บทที่ 319: นักต้มตุ๋นมือฉมังออนไลน์
ซ่งหมิงโปเกาศีรษะแกรกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ไม่กี่วันก่อนผมลองทำนายดวงชะตาให้น้าเล็กดู ผลที่ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนกับว่าเขาอาจจะกลายเป็นคนอื่นไปเลย ถ้าว่ากันตามหลักของศาสตร์เร้นลับก็คือ เขาถูกวิญญาณเร่ร่อนเข้าสิง คล้ายๆ กับการยืมร่างหรือถูกสิงสู่ ไม่ใช่โรคหลายบุคลิกหรอก”
ซ่งอวี้หน่วนสะดุ้งในใจ เธอรีบถลึงตาใส่พี่ชาย “วิญญาณเร่ร่อนอะไรกัน ไม่มีหรอกน่า นั่นมันเป็นอีกบุคลิกหนึ่งที่แตกออกมาจากบุคลิกหลักต่างหาก พอเห็นว่าสภาพแวดล้อมข้างนอกมันดีขึ้น ก็เลยอยากจะออกมาเสพสุขสบายๆ บ้างล่ะสิ แล้วนี่ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ไปพูดอะไรกับตาเซี่ยเข้า ท่านถึงได้ตกใจกลัวขนาดนั้น”
ซ่งหมิงโปยังคงยืนกรานความคิดของตัวเอง “…เสี่ยวหน่วน พี่ยังมั่นใจในความคิดของพี่นะ ในร่างของน้าเล็กมีวิญญาณอีกดวงอยู่จริงๆ ให้พี่ลองทำนายดูหน่อยดีกว่า ว่าเขาเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาจากไหน มีเรื่องอะไรค้างคาใจอยู่หรือเปล่า ถ้าเราช่วยจัดการให้ เขาอาจจะยอมจากไปก็ได้นะ”
เมื่อเห็นพี่ๆ คุยกัน เสี่ยวหมิงเซิ่งก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้นมาบ้าง “เสี่ยวหรูอี้บอกว่า ร่างของน้าเล็กถูกคนอื่นเข้าสิง แต่จิตสำนึกของน้าเล็กแข็งแกร่งมาก คนที่เข้ามาเลยทำอะไรไม่ได้ ถึงได้เกิดปรากฏการณ์หนึ่งร่างสองวิญญาณขึ้นมา!”
(เสี่ยวหรูอี้ = หยกวิเศษประจำตระกูลซ่งที่นำกลับมาจากหลินฉิง)
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย!
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วถึงกับใจแกว่ง ส่วนเซี่ยซินตงอีกคนก็มีสีหน้างุนงงไม่ต่างกัน
เขาได้แต่บริภาษเซี่ยซินตงตัวจริงอยู่ในใจ ‘ลูกๆ ของพี่สาวคนโตนี่แต่ละคนไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ดูไปดูมาแล้วไม่ปกติยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก แล้วนายจะยังกลัวอะไรอีก’
เซี่ยซินตงตัวจริงไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเลือกที่จะยอมรับสถานการณ์ เพราะไม่รู้ว่าหลานสาววางแผนจะทำอะไร สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือการรอคอย รอจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องให้ความร่วมมือ
ขณะที่เซี่ยซินตงอีกคนกำลังจะลุกพรวดขึ้นด้วยความฉุนเฉียว ซ่งอวี้หน่วนก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวแล้วกดไหล่เขาไว้แน่น “น้าเล็ก อย่าขยับค่ะ!”
พละกำลังของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่ ไม่รู้ทำไมถึงขยับตัวไม่ได้เลยจริงๆ แม้กระทั่งหายใจก็ยังลำบาก
เขาแผดเสียงใส่เด็กๆ “ซ่งหมิงโป! ซ่งหมิงเซิ่ง! ไอ้เด็กเวรสองคน ผีสางอะไรกัน ฉันนี่แหละคือเซี่ยซินตง ห้ามพูดจาเหลวไหล ไม่อย่างนั้นฉันจะอัดพวกแกให้เละ!”
