บทที่ 314: น้ำเต้าหยกทองคำ
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ถึงกับฮือฮาขึ้นมาราวกับผึ้งแตกรัง ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
นี่มันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ
มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ฉันว่าแล้วว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ ดูไอ้หมอนั่นสิ ทั้งสูงทั้งผอมหน้าตาก็ดูไม่ได้เลย ไหนจะยายแก่นั่นอีกที่ท่าทางร้ายกาจซะขนาดนั้น จะมีหลานสาวสวยน่ารักขนาดนี้ได้ยังไง”
“นั่นสิ นั่นสิ น้องคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะ ยังฉลาดเป็นกรดอีก วิธีนี้สุดยอดไปเลย พอเธอคว้ากำไลทองของยายแก่นั่นมาได้ ยายแก่นั่นเลยไม่กล้าพูดแล้วว่าเป็นย่า แถมยังกลับลำกล่าวหาว่าเธอเป็นโจรปล้นซะอีก”
บางคนก็หันไปชื่นชมผู้เฒ่ากู้ “คุณลุงท่านนี้ฝีมือร้ายกาจจริงๆ ท่าทางต้องเป็นตำรวจเก่าแน่ๆ เลย”
แต่แล้วความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงไปที่ชายอีกคนหนึ่ง “พวกคุณดูผู้ชายคนนั้นสิ เขาร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่แล้ว หรือว่าน้ำเต้าหยกที่ยายแก่นั่นห้อยอยู่จะเป็นของเขาจริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนกำน้ำเต้าหยกในมือไว้แน่น ก่อนจะหันไปถามชายคนนั้น “คุณบอกว่านี่เป็นของคุณ แล้วคุณมีหลักฐานอะไรมายืนยันไหมคะ”
เธอก็ต้องรอบคอบไว้ก่อน เพราะสมัยนี้พวกสิบแปดมงกุฎมีอยู่เกลื่อนไปหมด เผลออีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงจะมีเยอะกว่านี้อีก
คำว่า ‘หลอกลวง’ ในภาษาจีนมีตัวอักษร ‘ม้า’ อยู่ข้างๆ ช่างเหมาะเจาะเสียจริง คงหมายถึงการขี่ม้ากระทืบพวกต้มตุ๋นให้แบนติดดิน จะได้หมดสิ้นไปจากสังคมเสียที
ชายผมขาวตัวสั่นเทา เหมือนจะควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่ เขาพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าน้ำเต้าหยก แต่ท่าทีของเขากลับทำให้ซ่งอวี้หน่วนยิ่งมั่นใจมากขึ้น นี่ต้องเป็นของชายคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ดูจากที่เขาถือปิ่นโตมาด้วยแล้ว คนในครอบครัวคงจะนอนป่วยอยู่ที่ไหนสักแห่ง
แต่ตอนนี้อารมณ์ของเขาคงพลุ่งพล่านจนเผลอทิ้งถุงตาข่ายใส่ปิ่นโตไว้ข้างทางไปแล้ว
ผู้เฒ่ากู้รีบเข้ามาขวางชายผมขาวไว้ได้ทันท่วงที ในใจของเขารู้สึกชื่นชมเด็กสาวตรงหน้าอย่างยิ่ง เธอไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ยังมีปฏิภาณไหวพริบและเยือกเย็นเกินวัย
“ใจเย็นๆ ก่อนสหายหนุ่ม น้ำเต้านี้ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นหยกเนื้อดี จะต้องสอบถามให้แน่ชัดก่อน คุณลองบอกมาสิว่ามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ได้ว่ามันเป็นของลูกชายคุณ”
ชายผมขาวไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องอื่นอีก เขาปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้งเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะพูดออกมา
“น้ำเต้านี้เป็นของคุณแม่ผมที่มอบให้ลูกชาย ใต้ฐานของมันสลักชื่อลูกชายผมไว้ ผมมีความสามารถด้านการแกะสลักขนาดจิ๋ว และผมก็เป็นคนสลักชื่อของเขาลงไปด้วยตัวเองสามคำว่า ‘หลินเทียนเป่า’ ชื่อเล่นว่า ‘เสี่ยวเป่า’ เขาหายตัวไปตอนอายุสี่ขวบ…” ชายคนนั้นพูดไปได้ไม่กี่คำก็ร้องไห้ออกมาจนพูดต่อไม่เป็นคำ
ซ่งอวี้หน่วนจึงถามขึ้นว่าใครพอจะมีไฟฉายบ้าง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งรีบหยิบออกมาส่งให้เธอ เมื่อใช้ไฟฉายส่องไปที่ฐานของน้ำเต้าหยก ก็ปรากฏตัวอักษรสามตัว ‘หลินเทียนเป่า’ สลักไว้จริงๆ เป็นตัวอักษรแบบย่อที่ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็นเลย
แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว ไม่ต้องหาหลักฐานอื่นใดอีก นี่เป็นของลูกชายเขาอย่างแน่นอน
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดสนิท ไฟถนนก็สว่างไสวขึ้นมาแทน ซ่งอวี้หน่วนหันไฟฉายไปส่องหน้าหญิงชราแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “น้ำเต้าหยกนี่คุณได้มาจากไหน”
หญิงชราพยายามดิ้นรนแต่ก็สู้แรงผู้เฒ่ากู้ไม่ได้ เธออยากจะลงไปนอนดิ้นอาละวาดกับพื้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ของกลางดันไปอยู่ในมือของซ่งอวี้หน่วนหมดแล้ว เด็กบ้านี่มันแสบจริงๆ กล้าดียังไงมาถอดกำไลทองของเธอไป
หญิงชราแหกปากโวยวาย “พวกแกตาบอดหรือไง ไม่เห็นเหรอว่าฉันโดนปล้น ทั้งกำไลทองทั้งน้ำเต้าหยกของฉัน นั่นฉันอุตส่าห์เก็บเงินซื้อมาตั้งหนึ่งพันหยวนเชียวนะ”
ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะ “ตั้งแต่คุณโผล่มา ฉันยังไม่เคยได้ยินความจริงจากปากคุณเลยสักประโยคเดียว ของนี่คุณซื้อมาจริงหรือเปล่าไม่ต้องมาพูดกับฉัน ไปพูดกับตำรวจเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วงหรอกนะ หลักการของเราคือไม่ปรักปรำคนดี แต่ก็ไม่คิดจะปล่อยคนชั่วให้ลอยนวลเหมือนกัน”
พูดจบ เธอก็ยื่นน้ำเต้าหยกให้กับชายผมขาว “ตามหลักแล้ว นี่ถือเป็นของกลางที่ต้องส่งให้ตำรวจนะคะ พอพิสูจน์ได้ว่าเป็นของคุณจริงๆ แล้วถึงจะคืนให้ได้ แต่ตอนนี้คุณเก็บไว้ก่อนก็ได้ค่ะ”
ชายผมขาวกำน้ำเต้าหยกไว้ในมือแน่น เขามองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ ก่อนจะหันไปกระชากคอเสื้อของชายร่างสูงผอมแล้วตวาดถามอย่างบ้าคลั่ง
“ลูกชายฉันโดนพวกแกจับตัวไปใช่ไหม! บอกมานะว่าลูกชายฉันอยู่ที่ไหน เขาอยู่ไหน!”
