บทที่ 306: เด่นเกินไปภัยจะมาถึงตัว?
เซี่ยโป๋เหวิน “...”
ชายชรายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมา ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ทำไมพวกคุณต้องมองฉันแบบนี้ด้วยล่ะคะ หรือว่าฉันกำลังเป็นฝ่ายหาเรื่องพวกคุณอยู่”
“ถ้าไม่ใช่เพราะภรรยาคุณตาคิดทำเรื่องไม่ดี น้าเล็กของฉันก็คงได้เติบโตอยู่เคียงข้างคุณยาย ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ก็ตาม ทุกคนต่างก็คงได้อยู่อย่างสงบสุขในทางของตัวเอง”
“คิดร้ายไปแล้วก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าซ่างกวนเหิงยังพอมีความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้างสักนิด น้าเล็กของฉันก็คงไม่ถูกทารุณกรรมจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสแบบนั้นหรอกค่ะ”
“น้ำที่สาดออกไปแล้วย่อมเอากลับคืนมาไม่ได้ เวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้แล้ว การจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรมันเป็นไปไม่ได้ แต่ขอเพียงแค่ภรรยาท่านอยู่อย่างสงบ ไม่ได้เที่ยวมาดูถูกว่าครอบครัวเรายากจนต้อยต่ำ ไม่ได้โทรศัพท์มาหลอกให้ฉันไปฮ่องกง เรื่องก็คงไม่บานปลายมาถึงขั้นที่ต้องถูกจับกุมตัวแบบนี้”
“ฉัน ซ่งอวี้หน่วน ที่จริงแล้วเคยชื่อฉินอวี้หน่วน เพราะถูกสลับตัวไปตอนเด็ก เพิ่งจะได้กลับมาอยู่กับครอบครัวซ่งไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ฉันบริสุทธิ์จะตายไปค่ะ ที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยเจอหน้าคุณยายกับน้าใหญ่เลยด้วยซ้ำ”
หญิงสาวทุบโต๊ะดังปัง แล้วตวาดถามเสียงกร้าว “ฉันทำผิดอะไร ทำไมฉันต้องมารับผิดชอบเรื่องบาดหมางของคนรุ่นก่อนด้วย!”
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังหรือเบาจนเกินไป แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน
ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านตระกูลเซี่ยตกอยู่ในความเงียบงัน
หน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ จงเส้าชิงและคนอื่นๆ อีกสี่คนยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่สวน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ ออกมา
เซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งมีสีหน้าสับสนซับซ้อน ริมฝีปากขยับไหวราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ หลุดรอดออกมา
ส่วนเซี่ยโป๋เหวินนั้นรู้สึกละอายใจจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“พวกคุณทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนที่สูงมานานเกินไปจนลืมตัวตนที่แท้จริงไปแล้ว คิดว่าตัวเองสามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้จริงๆ งั้นเหรอคะ แต่ความจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกคุณทำไม่ได้ ไม่มีปัญญาพอ”
“โดยเฉพาะเธอ ซ่างกวนหว่าน แม้เธอไม่น่าจะเป็นเด็กผู้หญิงที่ใจคอโหดร้าย แต่เธอก็ไม่ได้มีจิตใจดีเลยแม้แต่น้อย เธอไม่อยากแต่งงานกับคนบ้า แล้วทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายไปแต่งงานกับคนบ้าคนนั้นแทนล่ะ”
“ใครกันที่ทำให้เธอคิดไปเองว่าชีวิตของฉันมันต่ำต้อยด้อยค่านัก”
“โชคดีที่ฉันยังพอมีปัญญาป้องกันตัวเองได้ แผนการชั่วร้ายของพวกคุณถึงไม่สำเร็จ”
“แต่ถ้าฉันป้องกันตัวเองไม่ได้ล่ะก็ ป่านนี้ฉันคงถูกพวกคุณทำร้ายจนตกนรกขุมที่ลึกที่สุดไปแล้ว”
“ซ่างกวนหว่าน เธอก็เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญเหมือนกัน!”
