บทที่ 302: ทักทายคู่หมั้นของคุณ
หลังจากวางสายโทรศัพท์ เซี่ยโป๋เหวินก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
เขานึกแปลกใจว่าทำไมเสี่ยวหน่วนที่ควรจะกลับอำเภอหนานซานไปแล้วหลังจากจบค่ายฤดูร้อน ถึงได้โผล่มาที่ปักกิ่ง แถมความสัมพันธ์ของเธอกับซ่างกวนหว่านก็ไม่ได้ดีถึงขนาดที่จะต้องมาเยี่ยมเยียนพร้อมของขวัญ
ถึงแม้เซี่ยโป๋เหวินจะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนมองอะไรทะลุปรุโปร่ง แต่ครั้งนี้เขากลับเดาไม่ออกเลยว่าซ่งอวี้หน่วนกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่
ตอนนี้ก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว
เมื่อช่วงบ่าย เขาเพิ่งไปเยี่ยมซ่างกวนอวิ๋นฉีมา ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เบื้องบนไม่มีนโยบายผ่อนปรนโทษใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ
อันที่จริงเขาก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ แต่การที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกคุมขังอยู่ข้างในนั้น กลับเป็นผลดีต่อทุกคนมากกว่า ทั้งตัวเธอเอง ตัวเขา และลูกๆ
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเธอยังมีแผนการอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่ การปล่อยเธอไว้ข้างนอกต่างหากคือความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด
การพบกันครั้งนี้ ท่าทีของซ่างกวนอวิ๋นฉีดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอบอกเขาว่าเรื่องที่พอจะให้การได้ก็พูดไปหมดแล้ว และสัญญาว่าจะกลับตัวกลับใจ
ก่อนจะเอ่ยถามว่าเขาได้อ่านสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้วหรือยัง
แต่ยังไม่ทันที่เซี่ยโป๋เหวินจะได้ตอบ เธอก็หัวเราะเยาะตัวเอง “คุณจะไม่อ่านได้ยังไง ฉันนี่ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง”
แล้วเธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากที่ฉันคลอดเซี่ยหมิงแล้ว ในสายตาของฉันก็มีแต่คุณมาโดยตลอด”
เซี่ยโป๋เหวินได้แต่ถอนหายใจ “เราอยู่ด้วยกันมาเกือบทั้งชีวิต ทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณเป็นคนยังไง”
แน่นอนว่าเขารู้ดี เธอเป็นพวกหัวรั้น ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอจะมองเขาเต็มตา ที่จริงแล้วในใจลึกๆ เธอยังคงดูถูกเขาอยู่เสมอ
ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นมาลอยๆ “จำได้ไหมที่ผมเคยชวนคุณว่าพอเราเกษียณแล้ว ให้กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดด้วยกัน จริงๆ แล้วคุณไม่ชอบความคิดนั้นเลยใช่ไหม”
เขาไม่ได้รอฟังคำตอบจากซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่กลับพูดตัดบทว่า “หมดเวลาแล้ว ผมต้องไปแล้วล่ะ”
เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อตอนบ่าย สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินก็ขรึมลง เขามีความรู้สึกว่าซ่างกวนอวิ๋นฉียังมีความลับอีกมากมายที่เขาไม่เคยรู้
และเขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซ่างกวนเหิงจะปล่อยให้น้องสาวลำบากโดยไม่หยิบยื่นผลประโยชน์อะไรให้เลย
“ซ่างกวนหว่านทำอะไรอยู่ในห้อง” เขาเอ่ยถามเซี่ยลี่อิ๋งที่เพิ่งเดินเข้ามา
เซี่ยลี่อิ๋งเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “เธอบอกว่าเดี๋ยวจะออกไปเดินเล่นข้างนอกค่ะ”
สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
ส่วนเซี่ยลี่อิ๋งเองก็อารมณ์ไม่ดีเช่นกัน ข้าวของทุกชิ้นของพ่อถูกจัดเก็บลงกล่องเรียบร้อยแล้ว ได้ลังใหญ่ๆ ถึงสองใบ
ของเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาอย่างสุจริต ซึ่งเซี่ยโป๋เหวินตั้งใจจะส่งไปให้เซี่ยซินตงทั้งหมดโดยไม่สร้างปัญหาใดๆ ตามมา
