บทที่ 312: ตบหัวแล้วลูบหลัง
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา "ในเมื่อฉันก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของนายน้อยรองจงแล้ว แน่นอนว่าฉันต้องจัดการให้ถึงที่สุด ที่ผ่านมาพวกคุณสองคนอาจจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับหลายๆ เรื่องได้ แต่ไม่ใช่สำหรับตอนนี้ ถ้าคิดจะรนหาที่ตาย ต่อให้หนีไปไกลสุดขอบฟ้า ฉันก็จะตามไปลากคอกลับมาจนได้ เชื่อคำพูดฉันไหมล่ะ?"
อาต้ารีบพยักหน้าหงึกๆ "เชื่อครับ เชื่อแน่นอนครับ"
เอาเข้าจริง ตั้งแต่ที่ทั้งสองคนเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ ถึงแม้จะไม่มีแสงสีศิวิไลซ์เหมือนที่ฮ่องกง แต่ก็ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งเมื่อไหร่ ที่นี่ปลอดภัยจริงๆ แถมยังได้สัมผัสกับความสงบสุขในชีวิตแบบที่ไม่เคยรู้สึกมานานอีกด้วย
พวกเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุ 17-18 อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้อายุก็ปาเข้าไป 30 กว่า ความคิดความอ่านย่อมเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา
เมื่อลงไม้แข็งไปแล้ว ก็ต้องให้รางวัลปลอบใจกันบ้าง
ซ่งอวี้หน่วนกระซิบเสียงเบา
"ฉันจะบอกความจริงให้พวกคุณรู้ไว้อย่าง ก่อนที่นายน้อยรองจงจะได้รับมรดก เขาจะอยู่ที่นี่ตลอด และเจ้านายของพวกคุณก็จะไม่มีทางมาที่นี่ด้วยตัวเองหรอก เพราะเขามีเรื่องบางอย่างพัวพันอยู่ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นฉันรู้อยู่ แต่บอกพวกคุณไม่ได้”
“อีกอย่าง ร่างกายของนายน้อยรองจงฟื้นตัวได้ดีมาก เขาสามารถกลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนก่อนถึงกำหนดรับมรดก และจะได้รับมรดกทั้งหมดมาอย่างราบรื่นแน่นอน”
“พวกคุณก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้เขาไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ถ้าพวกคุณยอมกลับตัวกลับใจแล้วมาช่วยนายน้อยรองจงอย่างจริงจัง คอยเป็นแขนเป็นขาให้กับเขา อีก 3 ปีข้างหน้า พวกคุณจะมีทั้งสถานะทางสังคมและหน้าที่การงานที่น่าเชิดหน้าชูตา มีภรรยาที่แสนดีกับลูกที่น่ารัก ได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป”
“แต่ถึงแม้ว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดมันจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ตาม แค่พวกคุณไม่ทรยศนายน้อยรองจงและไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรม ฉันรับรองว่าจะหาทางลงสวยๆ ให้พวกคุณสมตามความต้องการเลย"
อาต้าและอาเฉิงได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
อาต้าเอื้อมมือไปถอดสิ่งที่ดูเหมือนปลอกคอออกมาบีบไว้ในมือ มันเป็นเหล็กจริงๆ ไม่ใช่ของที่ทำจากดินน้ำมัน
"พี่หน่วนครับ ผมกับอาเฉิงจะไม่ทำเรื่องชั่วๆ อีกแล้ว และจากนี้ไป เราขอรับประกันว่าจะจงรักภักดีต่อนายน้อยรองจงเพียงคนเดียว"
"ดีมาก" ซ่งอวี้หน่วนบอก "ช่วงที่นายน้อยรองจงทำกายภาพบำบัด พวกคุณก็ไปตีปิงปองผ่อนคลายซะบ้าง ถ้าไม่มีอะไรทำก็หาหนังสือพิมพ์มาอ่าน..."