ชายร่างสูงผอมคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันได้อย่างนี้ แน่นอนว่าเขาปฏิเสธเสียงแข็ง เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะลงไม้ลงมือกันอีกครั้ง ผู้คนรอบข้างจึงรีบเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน มีคนช่วยปลอบชายผมขาวว่า
“ใจเย็นๆ ก่อนนะ ตอนนี้ก็จับตัวได้แล้ว ถ้าเป็นฝีมือของพวกมันจริงๆ ตำรวจต้องเค้นความจริงออกมาจนได้แน่ว่าลูกชายคุณอยู่ที่ไหน แต่ถ้าคุณพลั้งมือทำร้ายมันบาดเจ็บขึ้นมา เรื่องมันจะยุ่งยากกว่าเดิมนะ”
สถานีตำรวจอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ผู้เฒ่ากู้ได้ให้คนไปแจ้งความไว้แล้ว ไม่นานตำรวจสามนายก็มาถึงที่เกิดเหตุ หลังจากสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่าง พวกเขาก็คุมตัวสองคนนั่นไปยังสถานีตำรวจ และแน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนก็ถูกเชิญไปให้ปากคำในฐานะพยาน
เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด พร้อมกับมอบกำไลทองคำของกลางให้กับตำรวจ ในระหว่างนั้น ตำรวจนายหนึ่งเมื่อเห็นหน้าชายผมขาวก็มีสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบาว่า “อารอง”
เมื่อเรื่องถึงโรงพักแล้ว ผู้เฒ่ากู้จึงไม่สะดวกที่จะตามไปด้วย เขาพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แล้วทั้งสองก็ปลีกตัวจากไปอย่างเงียบเชียบ ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นการกระทำนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอพอจะเดาได้ว่าผู้เฒ่าท่านนี้คงไม่ใช่คนธรรมดา จึงไม่อยากเปิดเผยตัวตนให้เป็นที่สังเกต
ซ่งอวี้หน่วนให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “ฉันเห็นสองคนนั่นเดินออกมาจากซอยตรงโน้น ไม่แน่ว่าในซอยหรือแถวๆ นั้นอาจจะเป็นแหล่งกบดานของพวกเขาก็ได้ค่ะ”
ตำรวจพยักหน้ารับ “เราจะส่งคนไปตรวจสอบอย่างลับๆ เดี๋ยวนี้” เรื่องแบบนี้จะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เฒ่าจี้และเสี่ยวตี๋จื่อก็รีบร้อนมาถึงสถานีตำรวจ โชคดีที่ระยะทางไม่ไกลนัก ทั้งสองจึงมาถึงในเวลาไม่นาน
พอผู้เฒ่าจี้ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาตัดสินใจว่าจะไม่ให้ซ่งอวี้หน่วนต้องมาพัวพันกับเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้น บทบาทผู้เสียหายจึงตกเป็นของชายผมขาวแต่เพียงผู้เดียว
ที่ผ่านมาชายผมขาวเฝ้าตามหาลูกชายเพียงคนเดียวของเขาไปทั่วทุกสารทิศ
หลังจากที่ลูกชายหายตัวไปตอนอายุสี่ขวบ ภรรยาของเขาก็ล้มป่วยด้วยความตรอมใจมาโดยตลอด เมื่อวานภรรยาของเขาอาการทรุดลงอีกครั้ง เขาจึงต้องพาเธอไปส่งโรงพยาบาล
และเมื่อครู่เขาก็กำลังจะนำอาหารไปส่งให้ โดยมีหลานสาวคอยเฝ้าไข้แทน เพราะตัวเขายังต้องกลับไปทำงาน ทั้งยังต้องคอยติดต่อเพื่อนฝูงทั่วประเทศให้ช่วยเป็นหูเป็นตาตามหาลูกชาย
เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ตอนนี้ลูกชายของเขาคงอายุสิบสี่ปี เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ใครจะไปคาดคิด ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกให้มาเจอเบาะแสสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น รองหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งนี้ยังเป็นหลานชายแท้ๆ ของเขาเอง เมื่อมีความสัมพันธ์ระดับนี้แล้ว หญิงชราและชายร่างสูงผอมคงถูกสอบสวนอย่างถึงพริกถึงขิง ชนิดที่ว่าขุดรากถอนโคนกันเลยทีเดียว รับรองได้ว่าไม่มีทางที่คนร้ายจะรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้
สำหรับคนในระดับผู้เฒ่ากู้ แม้จะประทับใจในความเฉลียวฉลาดของซ่งอวี้หน่วนมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่คิดจะเสียมารยาทไปสืบหาภูมิหลังของเธอให้มากความ เขามีทั้งหลานสาวแท้ๆ และหลานสาวฝั่งลูกสาว วันรุ่งขึ้นเขาจึงเรียกเด็กๆ ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อทานอาหาร แล้วจึงถือโอกาสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟัง โดยเน้นย้ำถึงวิธีการป้องกันตัวเมื่อต้องเผชิญกับอันตราย
เหล่าหลานสาวต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ “พระเจ้า ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอคะ”
“น่ากลัวเกินไปแล้วค่ะ”
ผู้เฒ่ากู้กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ช่วงนี้ทางการจะกวดขันเป็นพิเศษ แต่พวกหลานก็ต้องระวังตัวให้ดี ถ้าเจอเรื่องแบบนี้เข้า ก็ให้เอาอย่างเด็กสาวคนนั้น มีสติรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างชาญฉลาด อย่าตื่นตระหนกตกใจ อย่าไปโต้เถียงหรือขัดขืนรุนแรงให้เสียแรงเปล่า แต่ให้ไหลตามน้ำไป ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นหนทางรอด”
เด็กสาวต่างวัยที่ปกติจะเกรงกลัวคุณปู่ของพวกเธออยู่แล้ว เมื่อเห็นท่านจริงจังขนาดนี้จึงรีบพยักหน้ารับคำกันเป็นแถว
ผู้เฒ่ากู้ลอบมองหลานสาวของตนทีละคนแล้วส่ายหน้าเบาๆ เด็กพวกนี้ถูกเลี้ยงดูปกป้องมาอย่างดีเกินไป ช่างแตกต่างจากเด็กสาวคนนั้นลิบลับ ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลานบ้านไหน ช่างกล้าหาญและมีไหวพริบปฏิภาณถึงเพียงนี้
หากเกิดในยุคสงคราม เด็กคนนั้นอาจเติบโตขึ้นเป็นถึงแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรก็เป็นได้
ในขณะที่ผู้เฒ่ากู้กำลังนึกชื่นชม ซ่งอวี้หน่วนก็ได้เดินทางกลับถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่ก้าวลงจากรถของคนที่ไปรับจากสถานีรถไฟ เธอก็ถูกรุมล้อมด้วยคำถามไถ่ด้วยความห่วงใยตลอดทาง เมื่อถึงบ้าน น้ำอุ่นๆ ที่ตากแดดไว้ก็พร้อมให้เธอได้อาบชำระล้างความเหนื่อยล้าและฝุ่นควันจากการเดินทาง
คุณแม่กำลังนวดแป้งทำเส้นบะหมี่อย่างขะมักเขม้นอยู่ในครัว พร้อมกับเตรียมน้ำราดไว้ถึงสามอย่าง ทั้งหมูเส้นผัดพริก ไข่ผัดกุยช่าย และมะเขือยาวตุ๋นรสเลิศ
ผักสดๆ ในสวนหลังบ้านก็โตพอให้เก็บมาทำอาหารได้แล้ว บนโต๊ะมีมะเขือเทศสดๆ ที่เพิ่งเด็ดจากสวนมาคลุกน้ำตาลทราย และแตงกวาสดกรอบที่ล้างสะอาดวางไว้ทั้งลูก
เมื่อเปิดหน้าต่างทางทิศเหนือออก ลมเย็นๆ ก็พัดโกรกเข้ามาในห้องทานข้าว สร้างความรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนในบ้านต่างห้อมล้อมถามไถ่เธอไม่หยุด
ย่าซ่งถึงกับต้องปาดน้ำตา พลางตัดพ้อว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเป็นห่วงเป็นใยใครเท่านี้มาก่อนเลย
[จบบท]