แม้จะถูกซ่งอวี้หน่วนกดตัวไว้ แต่สีหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวจนน่ากลัว ทำเอาสองพี่น้องตกใจจนต้องรีบหุบปากฉับ
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ฉันได้ยินมาว่าบุคลิกแต่ละแบบมักจะมีชื่อเรียกเฉพาะตัว คุณมีชื่อไหมคะ”
“…ใครมันพูดกัน ตั้งชื่ออะไร ฉันคือเซี่ยซินตง และเซี่ยซินตงก็คือฉัน”
ซ่งอวี้หน่วนเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้าคะ อย่าดิ้นเลย เดี๋ยวฉันจะปล่อยมือแล้วเรามาคุยกันดีๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยซินตงอีกคนก็รีบพยักหน้ารับทันที
ซ่งอวี้หน่วนจึงพูดต่อ “แล้วน้าเล็กของฉันล่ะคะตอนนี้ อ้อ แต่เพื่อไม่ให้สับสน ฉันตั้งชื่อให้คุณดีกว่า เรียกคุณว่าน้าตงตงแล้วกันนะคะ”
“…ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นน่ะสิ” เขาตอบพลางจ้องมองซ่งอวี้หน่วน ในใจอยากจะบอกออกไปว่าเขาสามารถได้ยินเสียงความคิดของเธอ และรู้เรื่องความสามารถในการทำนายอนาคตของเธอด้วย
เสี่ยวหน่วนของเขาเก่งกาจจริงๆ
“เสี่ยวหน่วน เธอ…” ทว่าในวินาทีต่อมา เขาก็พบว่าตัวเองไม่สามารถเอ่ยปากพูดเรื่องนี้ออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว ความจริงข้อนี้ทำให้เขาทั้งประหลาดใจและหวาดหวั่น
“ฉันลองวิเคราะห์ดูแล้ว พวกน้าทั้งสองคนต่างก็มีตัวตนที่สมบูรณ์และเป็นอิสระ สามารถควบคุมร่างกายนี้ได้เหมือนกัน แถมยังรับรู้ความทรงจำของกันและกันได้ด้วย”
“การที่คุณน้าอยากจะออกมาสู่โลกภายนอกมันก็เป็นเรื่องปกติ ข้างนอกมีอะไรดีๆ ตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องอุดอู้อยู่ในห้องใต้ดินที่มืดมิด แต่ได้ออกมาเจอทิวทัศน์สวยงาม สูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ปัญหาก็คือ นอกจากวิธีลากอีกฝ่ายให้ตายไปด้วยกันแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีทางเอาชนะน้าเล็กของฉันได้เลยใช่ไหมคะ”
น้าตงตงยิ้มเย็น “ก็ไม่แน่หรอกนะ ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนพูดจาฉะฉาน คิดจะมาหว่านล้อมฉันล่ะสิ บอกเลยว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะเสี่ยวหน่วน”
“คุณน้าเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันแค่กำลังพูดความจริงจากสิ่งที่เห็น ฉันดูบันทึกที่น้าเล็กทิ้งไว้ให้แล้ว ยิ่งอ่านไปถึงช่วงหลังๆ เนื้อหาก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณน้าเป็นคนขัดขวางไม่ให้น้าเล็กทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ และมันก็พิสูจน์ด้วยว่าจริงๆ แล้วคุณด้อยกว่าน้าเล็ก คุณไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง คุณออกมาแล้วจะทำอะไรได้”
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนแทงใจดำเขาอย่างจัง ดวงตาของน้าตงตงแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาจ้องเธอเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฉันไม่ดีตรงไหน! เรื่องที่เขาทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน!”
“อย่าพูดไปเลยค่ะ ถ้าเป็นโรคหลายบุคลิกจริงๆ เป็นไปไม่ได้หรอกที่ทั้งสองบุคลิกจะเป็นอัจฉริยะด้านการแพทย์เหมือนกันทั้งคู่ นี่มันเป็นความรู้พื้นฐานเลยนะคะ”
น้าตงตงเบิกตากว้าง “เธอไปฟังเรื่องแบบนี้มาจากไหน!”
“ไม่ต้องสนหรอกค่ะว่าฉันไปฟังมาจากไหน แต่สถานการณ์แบบนี้มันต้องได้รับการแก้ไข พูดกันตามตรงเลยนะ ถ้าคุณยายรู้เรื่องนี้เข้า ท่านไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคุณคือน้าเซี่ยซินตง”
“ท่านจะต้องคิดเหมือนพี่ใหญ่กับเสี่ยวหรูอี้แน่ๆ ว่าคุณเป็นผู้บุกรุกที่มาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ แถมไม่จ่ายค่าเช่าแล้วยังคิดจะยึดบ้านเขา ขับไล่เจ้าของเดิมออกไปอีกต่างหาก เรื่องแบบนี้คุณยายของฉันไม่มีวันยอมแน่ เคยได้ยินคำว่ายอดฝีมือมักซ่อนตัวอยู่ในหมู่คนธรรมดาไหมคะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนเก่งๆ มาทำพิธีเข้าทรงเชิญเซียนมาขับไล่คุณออกไปก็ได้”
บุคลิกนั้นถึงกับเบิกตากว้างโพลง จ้องมองซ่งอวี้หน่วนราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ขับไล่เหรอ จะขับไล่ได้ยังไง ในเมื่อฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างนี้นะ”