แต่ทำไมถึงไม่มีอะไรเหลือตกถึงลูกๆ อย่างพวกเขาบ้างเลยสักชิ้น! ความคิดนี้ทำให้เซี่ยลี่อิ๋งอยากจะจุดไฟเผาหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอให้มันสิ้นซากไปซะ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เซี่ยลี่อิ๋งไม่รอให้พ่อพูดอะไร เธอเดินกระแทกเท้าไปเปิดประตูด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อประตูเปิดออก คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นซ่งอวี้หน่วนที่ส่งยิ้มหวานมาให้
ตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ดวงอาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้าไปอีกฟากของภูเขา ทิ้งแสงสุดท้ายอันอ่อนโยนไว้ทั่วผืนฟ้าและแผ่นดิน แสงสีส้มอมชมพูที่งดงามจับตาสะท้อนลงบนร่างของซ่งอวี้หน่วน ทำให้เธอดูราวกับมีรัศมีเปล่งประกายออกมา
ภาพตรงหน้าทำให้เซี่ยลี่อิ๋งตกใจจนผงะถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
สายตาของเธอจับจ้องอยู่แต่ที่ซ่งอวี้หน่วน จนไม่ทันได้สังเกตเห็นจงเส้าชิงที่สวมแว่นกันแดดยืนอยู่ด้านหลัง และกลุ่มบอดี้การ์ดอีกสี่คนที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล
ซ่งอวี้หน่วนยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู กวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนสี่ประสานหลังนี้อย่างพิจารณา
ดูเหมือนว่าคุณตาของเธอจะไม่ได้เลือกพักในบ้านพักของทางการ หรือบ้านเดี่ยวที่ทางบริษัทจัดไว้ให้
ท่าทางคงไม่ได้คิดจะทำงานที่นี่นานสินะ
เรือนสี่ประสานหลังนี้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็ดูกว้างขวางน่าอยู่
ซ่งอวี้หน่วนก้าวเท้าเข้ามาในลานบ้านอย่างสง่างาม โดยมีจงเส้าชิงเดินตามเข้ามาติดๆ เธอหันไปสั่งให้อาต้าปิดประตูใหญ่ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ซ่างกวนหว่านที่อาจจะตื่นตกใจวิ่งหนีออกไปได้
บอดี้การ์ดทั้งสี่คนไม่ได้ตามเข้ามาข้างใน แต่ยังคงยืนรักษาการณ์อยู่ด้านนอก
ตัวบ้านเป็นเรือนสี่ประสานแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยห้องหลักสามห้องและเรือนข้างอีกสองฝั่ง ลานบ้านขนาดกะทัดรัดถูกแบ่งเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งปลูกดอกไม้สวยงาม ส่วนอีกด้านเป็นแปลงผักสวนครัว
พอตั้งสติได้ เซี่ยลี่อิ๋งก็รีบพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วแผดเสียงแหลมใส่หน้าซ่งอวี้หน่วน “ซ่งอวี้หน่วน! ไหนเธอบอกว่าแค้นพวกเราจนอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วมาทำอะไรที่บ้านของฉัน!”
ซ่งอวี้หน่วนทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “แหม พูดจาไปเรื่อยนะเรา เรื่องแค้นกันจนอยู่ร่วมโลกไม่ได้อะไรนั่น ถ้าพ่อเธอได้ยินเข้าจะไม่โดนตีเอาเหรอ โตๆ กันแล้ว ทำไมยังพูดจาไม่ใช้สมองแบบนี้อีกล่ะ ยังไงซะเราก็มีสายเลือดเดียวกันแท้ๆ ใครเป็นคนบอกเธอกันว่าเรามีความแค้นล้างบางกันขนาดนั้น”
เซี่ยลี่อิ๋ง “...”
เป็นจังหวะเดียวกับที่เซี่ยโป๋เหวินเดินออกมาจากตัวบ้านพอดี ส่วนซ่างกวนหว่านที่ได้ยินเสียงเอะอะก็ออกมาจากเรือนฝั่งตะวันตกเช่นกัน ถึงแม้เธอจะไม่เคยเห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนมาก่อน แต่พอได้ฟังที่เซี่ยลี่อิ๋งพูด เธอก็เดาได้ในทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่สวมแว่นกันแดดยืนอยู่ด้านหลังของซ่งอวี้หน่วน
เซี่ยโป๋เหวินตวาดลูกสาวเสียงเย็นชา “เซี่ยลี่อิ๋ง! เงียบเดี๋ยวนี้ ดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิว่าน่าดูแค่ไหน”
เซี่ยลี่อิ๋งโกรธจนกระทืบเท้า ที่เธอกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะซ่งอวี้หน่วนคนเดียวไม่ใช่หรือไง ตอนนี้ฉินว่างก็ไม่ยอมคุยกับเธอแล้ว ส่วนซุนจิงจิงก็ถูกที่บ้านสั่งห้ามออกจากบ้าน เรื่องนี้มันเหมือนเป็นการตบหน้าเธอฉาดใหญ่
แต่เธอจะทำอะไรได้
