บทที่ 311: เรียกเธอออกมาให้ฉันดูหน่อยสิ
อย่างเฉียนอันน่าเอง ผู้เฒ่ากู้ก็ไม่ได้รู้สึกชอบพออะไรเป็นพิเศษ หาไม่แล้วคงชวนมาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ ไปแล้ว และคงไม่ถึงกับต้องแอบทำรายชื่อสาวๆ เก็บไว้เป็นตัวเลือกหรอก
สาเหตุก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาก็แค่รู้สึกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนดีพอสำหรับกู้หวยอัน หลานชายสุดที่รักของเขาเลยแม้แต่คนเดียว
ใช่ นั่นแหละคือเหตุผล
แต่ถึงจะคิดแบบนั้น เขาก็ยังอดรนทนไม่ไหวจนต้องถ่อมาถึงที่ทำงานของผู้เฒ่าจี้
เขาอ้างว่าช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว อยากให้ผู้เฒ่าจี้ช่วยจับชีพจรตรวจดูอาการให้สักหน่อย
ความจริงแล้ว ผู้เฒ่าจี้เองก็กำลังคิดจะติดต่อหาผู้เฒ่ากู้อยู่เหมือนกัน
ทั้งสองเป็นสหายรักกันมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาจำเป็นต้องเก็บซ่อนตัวตนและชื่อแซ่ไว้ เพื่อนเก่าต่างเข้าใจในความจำเป็นของเขาดี จึงไม่มีใครไปรบกวน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน
จนกระทั่งเขาได้พบหน้าลูกสาวอีกครั้ง การติดต่อกับเหล่าสหายเก่าจึงได้เริ่มต้นขึ้นใหม่
พวกเขาโทรศัพท์คุยกันอยู่หลายหน แต่ก็ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงเรื่องของซ่งอวี้หน่วน แม้ในงานเลี้ยงต้อนรับก็เป็นเพียงการบอกเล่าความคิดถึงคะนึงหาในช่วงเวลาที่ต้องห่างกันไป พร้อมกับถือโอกาสให้เขาตรวจร่างกายให้เพื่อนเก่าเหล่านี้ไปในตัว
พอได้เห็นหน้าผู้เฒ่าจี้ ในใจของผู้เฒ่ากู้ก็พลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
ต้องยอมรับว่าการกลับมาของผู้เฒ่าจี้นั้น มีทั้งคนที่ยินดีและไม่ยินดี บางคนถึงขั้นอิจฉาริษยาและภาวนาให้เขาหายตัวไปอีกครั้งเร็วๆ
การมาเยือนของผู้เฒ่ากู้ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เดียวคือการพูดคุยเรื่องของซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันอย่างจริงจัง
หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันพอเป็นพิธีแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที
เขาเกริ่นถึงเรื่องที่กู้หวยอันพาซ่งอวี้หน่วนไปยังฐานทัพหลงหังเมื่อวันก่อน
ผู้เฒ่ากู้เอ่ยถามผู้เฒ่าจี้ “เรื่องนั้น…นายรู้ใช่ไหม”
ผู้เฒ่าจี้พยักหน้ารับ “รู้สิ”
ก่อนจะอธิบายต่อ “เด็กๆ ก็ไม่ได้ไปในที่ที่ไม่ควรไปสักหน่อย สถานที่ที่เขาพาหลานสาวฉันไปล้วนเป็นโซนที่เปิดให้เข้าชมได้ เรื่องแค่นี้หวยอันเขารู้ดีอยู่แล้ว นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
ผู้เฒ่าจี้รู้จักนิสัยของหลานชายผู้เฒ่ากู้ดี จึงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
คนฉลาดหลักแหลมอย่างกู้หวยอัน จะทำเรื่องผิดพลาดง่ายๆ แบบนั้นได้อย่างไรกัน
เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่กังวล ผู้เฒ่ากู้จึงตัดสินใจเปิดอกคุยกันตรงๆ “ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อจะขอเจอซ่งอวี้หน่วน นายเรียกหนูน้อยคนนั้นออกมาให้ฉันดูหน่อยสิ”
สีหน้าของผู้เฒ่าจี้เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เขาจ้องหน้าเพื่อนเก่าแล้วถามเสียงเข้ม “ตาเฒ่ากู้ นี่นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร”
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับไปไม่เป็น “ฉันเป็นใครแกไม่รู้เหรอ เป็นอะไรไป แก่จนเลอะเลือนแล้วรึไง”
ผู้เฒ่าจี้ทุบโต๊ะดังปัง! แล้วตวาดกลับ “ฉันว่าแกนั่นแหละที่แก่จนเลอะเลือน! ตาเฒ่าอย่างแกมาขอเจอเสี่ยวหน่วนของฉันเนี่ย มาในฐานะอะไร พูดมาให้เคลียร์ๆ เลยนะ!”