ทั้งสองคนพยักหน้ารับคำสั่ง
เงินก้อนใหญ่ทั้งหมดถูกนำไปฝากไว้ที่คุณอาตี๋ ส่วนเงินติดตัวเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกมอบให้อาต้าเป็นคนดูแล ที่นี่ยังคงใช้ระบบตั๋วปันส่วนเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จึงเป็นการชำระให้กับทางโรงพยาบาล
รองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแห่งนี้มีชื่อว่าเหอเหวินซู เขาเป็นศิษย์เอกของผู้เฒ่าจี้ที่เลี้ยงดูมากับมือเหมือนลูกในไส้ ก่อนหน้านี้เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศและเพิ่งจะกลับมาถึงได้ไม่นาน
เขาเป็นคนที่งานยุ่งมาก ถึงขนาดที่ว่าหลังจากเอาของอร่อยมาเยี่ยมซ่งอวี้หน่วนแล้ว เธอก็ไม่เคยได้เห็นหน้าเขาอีกเลย
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่ในระดับไหน แต่การที่นายน้อยรองจงได้พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ก็น่าจะวางใจได้
หลังจากจงเส้าชิงทำกายภาพบำบัดเสร็จ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเขาสักพัก พร้อมกำชับให้คอยควบคุมพฤติกรรมของอาต้าและอาเฉิงไว้ให้ดี ซึ่งนายน้อยรองจงก็พยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง และให้คำมั่นว่าเขาจะตั้งใจรักษาตัว
เมื่อเธอจากไปแล้ว เขายังคงยืนนิ่งสงบอยู่ที่ริมหน้าต่างเป็นเวลานาน
อาต้าและอาเฉิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลัง แทบจะลืมหายใจ
ที่อาต้ารีบตอบตกลงอย่างง่ายดายขนาดนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเขารู้สึกหวาดกลัวนายน้อยรองจงอยู่ลึกๆ ไม่ใช่ความกลัวตอนที่อีกฝ่ายคลุ้มคลั่ง แต่เป็นความสามารถในการเก็บซ่อนความรู้สึกที่น่ากลัวต่างหาก เขาทำแบบนั้นได้อย่างไรกันนะ?
เรื่องแบบนี้ เขากับอาเฉิงไม่มีวันทำได้เด็ดขาด
พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกันเมื่อราว 5 ปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นนายน้อยรองจงก็มีอาการผิดปกติไปแล้ว
เด็กหนุ่มอายุเพียง 15 ปี แต่กลับซ่อนความคิดที่ลึกล้ำไว้มากมายขนาดนี้ จะไม่ให้รู้สึกหวาดกลัวได้อย่างไร
ตอนนี้เขาหนีรอดออกมาได้แล้ว แถมยังได้รักษาตัวอย่างสบายใจ ส่วนเจ้านายก็ยอมจ่ายเงินให้แต่โดยดีไม่มีอิดออด
พี่จอมยุทธิ์หญิงซ่งอวี้หน่วนพูดถูกทุกอย่าง อีก 3 ปี นายน้อยรองจงจะได้รับมรดกทั้งหมดอย่างไม่มีปัญหาใดๆแน่นอน
ดังนั้น เขากับอาเฉิงจะไม่มีวันทำเรื่องโง่ๆ ที่เป็นการรนหาที่ตายเด็ดขาด
พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่รนหาที่ตาย แต่จากนี้ไปจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนดี และเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อนายน้อยรองจงให้ได้อีกด้วย
เมื่อจัดการเรื่องราวทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนก็เดินทอดน่องมุ่งหน้ากลับไปยังย่านที่พักอาศัยอู๋ถง
ถนนหนทางในช่วงนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่เหมือนกับอีกหลายสิบปีข้างหน้าที่จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ส่วนตอนนี้บรรยากาศออกจะดูเงียบเหงาไปด้วยซ้ำ สถานที่ที่พอจะคึกคักหน่อยก็คงจะเป็นย่านบ้านพักคนงานหรือพวกบ้านพักรวม แต่ถึงจะบอกว่าเงียบเหงา ก็ยังพอมีผู้คนเดินสวนกันไปมาบ้างอยู่ดี
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน
ในขณะเดียวกัน ผู้เฒ่ากู้ซึ่งเพิ่งถูกผู้เฒ่าจี้ด่าสาดเสียเทเสียจนหน้าชา ก็เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมาจากบ้านตระกูลจี้ การทะเลาะกันของพวกเขาบานปลายไปถึงขั้นขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ในอดีตมาพูด ขุดไปขุดมาจนสุดท้ายทั้งคู่ก็น้ำตาท่วมจอ จบลงด้วยการแยกย้ายกันไปแบบมองหน้ากันไม่ติด
ด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว ผู้เฒ่ากู้จึงไม่ยอมขึ้นรถ แต่เลือกที่จะเดินเล่นสงบสติอารมณ์ไปตามทางที่เงียบสงบแทน โดยมีคนขับรถและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขับรถตามอยู่ข้างหลัง
และในตอนนั้นเอง ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเดินอยู่ดีๆ ก็มีคนเข้ามาขวางทางเธอไว้
คนที่ขวางทางเธอน่าจะเป็นแม่ลูกคู่หนึ่ง หญิงชราดูมีอายุไล่เลี่ยกับคุณย่าของเธอ ท่าทางการแต่งตัวก็ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดี ส่วนผู้ชายอีกคนมีรูปร่างสูงโปร่ง ทั้งคู่จ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาเว้าวอนที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองไปทางขวามือซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่ไฟถนนจะสว่าง
เธอหยุดชะงักฝีเท้า พลางมองแม่ลูกคู่นั้นอย่างฉงนใจ เธอพยายามนึกทบทวนดูแล้ว ทั้งตระกูลฉินและตระกูลซ่งต่างก็ไม่มีญาติที่อาศัยอยู่ในปักกิ่งเลยสักคน และเธอก็ไม่เคยรู้จักคนทั้งสองมาก่อน
แต่แล้วในวินาทีต่อมา หญิงชราคนนั้นก็โผเข้ามากอดเธอไว้แน่น ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น ปากก็พร่ำด่าว่า "อีเด็กโง่เอ๊ย! ย่าก็ไม่ได้ว่าอะไรแกสักคำ แม่แกก็ไม่ใช่คนที่จะรักลูกชายมากกว่าลูกสาวซะหน่อย เขารักน้องชายแกก็จริง แต่เขาก็เจ็บปวดใจเพราะแกเหมือนกันนะ!”