ในเมื่อความจริงก็คือเธอกับพี่ชายเป็นคนดึงเพื่อนๆ เข้ามาเดือดร้อนด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ตัวต้นเหตุอย่างซ่งอวี้หน่วนเอาความกล้าจากไหนถึงได้บุกมาถึงที่นี่
คิดจะทำอะไรกันแน่ หรือว่ามาเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยลี่อิ๋งก็โพล่งออกไปอย่างไม่เกรงใจ “ซ่งอวี้หน่วน! ในเมื่อยายของเธอกับน้าเล็กของเธอไม่ยอมรับพ่อฉัน แล้วเธอจะเสนอหน้ามาที่นี่ทำไม คิดจะมาตีสนิทขอเป็นญาติฝ่ายเดียวหรือไง ไหนบอกว่าหยิ่งในศักดิ์ศรีนักหนาไงล่ะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ต่อให้เธออยากจะเกี่ยวดองกับเราแทบตาย พวกเราก็ไม่มีวันยอมรับ!”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองเซี่ยลี่อิ๋งด้วยหางตา ก่อนจะหันไปสบตากับเซี่ยโป๋เหวินพร้อมรอยยิ้มขบขัน
เซี่ยโป๋เหวินเลิกสนใจเรื่องน่าอายพวกนี้แล้ว เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องขายหน้า แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนอยู่
ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน
ซ่งอวี้หน่วนจึงเปิดประเด็นทันที “ฉันรู้ดีค่ะว่าสหายเซี่ยลี่อิ๋งเกลียดพวกเราเข้าไส้ เพราะฉะนั้นฉันไม่ได้มีเจตนาจะมาผูกมิตรกับพวกคุณหรอกนะคะ แต่ที่วันนี้จำเป็นต้องมา ก็เพราะว่าจะเอาของขวัญมาคืนให้คุณซ่างกวนหว่านค่ะ”
จงเส้าชิงยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ในสถานการณ์แบบนี้เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แค่ปล่อยให้เสี่ยวหน่วนจัดการไปก็พอ เธอสั่งให้ทำอะไร เขาก็พร้อมจะทำตามนั้น
ให้หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินกระตุกวูบ
เอาของขวัญมาคืน? หมายความว่ายังไง?
เขาหันไปมองซ่างกวนหว่านเป็นเชิงถาม
ซ่างกวนหว่านจ้องซ่งอวี้หน่วนเขม็งตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยปากถาม “เธอจะเอาของขวัญอะไรมาคืนฉัน ในเมื่อฉันไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก “ไม่เป็นไรค่ะ ที่คุณไม่รู้จักฉันน่ะไม่สำคัญ ขอแค่คุณรู้จักเขาก็พอแล้ว”
พูดจบเธอก็หันไปทางชายหนุ่มข้างกายพลางพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นายน้อยรองจง ถอดแว่นของคุณออกสิคะ แล้วทักทายคู่หมั้นของคุณซะหน่อย บอกเธอสิว่าคุณคิดถึงเธอมากแค่ไหน”
จงเส้าชิงถอดแว่นกันแดดออกอย่างว่าง่าย ก่อนจะจ้องมองไปยังซ่างกวนหว่านด้วยสายตาเปี่ยมรัก “เสี่ยวหว่าน นี่ผมเอง เส้าชิงไง ผมมาหาคุณแล้วนะ”
ทั้งสองสบตากันนิ่ง
จงเส้าชิงยิ้มกว้างให้เธอ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยวและน่าขนลุก จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเธอทีละก้าว
ซ่างกวนหว่านยังคงยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อสมองประมวลผลได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร เธอก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง
สวรรค์! นี่มันไอ้บ้าจงเส้าชิงนี่!
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมถึงมากับซ่งอวี้หน่วนได้!
ซ่างกวนหว่านสติแตก รีบวิ่งกลับเข้าไปในเรือนพักของตัวเองแล้วปิดประตูลั่นดาลดังปัง
จงเส้าชิงไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เขาก้าวพรวดๆ ตามไปติดๆ แล้วเริ่มทุบประตูเสียงดังโครมคราม “เสี่ยวหว่าน! เสี่ยวหว่าน! เปิดประตูนะ! ผมอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาคุณ คุณดีใจจนจะเป็นบ้าอยู่แล้วใช่ไหม”
กรี๊ดดดด!
ซ่างกวนหว่านที่อยู่ในห้องได้แต่ขยุ้มผมตัวเองด้วยความหวาดกลัวแล้วทรุดลงไปนั่งตัวสั่นอยู่ข้างประตู
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำหน้าประหลาดใจ “ทำไมขี้อายจังเลยคะ ไหนว่าเป็นคู่หมั้นกันแล้วไม่ใช่เหรอ”
พูดจบเธอก็เดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะใช้เท้าถีบประตูให้พังเปิดออกดังโครม!
[จบบท]