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เอาจริงๆ นะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องเลวร้ายที่เธอกับคุณอาของเธอและพ่อของเธอก่อขึ้น ครอบครัวของฉันก็คงใช้ชีวิตทำไร่ไถนาอย่างสงบสุขอยู่ในชนบท ส่วนพวกคุณก็จะยังคงใช้ชีวิตร่ำรวยสุขสบายอยู่ในเมืองหลวงต่อไป”
“คุณยายของฉันถึงจะเป็นคนบ้านนอก แต่ท่านก็เป็นคนรักษาคำพูด ท่านถูกบีบบังคับให้สัญญากับภรรยาคุณตาว่าจะไม่ปริปากบอกลูกๆ ตลอดชีวิตว่าพ่อแท้ๆ ของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านก็ทำตามสัญญานั้นมาโดยตลอด แล้วพวกคุณล่ะคะ ทำได้อย่างท่านหรือเปล่า”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองเซี่ยลี่อิ๋งและเซี่ยจื้อที่ก่อนหน้านี้ยังแสดงท่าทีไม่พอใจ “พวกเธอเป็นลูกของเซี่ยโป๋เหวินไม่ใช่เหรอ ไหนลองบอกมาสิ ว่าพวกเธอทำอะไรลงไปบ้าง”
“แค่โทรศัพท์ไปบอกกล่าวเพียงครั้งเดียวก็สามารถหาตำแหน่งคนงานชั่วคราวในสถานีธัญพืชให้ฉันได้แล้ว แต่เธอกลับเลือกที่จะส่งกริชหักครึ่งมาข่มขู่ แล้วยังสั่งให้ตู้เจิ้นไห่มาทำลายชื่อเสียงของฉันอีก”
“ถ้าไม่ได้ปู่รองช่วยไว้ ป่านนี้ฉันจะยังได้มายืนอยู่ตรงนี้เหรอคะ คงถูกพวกคุณบีบคั้นจนต้องกระโดดน้ำตายไปตั้งนานแล้ว”
หญิงสาวยิ้มหยัน รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าขณะที่เธอชี้นิ้วไปทางซ่างกวนหว่าน “เธอยังมีหน้ามาร้องไห้อีกเหรอ ทำอย่างกับว่าตัวเองถูกรังแกมาหนักอย่างนั้นแหละ”
“แล้วก็พวกเธอด้วยเซี่ยจื้อ เซี่ยลี่อิ๋ง…”
“ในใจคงกำลังด่าฉันว่าเป็นตัวซวยสินะ แล้วก็คงแอบคิดอยู่ล่ะสิว่าถ้าไม่มีฉัน ครอบครัวของพวกเธอก็คงจะยังมีความสุขดีอยู่ใช่ไหม แล้วก็คุณตาเซี่ยด้วยค่ะ ท่านคงกำลังคิดว่าฉันเป็นคนแข็งกร้าวเกินไปสินะคะ หรือบางทีอาจจะอยากเตือนฉันเป็นนัยๆ ว่าเด่นเกินไปภัยจะมาถึงตัวอย่างนั้นใช่ไหม”
เซี่ยโป๋เหวินได้แต่มองซ่งอวี้หน่วนนิ่งๆ ดวงตาของเขาฉายแววรู้สึกผิดออกมา
ซ่งอวี้หน่วนทุบโต๊ะรัวๆ ก่อนจะตะเบ็งเสียงดังขึ้น “พวกคุณทุกคนช่วยตาสว่างกันสักทีเถอะค่ะ คนที่ต้องมารับเคราะห์โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่คือฉัน ซ่งอวี้หน่วนคนนี้!”
“คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดก็คือครอบครัวของคุณยาย! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคนที่ชอบคิดว่าตัวเองถูกเสมอและมีจิตใจอำมหิต ฉันก็คงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอต่อไป แล้วฉันจะต้องมาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายและคนแบบพวกคุณได้ยังไงกัน!”
ด้วยความโมโหสุดขีด ซ่งอวี้หน่วนก็ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยการเตะโต๊ะน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าจนล้มคว่ำเสียงดังโครม! แอปเปิ้ลที่ปอกไว้อย่างดี น้ำชาที่เพิ่งรินใหม่ๆ หรือแม้แต่ไอศกรีมแท่งในจานที่เซี่ยโป๋เหวินอุตส่าห์ไปหามาให้หลานสาว ทุกอย่างร่วงหล่นแตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
เซี่ยลี่อิ๋งกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ในวินาทีนั้นเธอไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่กลับหวาดกลัวถึงขั้วหัวใจ
ใบหน้าของเซี่ยจื้อซีดเผือดราวกับกระดาษ นี่มันคนบ้าชัดๆ!
ซ่งอวี้หน่วนเน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน “คุณตาคะ จัดการลูกหลานของท่านให้ดีๆ ถ้ายังกล้าเล่นตุกติกอะไรอีก คราวนี้ฉันไม่เก็บไว้แน่!”
ซ่างกวนหว่านหยุดร้องไห้ไปนานแล้ว ดวงตาของเธอเบิกกว้างจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยความหวาดผวา ผู้หญิงคนนี้ดูจะร้ายกาจยิ่งกว่านายน้อยรองจงเสียอีก
แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
มุมปากของเธอค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา พลังวิเศษที่เธอมีช่างน่าทึ่งจริงๆ เพราะมันทำให้เธอได้เห็นภาพเหตุการณ์สำคัญบางอย่างอีกครั้ง
เธอชี้นิ้วไปยังซ่างกวนหว่าน “รีบโทรหามามี้ของเธอซะ แล้วบอกให้ท่านทำลายม้วนวิดีโอเทปนั่นทิ้งไปซะ แล้วก็บอกให้ซ่างกวนเหิงอยู่เฉยๆ อย่ามายุ่งกับฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้ชื่อของเธอ ซ่างกวนหว่าน ไปแจ้งความว่าพ่อแม่ของเธอร่วมมือกันวางยาพิษภรรยาคนที่สองของซ่างกวนเหิงจนตาย แถมคนที่ประคองถ้วยยาพิษไปส่งให้ถึงมือก็คือตัวเธอเอง...”