“ไม่เคยได้ยินเรื่องการอัญเชิญเทพเซียนหรือคะ พี่ชายของฉันน่ะเขียนยันต์เป็นด้วยนะ ไม่แน่ว่าอาจจะเสกคุณให้หายไปเลยก็ได้”
น้าตงตงหันไปมองซ่งหมิงโปด้วยแววตาอำมหิต “แกเขียนยันต์เป็นจริงๆ งั้นเหรอ”
ซ่งหมิงโปเกาศีรษะแก้เก้อ “เอ่อ ก็น่าจะได้นะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนถามต่อ “งั้นฉันถามหน่อย จุดสิ้นสุดของจักรวาลคืออะไร”
น้าตงตงนิ่งไป “…ไม่รู้” ก่อนจะย้อนถาม “แล้วเธอรู้หรือไง”
เขาหัวเราะในลำคอ คิดว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอจะมาหลอกล่อเขาได้งั้นเหรอ
ซ่งอวี้หน่วนแบมือสองข้างออก “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ฉันรู้ว่าจุดสิ้นสุดของวิทยาศาสตร์คืออะไร แล้วคุณรู้ไหมล่ะ”
น้าตงตงตอบปัด “…เรื่องพวกนี้มันไร้สาระสิ้นดี”
“มีสาระสิคะ เพราะจุดสิ้นสุดของวิทยาศาสตร์ก็คือศาสตร์เร้นลับยังไงล่ะ ก็เหมือนกับการทำนายดวงชะตาที่พี่ชายฉันพูดถึง หรือการเชิญเทพเซียนที่ฉันบอกไปนั่นแหละ”
“ในเมื่อวิธีทางวิทยาศาสตร์มันจัดการกับสถานการณ์ของคุณกับน้าเล็กไม่ได้ ก็คงต้องพึ่งศาสตร์เร้นลับแล้วล่ะ ฉันเห็นด้วยกับพี่ชายนะเรื่องเขียนยันต์ ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล เห็นทีคงต้องจับคุณมัดไว้กับหัวคัง แล้วทำพิธีจุดไฟเชิญเจ้าไล่ผีกันล่ะคราวนี้”
ในที่สุดน้าตงตงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกพรวดขึ้นมากุมขมับอย่างหัวเสีย ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองสามพี่น้องตระกูลซ่ง ก่อนจะพบเรื่องน่าประหลาดใจว่าเด็กทั้งสามคนไม่มีใครแสดงท่าทีหวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างจ้องเขม็งมาที่เขาเป็นตาเดียว
ดูไปดูมาแล้ว สามคนนี้ต่างหากที่ดูเหมือนคนบ้า
ซ่งอวี้หน่วนเอื้อมมือไปกดไหล่เขาลงอีกครั้ง “ร่างกายก็อ่อนแอจะแย่แล้ว นั่งลงคุยกันดีๆ เถอะค่ะ”
น้าตงตงได้สัมผัสกับพละกำลังที่มากล้นเกินเด็กสาวของซ่งอวี้หน่วนอีกครั้งจนต้องยอมนั่งลงแต่โดยดี
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วนี่คะ ตอนนี้มีกี่ชีวิตที่กำลังรอเขาอยู่ ยาตัวใหม่ก็ต้องรีบผลิตออกมาให้ได้จำนวนมากๆ โรงงานยาก็กำลังจะเปิดตัวแล้ว… อ้อ แล้วก็ไม่ใช่แค่พิธีเข้าทรงนะคะ คุณยังต้องดื่มน้ำยันต์ด้วยนะ ดื่มจนกว่าคุณจะออกไปจากร่างนี้เลย และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องทนฟังคุณยายของฉันด่าทุกวัน ด่าจนกว่าคุณจะประสาทกินไปข้างหนึ่งเลยคอยดู”
ซ่งหมิงโปผสมโรงด้วย “งั้นพี่ไปซื้อของมาเตรียมเขียนยันต์ก่อนนะ เสี่ยวหน่วนเธอกดเขาไว้แน่นๆ อย่าให้ขยับไปไหนได้”
เขาเดินไปได้เพียงสองก้าวก็หันกลับมาด้วยความไม่วางใจ “หรือว่าเราจะมัดน้าคนนี้ไว้เลยดีกว่า”
ซ่งอวี้หน่วนเห็นด้วย “ก็ดีนะ”
น้าตงตง “…ลาก่อน!”
สิ้นเสียงนั้น ร่างของเขาก็แน่นิ่งไป ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยขึ้นว่า “อ้าว อย่าเพิ่งหนีสิคะ ใจเสาะขนาดนี้แล้วยังคิดจะยึดอำนาจอีกเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่แน่ใจว่าน้าเล็กจะเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของเธอหรือไม่ บุคลิกนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากและน่าจะเป็นประเภทที่ต่อต้านการหลอมรวมอย่างรุนแรง แต่จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่ชีวิตที่คนปกติควรจะเป็น
เธอหวังว่าในจังหวะที่บุคลิกนี้กำลังสับสนและหวาดกลัว น้าเล็กจะสามารถฉวยโอกาสนี้หลอมรวมเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์
แล้วน้าเล็กของเธอก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงเสียที
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซี่ยซินตงอย่างไม่ละสายตา
จนกระทั่งแววตาที่เคยขุ่นมัวและสับสนค่อยๆ กลับมาสดใสและมีสติอีกครั้ง ซ่งอวี้หน่วนก็เผลอหลุดยิ้มออกมา
เซี่ยซินตงเหงื่อโซมกาย แต่เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขามองหลานสาวแล้วเอ่ยปากกำชับ “ต่อไปนี้ห้ามพูดเรื่องยันต์กับเชิญเจ้าต่อหน้าคนอื่นอีกเด็ดขาด ได้ยินไหม”
[จบบท]