไม่คิดถึง แต่เพราะนี่ไม่ใช่เวลาที่เธอควรจะมา
ซ่งอวี้หน่วนดึงตัวจงเส้าชิงมายืนข้างๆ แล้วอธิบายให้ผู้เฒ่าจี้ฟังว่าเขาเป็นใครและเธอมีแผนจะทำอะไรต่อ ผู้เฒ่าจี้เบิกตากว้างจ้องมองชายหนุ่มเขม็ง จนจงเส้าชิงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่งยิ้มแหยๆ กลับไปให้
ผู้เฒ่าจี้รู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
ทำไมคนของตระกูลซ่างกวนถึงได้น่ารังเกียจกันถ้วนหน้าขนาดนี้นะ! ตั้งแต่ตอนที่เสี่ยวหน่วนยังไม่รู้จักพวกนั้นด้วยซ้ำ ก็เริ่มวางแผนเล่นงานสารพัด มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เลิกรา ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขยะแขยง
ท่านมองจงเส้าชิงแล้วพูดเสียงเข้ม “นาย มานี่ซิ”
จงเส้าชิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย ก่อนจะยื่นแขนออกไปตรงหน้า เขาได้ยินจากเสี่ยวหน่วนมาแล้วว่าผู้เฒ่าจี้เป็นใคร ดังนั้นการที่ท่านเรียกเข้าไปหาก็คงไม่ใช่เพราะจะทำร้าย แต่เพื่อตรวจดูอาการป่วยของเขาต่างหาก
ผู้เฒ่าจี้เห็นท่าทีที่ให้ความร่วมมือของชายหนุ่ม ก็กวาดตามองดูสีหน้าของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพบว่าอาการของเขาหนักหนาสาหัสกว่าเซี่ยซินตงหลายเท่านัก
ในร่างกายของเขามีสารพิษสะสมอยู่มากเกินไป
ทันใดนั้น คิ้วของผู้เฒ่าจี้ก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ท่านมองจงเส้าชิงด้วยแววตาประหลาดใจอยู่หลายครั้งหลายครา
ร่างกายของคนคนนี้มีความต้านทานต่อยาที่แข็งแกร่งมาก เรียกได้ว่าเป็นนักทดลองยาโดยกำเนิดเลยทีเดียว
แน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเพียงสิ่งที่แวบเข้ามาในหัว และท่านคงไม่เอ่ยมันออกไปให้ใครได้ยิน
“ฉันจะปรุงยาเม็ดให้ กินให้ตรงเวลา จะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ได้ รอจนกว่าอาการจะคงที่แล้ว ฉันค่อยปรุงยาชุดใหม่ให้”
จงเส้าชิงลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ผู้เฒ่าจี้มองนิ่งๆ ไม่ได้ขยับไปไหน ชายหนุ่มก้มลงกราบคำนับสามครั้งจนหน้าผากจรดพื้น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านผู้เฒ่า บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่สุดจะลืมเลือน เส้าชิงขอสาบานว่าจะต้องตอบแทนให้ได้อย่างแน่นอนครับ!”
ผู้เฒ่าจี้โบกมือเบาๆ “ฉันรู้แล้ว ลุกขึ้นเถอะ”
หลังจากจัดการเรื่องของจงเส้าชิงเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยขึ้นว่าเธอต้องการจะไปพบเซี่ยโป๋เหวิน
ผู้เฒ่าจี้กล่าว “พรุ่งนี้ปู่มีประชุมเรื่องการร่วมทุนสร้างโรงงานยากับประเทศ B แม้ปู่ไม่เห็นด้วย แต่คนส่วนใหญ่กลับเห็นดีเห็นงาม เพราะเงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอมามันน่าสนใจมากจริงๆ รอให้ปู่ประชุมเสร็จก่อน แล้วค่อยพาหนูไปหาเซี่ยโป๋เหวินจะดีกว่าไหม”
การจะปล่อยให้หลานสาวไปคนเดียว ท่านย่อมไม่วางใจ
ซ่งอวี้หน่วนเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที “พวกเขาเสนอว่าจะบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้ฟรีๆ ใช่ไหมคะ”
ผู้เฒ่าจี้ไม่แปลกใจที่เธอจะรู้เรื่องนี้ “คิดจะใช้วิธีนี้เพื่อด้อยค่าการแพทย์แผนจีนของเราให้หมดสิ้นงั้นเหรอ ฝันไปเถอะว่าปู่จะยอม”
“ปู่รองคะ ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า การบริจาคเครื่องมือแพทย์อาจเป็นแค่ข้ออ้าง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือการขโมยตำรับยาโบราณของเรา”
ผู้เฒ่าจี้ “...”