ผู้เฒ่ากู้เองก็เป็นคนโผงผางไม่แพ้กัน “ฉันมาในฐานะอะไรแกยังจะไม่รู้อีกเหรอ ฉันเป็นปู่ของกู้หวยอัน จะมาดูหน้าซ่งอวี้หน่วนสักหน่อย มันมีปัญหาอะไรนักหนา”
“แกพูดอีกทีซิ”
“ปู่ของกู้หวยอัน!”
ผู้เฒ่ากู้เป็นคนหัวดื้อ ไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดตรงไหน ทำไมตาเฒ่าจี้ต้องทำหน้าเหมือนโกรธกันมาสิบชาติด้วย
“ดี!” ผู้เฒ่าจี้กล่าว “ในเมื่อแกมาในฐานะปู่ของกู้หวยอัน ดีมาก ดีจริงๆ งั้นฉันขอถามหน่อยเถอะว่าแกมาทำอะไร”
“ก็มาดู…เสี่ยวหน่วนไง”
“แล้วทำไมแกต้องมาดูเสี่ยวหน่วนของฉันด้วย แกรู้จักเธอเป็นการส่วนตัวเหรอ”
“ไม่…ไม่รู้จัก แต่หลานชายฉันรู้จัก”
ตอนแรกเขาเกือบจะหลุดปากบอกไปแล้วว่าทั้งสองคนสนิทสนมกันดี แต่ก็ยั้งคำพูดไว้ได้ทัน
ประโยคนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด
ขืนพูดออกไปมีหวังโดนต่อยกลับมาแน่ๆ
ผู้เฒ่าจี้สวนกลับทันควัน “หลานชายแกเป็นใคร ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้จัก”
คำพูดนี้ช่างเต็มไปด้วยความประชดประชัน
ผู้เฒ่ากู้เริ่มมีน้ำโห “จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปถึงไหนกัน กู้หวยอันหลานชายฉัน ทำไมแกจะไม่รู้จัก!”
คราวนี้ผู้เฒ่าจี้โกรธจัดยิ่งกว่า “แกยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอว่าหลานชายแกคือกู้หวยอัน! แกนั่นแหละที่แก่จนเลอะเลือน! หลานสาวฉันกับหลานชายแกก็แค่คนรู้จักกันเท่านั้น เธอเพิ่งจะอายุ 17 ปี กำลังจะขึ้นมัธยมปลาย การเรียนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าว่าแต่ตอนนี้หลานชายแกจะยังไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ต่อให้เขาคิด ก็บอกให้ไสหัวไปให้ไกลๆ เลย!”
“แกคิดว่าหลานชายแกวิเศษวิโสนักรึไง ในสายตาฉันก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนอุจจาระหรอก! แล้วเสี่ยวหน่วนของฉันจะชายตาแลหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย!”
“ปกติแกก็ดูเป็นคนมีเหตุผลดีอยู่หรอกนะ แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลานชายทีไร ก็เลอะเลือนจนไม่เป็นท่าทุกที หลานสาวฉันเป็นใครกันที่แกจะมาเรียกให้ไปพบได้ง่ายๆ แบบนี้ พวกเขาคบหากันแล้วหรือยังไงแกถึงได้บุกมาถึงที่นี่”
“แกใช้สมองส่วนไหนคิดกันแน่ ฉันยังอายแทนเลย! เอาล่ะ ต่อให้ถอยไปอีกหมื่นก้าว สมมติว่าหลานสาวฉันไม่ได้รังเกียจหลานชายแกจริงๆ เรื่องนั้นก็ต้องปล่อยให้เด็กสองคนเขาตกลงปลงใจกันเองก่อนสิ!”