เพียงชั่วพริบตา ทุกสายตาในห้องก็จับจ้องไปยังร่างของซ่างกวนหว่านเป็นตาเดียว
ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวราวกับคนไร้เลือด เธอมองซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “เธอ...เธอกำลังพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่!”
ซ่งอวี้หน่วนแค่นหัวเราะ “งั้นเธอก็ลองโทรหาพ่อแม่ของเธอดูสิ ว่าพวกเขาจะว่ายังไง”
ซ่างกวนหว่านพลันรู้สึกหน้ามืด โลกทั้งใบหมุนคว้าง ก่อนที่ร่างของเธอจะอ่อนระทวยล้มพับลงไปกองกับพื้น
เซี่ยลี่อิ๋งเห็นดังนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจอีกครั้ง
เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้สนใจใครทั้งสิ้น เขามองเพียงซ่งอวี้หน่วน ขอบตาของเขาแดงก่ำ น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม “เสี่ยวหน่วน ตาขอโทษได้ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “คำว่าขอโทษสามคำนี้มันช่างเบาหวิวไร้ความหมายสิ้นดี!”
หญิงสาวหันไปมองเซี่ยจื้อที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อ “ยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม รีบปลุกซ่างกวนหว่านแล้วก็เก็บกวาดห้องได้แล้ว”
พูดจบเธอก็เป็นฝ่ายเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปก่อน พอมายืนอยู่ใต้ร่มไม้ในสวน เธอก็กะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปพูดกับเซี่ยโป๋เหวินด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง “คุณตาคะ เมื่อกี้ฉันอาจจะใจร้อนไปหน่อย ท่านไม่โกรธใช่ไหมคะ”
เซี่ยโป๋เหวินยังคงกล่าวด้วยความรู้สึกผิด“ทั้งหมดเป็นความผิดของตาเอง!”
“เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนกล่าว
“ค่าโทรศัพท์ท่านไปเก็บเอากับซ่างกวนหว่านก็แล้วกัน เธอมีเงินเยอะแยะ หนูจะพานายน้อยรองจงกลับแล้วนะคะ”
“อ้อ...เซี่ยลี่อิ๋งดูจะซื่อบื้อไปหน่อย ให้เธออยู่ห่างๆ จากซ่างกวนหว่านไว้นะคะ เดี๋ยวจะโดนเธอหลอกไปขายแล้วยังจะไปช่วยนับเงินให้อีก”
แต่เซี่ยโป๋เหวินจะปล่อยเธอไปง่ายๆ ได้อย่างไร เขารีบเรียกซ่งอวี้หน่วนไว้ แล้วเอ่ยถามถึงเรื่องค่ายฤดูร้อนที่เกิดขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนจึงเล่าให้ฟังคร่าวๆ “...อาต้าใช้เรื่องวิดีโอเทปของน้าเล็กมาเป็นข้ออ้างเพื่อล่อหนูออกไป แต่ระหว่างทางหนูดันไปเจองูตัวหนึ่งเข้าพอดี ก็เลยจับมันมาฟาดพวกนั้นจนต้องคุกเข่าร้องขอชีวิต”
“ส่วนเรื่องของจงเส้าชิง อันที่จริงมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้น แต่หนูก็ไม่รังเกียจที่จะเล่าให้ท่านฟังค่ะ”
ราวกับว่าเรื่องราวความตึงเครียดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ซ่งอวี้หน่วนเริ่มเล่าเรื่องน้ำเน่าของตระกูลจงให้เซี่ยโป๋เหวินฟังอย่างออกรส
เธอยังยืนยันอีกว่าเรื่องที่เธอพูดเกี่ยวกับซ่างกวนหว่านก่อนหน้านี้เป็นความจริงทุกประการ เพราะตระกูลซ่างกวนนั้นเน่าเฟะไปจนถึงรากเหง้าแล้ว
สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินทั้งเคร่งขรึมและสับสนวุ่นวาย เขารู้สึกว่าเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาในช่วงนี้มันมากมายเสียยิ่งกว่าเรื่องที่เขาเคยประสบมาตลอดทั้งปี
เขาจึงถามซ่งอวี้หน่วน “แล้วเรื่องของจงเส้าชิงนี่ หนูตั้งใจจะดูแลเขาต่อไปจริงๆ น่ะเหรอ”
“หนูไม่รังเกียจที่จะบอกให้ท่านทราบว่า หนูกำลังให้ปู่รองช่วยรักษาอาการป่วยของเขาอยู่ และเมื่อไหร่ที่เขาหายดีแล้ว หนูกับเขาจะร่วมมือกันกำจัดตระกูลซ่างกวนให้สิ้นซาก”
หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินกระตุกวูบ
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงเล็กน้อยจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “คุณตาคะ ถ้าท่านเป็นห่วงจริงๆ ล่ะก็...ก็จงรักษาตำแหน่งของท่านไว้ให้ดีเถอะค่ะ รอวันที่หนูต้องการใช้ประโยชน์จากท่าน ท่านจะได้เป็นคนหนุนหลังให้หนูได้ยังไงล่ะคะ!”
[จบบท]