“พ่อแกก็เหมือนกัน เรื่องขี้ประติ๋วแค่ปาท่องโก๋ชิ้นเดียว ทำไมแกต้องน้อยใจจนหนีเตลิดออกจากบ้านมาด้วย? ที่บ้านไม่มีใครยอมกินข้าวกันเลยสักคน มัวแต่ออกตามหาแกกันให้วุ่น ดูหน้าตาก็สะสวยขนาดนี้ ถ้าโดนพวกแก๊งลักเด็กจับตัวไป ย่าคนนี้จะอยู่ต่อไปได้ยังไง! รู้ตัวไหมว่าย่าเลี้ยงแกมากับมือ เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้แกมาตลอดนะ หนิวหนิว กลับบ้านกับย่านะลูก ย่ารับรองว่าจะไม่ให้แม่แกด่าแกอีกเลย ไปกันเถอะนะ..."
ถึงแม้หญิงชราจะดูแก่และผอมแห้ง แต่เรี่ยวแรงกลับมหาศาล เธอฉุดกระชากแขนซ่งอวี้หน่วนให้เดินเข้าไปในซอยทันที
ชายร่างสูงโปร่งก็เข้ามารวบแขนอีกข้างของเธอไว้เช่นกัน พลางตีหน้าเศร้าร้องไห้ฟูมฟาย "ไอ้นิสัยชอบหนีออกจากบ้านเวลาไม่ได้ดั่งใจของแกเนี่ย เมื่อไหร่จะเลิกได้สักที! รู้ไหมว่าแม่แกเที่ยวตามหาแกไปทั่วเมืองจนไม่ได้สนใจน้องแล้ว ทำไมถึงได้ทำตัวไม่รู้จักโตแบบนี้! กลับบ้านกับพ่อนะลูก พ่อกับแม่สัญญาว่าจะไม่ดุไม่ว่าแกอีกแล้ว"
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหลายสิบชีวิตต่างพากันหยุดฝีเท้าเข้ามามุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ
ผู้เฒ่ากู้ที่อยู่ไม่ไกลนักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเช่นกัน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเดินตรงเข้ามาดู
ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คนเราก็ยังชอบดูเรื่องสนุกๆ อยู่ดี และผู้เฒ่ากู้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เพียงชั่วพริบตา ซ่งอวี้หน่วนก็ถูกลากถูลู่ถูกังไปได้เกือบสิบก้าว
หญิงชรายังอุตส่าห์หันไปป่าวประกาศกับฝูงชน "นี่หนิวหนิวหลานสาวของฉันเองค่ะ เมื่อเช้านี้แค่เพราะให้ปาท่องโก๋น้องชายกินแล้วไม่ได้ให้เขา เขาก็น้อยใจ ฉันบ่นไปไม่กี่คำก็วิ่งหนีออกจากบ้านไปเลย ฉันกับพ่อเขาตามหากันมาทั้งวันแล้วค่ะ ไม่นึกเลยว่าจะมาเจออยู่ที่นี่..."
ซ่งอวี้หน่วนกวาดสายตามองฝูงชนแวบหนึ่ง ทุกคนดูเหมือนจะหลงเชื่อคำพูดของสองแม่ลูกนี่ไปเสียสนิทแล้ว
มีคนเริ่มพูดขึ้นมาว่า "หนูเอ๊ย ฟ้าจะมืดค่ำแล้ว รีบกลับบ้านไปกับคุณย่าเถอะนะลูก"
"ใช่ๆ จะโกรธจะงอนยังไงก็ไม่ควรหนีออกจากบ้านแบบนี้นะ เกิดไปเจอคนไม่ดีเข้าจะทำยังไงล่ะ?"
"ลูกสาวบ้านข้างๆ ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ทะเลาะกับน้องชายเรื่องของกินได้ทุกวัน พอพ่อแม่ว่าหน่อยก็โวยวายหาว่ารักลูกไม่เท่ากัน"
[จบบท]