“หลานชายแกรู้เรื่องที่แกมาที่นี่หรือเปล่าล่ะ เขาไม่รู้แน่ๆ ตอนนี้เขางานยุ่งจะตาย แกอย่าไปสร้างเรื่องให้เขาวุ่นวายใจเลย ที่สำคัญ ตอนนี้พวกเขาสองคนก็เป็นแค่เพื่อนกันธรรมดาๆ เท่านั้น”
“อย่าว่าแต่ 5 ปีข้างหน้าเลย เอาแค่ 3 ปีข้างหน้า แกก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน”
“โลกเรามันมหัศจรรย์ บางทีมันอาจจะลึกล้ำเกินกว่าที่แกจะจินตนาการถึงก็ได้”
“ฉะนั้น แกก็อยู่เฉยๆ ของแกไป ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ถ้ายังอยากคบกันเป็นเพื่อนอยู่ แต่ถ้าไม่ ความสัมพันธ์ของเราก็จบกันแค่นี้”
ผู้เฒ่ากู้ “...”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้เฒ่าจี้ในท่าทีแบบนี้ เขาไม่เคยเห็นเพื่อนเก่าสาดคำพูดใส่ยาวเหยียดเป็นชุดๆ อย่างนี้มาก่อนเลย
แน่นอนว่าผู้เฒ่ากู้เองก็โกรธเหมือนกัน
เขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรเลย แค่อยากจะมาดูหน้าซ่งอวี้หน่วนให้เห็นกับตาสักครั้งเท่านั้นเอง แล้วทำไมถึงกลายเป็นว่าเขาไปแหย่รังแตนเข้าให้ล่ะเนี่ย
ท้ายที่สุด ชายชราทั้งสองคนจึงเริ่มโต้เถียงกัน แต่ก็ไม่ได้เสียงดังอะไร เพราะพวกเขาขังตัวเองเถียงกันอยู่ในห้องหนังสือ
ในขณะเดียวกัน ฝั่งซ่งอวี้หน่วนไม่ได้อยู่ที่บ้าน
เธอจัดข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ทั้งเป้สะพายหลัง กระเป๋าสะพายข้าง และกระเป๋าผ้าใบอีก 2 ใบ
ตั๋วรถไฟก็ซื้อไว้พร้อมแล้ว แถมยังเป็นตั๋วนอนชั้นหนึ่งเสียด้วย การเดินทางกลับบ้านคราวนี้น่าจะสะดวกสบายตลอดทาง
ในมือของเธอยังมีเงิน 1,000 หยวนที่บอดี้การ์ดอาต้าให้ไว้เมื่อวันก่อน แต่เรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลนายน้อยรองจงก็ไม่เคยมาถึงมือเธอเลยสักครั้ง เธอจึงตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้ไปคืนให้เขา พร้อมกับถือโอกาสแวะไปเยี่ยมดูอาการของนายน้อยรองจงด้วยว่าดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง
ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาหลังอาหารเย็นพอดิบพอดี และอพาร์ตเมนต์ที่เธอพักก็อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปถึง ก็พบนายน้อยรองจงกำลังทำกายภาพบำบัดอยู่พอดี ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเขาดีขึ้นมาก
เธอตรงเข้าไปยื่นเงินคืนให้บอดี้การ์ดอาต้า พร้อมกับบอกเขา “ถ้าไม่มีอะไรก็ติดต่อเจ้านายของคุณได้นะ รายงานสถานการณ์ที่นี่ให้เขาทราบได้เลย ส่วนเรื่องที่เจ้านายสั่งมา ก็ตอบตกลงไปได้ แต่จะทำหรือไม่ทำ ขอแค่รายงานให้ฉันรู้ก่อนก็พอ”
เธอยังบอกข่าวด้วยว่าพรุ่งนี้เธอจะเดินทางกลับบ้านแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นสีหน้าโล่งอกอย่างชัดเจนของชายหนุ่มทั้งสอง แถมแววตายังวูบไหว เผยให้เห็นความคิดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน
“นี่คงคิดว่าพอฉันไปแล้ว พวกคุณจะทำอะไรตามใจชอบได้โดยที่ฉันเอื้อมมือไปจัดการไม่ถึงงั้นสิ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามตรงๆ
ทั้งสองคนรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
แม้จะคิดแบบนั้นอยู่เต็มอก แต่ในสถานการณ์นี้ใครจะกล้ายอมรับกันเล่า
ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องกายภาพบำบัด แต่ออกมาอยู่ด้านนอกซึ่งเป็นห้องสำหรับเล่นปิงปอง พื้นที่อาจไม่ใหญ่โตนักแต่ก็กว้างขวางพอสมควร และในตอนนี้ก็มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนหันไปพูดกับบอดี้การ์ดอาต้า “เรามาเล่นเกมกันหน่อย คุณไปที่ประตูฝั่งตรงข้าม ยืนชิดกำแพงไว้เลยนะ พอฉันนับ 1 2 3 คุณก็วิ่งสุดฝีเท้าออกไปนอกประตูได้เลย ไปเร็วเข้า เดี๋ยวฉันต้องรีบกลับบ้านแล้ว”
แม้บอดี้การ์ดอาต้าจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงให้ความร่วมมือด้วยการวิ่งเหยาะๆ ไปยังประตูฝั่งตรงข้าม ซึ่งห่างออกไปราว 50 เมตร
ซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ข้างบอดี้การ์ดอาเฉิงแล้วตะโกนบอก “อาต้า ฟังให้ดีนะ” จากนั้นก็กระซิบกับบอดี้การ์ดอาเฉิงว่า “พอฉันนับ 1 2 3 เราสองคนก็วิ่งไปพร้อมกัน 1…2…3!”
ซ่งอวี้หน่วนแกล้งถ่วงเวลาเล็กน้อย ปล่อยให้บอดี้การ์ดอาเฉิงออกตัวไปก่อน ในขณะที่บอดี้การ์ดอาต้าก็พุ่งทะยานออกไปนอกประตูแล้ว ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านไปพร้อมกับร่างที่วูบไหวเพียงชั่วพริบตา ซ่งอวี้หน่วนก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว! ในมือของเธอมีท่อนเหล็กปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ยื่นออกมาขวางทางเขาไว้
บอดี้การ์ดอาต้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มอย่างน่าขนลุก ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า เธอยืนอยู่ในเงามืด ราวกับภูตผีที่ปรากฏกายขึ้น
ท่อนเหล็กในมือถูกเธอบิดจนกลายเป็นรูปทรงคล้ายปลอกคอ ก่อนจะสวมมันลงบนคอของบอดี้การ์ดอาต้าอย่างนุ่มนวล
วินาทีนั้น บอดี้การ์ดอาเฉิงก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพอดี เขาจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาตื่นตระหนกสุดขีด
นี่คือความเร็วที่มนุษย์ธรรมดาควรจะมีอย่างนั้นเหรอ
บอดี้การ์ดอาต้ารู้สึกถึงความเย็นเยียบของปลอกคอเหล็กบนลำคอ เขาย่อคอลงอย่างหวาดๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเอามันออก
“เกมสนุกไหม” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถาม
บอดี้การ์ดอาต้ามองปลอกคอเหล็กบนคอตัวเองสลับกับใบหน้าของหญิงสาว ก่อนจะรีบตอบเสียงสั่น “ผมเข้าใจความหมายของพี่หน่วนแล้วครับ ในเมื่อเรียกพี่แล้ว ต่อไปนี้พวกเราสองคนพี่น้องก็จะฟังแต่พี่ครับ”
ด้วยความเร็วระดับนี้ กับพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ เขาคงต้องสติไม่ดีขนาดไหนกัน ถึงจะกล้าคิดแข็งข้อกับเธอ
[จบบท]