เวลานี้ตำรา ‘ชิงหนางซู’ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี การจะนำออกมาเปิดเผยต่อโลกภายนอกยังต้องใช้เวลาอีกนาน ที่พวกนั้นเอาแต่พูดเรื่องการแพทย์แผนตะวันตก บางทีอาจจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้
แววตาของผู้เฒ่าจี้พลันสว่างวาบขึ้นมา ในที่สุดท่านก็รู้แล้วว่าควรจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร และในวินาทีนั้นเอง ท่านก็ได้ยินเสียงความคิดในใจของเสี่ยวหน่วน
【บริษัทเวชภัณฑ์ชีวภาพนี่ขึ้นชื่อเรื่องความเลวร้าย ไม่ต่างอะไรกับโจรเลย พอโดนพวกมันหมายหัวเข้าแล้ว ก็เหมือนถูกปลิงเกาะ ไม่ยอมปล่อยจนกว่าจะได้ดูดเลือดไปสักหน่อย】
【ถึงจะไม่รู้ว่าตำรับยาที่โดนขโมยไปจะเกี่ยวกับปู่รองหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว เราก็ร่วมมือกับคนพวกนี้ไม่ได้เด็ดขาด】
หัวใจของผู้เฒ่าจี้พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวเสริมขึ้นมาดังๆ “ปู่รองคะ ตอนอยู่ค่ายฤดูร้อน หนูบังเอิญได้ยินนักเรียนคนนึงเล่าว่าบริษัทนี้ก็คือบริษัทโจรดีๆ นี่เอง พอพวกเขาบรรลุเป้าหมายแล้วก็จะหาเรื่องถอนทุน สุดท้ายเราก็จะไม่เหลืออะไรเลยนะคะ”
“แถมคนที่รับผิดชอบโครงการก็จะเสียชื่อไปชั่วลูกชั่วหลาน อ้อ เราควรจะลองสืบดูด้วยนะคะว่ามีใครแอบรับผลประโยชน์อะไรมาหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้ดูกระตือรือร้นกันขนาดนี้”
ผู้เฒ่าจี้พยักหน้ารับคำรัวๆ
นับว่าโชคดีเหลือเกินที่เสี่ยวหน่วนมาเตือนสติได้ทันเวลา ถ้าหากท่านทานแรงกดดันไม่ไหวแล้วเผลอตกลงไป คงได้กลายเป็นคนบาปที่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติเป็นแน่
หลังมื้อค่ำ ซ่งอวี้หน่วนก็โทรศัพท์ไปหาเซี่ยโป๋เหวิน “ท่านตาคะ ตอนนี้หนูอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับสะดุ้ง ท่านกำลังวางแผนจะเดินทางไปอำเภอหนานซานอยู่พอดี
“เสี่ยวหน่วน ว่ามาเลย มีธุระอะไร”
“ซ่างกวนหว่านยังพักอยู่ที่บ้านของท่าน หรือว่าย้ายออกไปแล้วคะ” เธอถามตรงประเด็น
เซี่ยโป๋เหวิน “...ยังอยู่ที่บ้านตานี่แหละ”
“ถ้าอย่างนั้นอีกครึ่งชั่วโมงหนูจะไปถึงบ้านท่านนะคะ อย่าปล่อยให้เธอหนีไปไหนได้เด็ดขาด”
“เสี่ยวหน่วน บอกได้ไหมว่าเธอมีเรื่องอะไรกับเขากันแน่”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มสดใส “ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่จะเอาของขวัญไปให้เธอน่ะค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวิน “...”
“และเพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์ ท่านต้องห้ามบอกเธอนะคะว่าหนูกำลังจะไป” ซ่งอวี้หน่วนกำชับทิ้งท้าย
เซี่ยโป๋เหวิน “...ได้!”
[จบบท]