บทที่ 32: แค่สาดโคลนใส่เขาก็พอแล้ว
ยายซุนเป็นคนกุมอำนาจในบ้านของซ่งเหนียนอยู่กลายๆ หลังจากออกคำสั่งเสร็จสรรพก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวของหู่จื่อเบาๆ ทว่าเด็กน้อยกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกจนต้องหดคอหนี
“เอาล่ะ ตกลงตามนี้นะ แม่ต้องกลับแล้ว ที่บ้านยังมีงานต้องทำอีกเยอะ อ้อ จินหรง เอาเงินมาให้แม่ 5 หยวนด้วย แล้วก็ซ่งเหนียน พรุ่งนี้เธอจะกลับบ้านนอกพอดีไม่ใช่เหรอ ไปเอาข้าวปลาอาหารแห้งจากบ้านแม่ของเธอมาด้วยสิ ไม่อย่างนั้นที่บ้านแม่ก็ไม่มีอะไรจะกินแล้ว”
ซ่งเหนียนถึงกับหน้าตึง
เขากับภรรยายังไม่ได้ตกลงอะไรกันเลย แล้วจะให้ไปเปิดศึกกับแม่ยายได้อย่างไร
แต่เรื่องที่น่ารังเกียจและน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า คือแม่ยายคนนี้กำลังวางแผนเล่นงานเสี่ยวหน่วนอยู่
เมื่อยายซุนเห็นว่าทั้งสองคนไม่ได้รีบตอบตกลงเหมือนทุกที ก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจออกมา
ทันใดนั้น เธอก็ทิ้งตัวลงนั่งบนลานส่วนกลางที่บ้านหลายหลังใช้ร่วมกันในละแวกนั้น พลางตบขาตัวเองร้องห่มร้องไห้เสียงดังลั่น
เธอคร่ำครวญถึงชะตาชีวิตแม่ม่ายที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงลูกมาอย่างยากลำบาก โอดครวญว่าซุนจินหรงเป็นลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนสาดน้ำทิ้ง ไม่เคยหวนกลับมาดูแลแม่ ก่อนจะหันมาด่าทอซ่งเหนียนว่าเป็นคนอกตัญญู พอช่วยหางานให้ได้ดิบได้ดีก็ลืมบุญคุณกันเสียสนิท
ซ่งเหนียนโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
ซุนจินหรงมองมารดาของตัวเองที่ไม่คิดจะไว้หน้าเธอเลยสักนิด เธอรีบเดินเข้าไปหมายจะดึงร่างนั้นให้ลุกขึ้น แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างแรง ซุนจินหรงข่มความโกรธแล้วพูดขึ้น “แม่คะ อย่าร้องไห้เลยนะ หนูไม่มีเงินจริงๆ ที่บ้านเราก็จะไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว ถ้าแม่ไม่เชื่อก็ลองไปเปิดตู้กับข้าวดูสิคะ”
ยายซุนแค่นหัวเราะ “ไม่มีเงินจริงๆ น่ะเหรอ ฉันได้ยินป้าหลินของแกบอกว่ามีคนจากบ้านตระกูลซ่งมาหา แกก็ทำทั้งบะหมี่แห้งทั้งปาท่องโก๋เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี แถมยังหน้าด้านไปหลอกเอาแป้งสาลีกับไข่ไก่ที่บ้านฉันอีก โอ๊ย สวรรค์ ทำไมชีวิตของฉันถึงได้ขมขื่นแบบนี้ มีลูกสาวก็เหมือนมีไว้เผาผลาญสมบัติ”
ซุนจินหรงหันไปมองป้าหลินที่กำลังยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่ด้วยสายตาตำหนิ “ป้าหลินคะ ป้าจะมายุยงให้แม่ลูกเราทะเลาะกันทำไม หลายปีที่ผ่านมานี้ หนูดูแลแม่ดีแค่ไหน พวกป้าไม่เห็นกันบ้างเลยเหรอคะ”
ป้าหลินมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะแอบถลึงตาใส่ยายซุนอย่างไม่พอใจ
หญิงชราคนนี้จะขายเธอซึ่งๆ หน้าแบบนี้ได้ยังไง
“แม่คะ พูดอะไรก็ให้มันมีสติหน่อย เงินสินสอดของหนูแม่ก็เอาไปซื้อบ้านในเมืองจนหมด เงินเดือนของหนูกับซ่งเหนียนทุกเดือนแม่ก็เอาไปเกินครึ่ง ข้าวปลาอาหารที่พวกแม่กินอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นของที่ซ่งเหนียนเอามาจากบ้านนอก หนูมีของอร่อยอะไรก็รีบเอาไปให้แม่ก่อนเสมอ ไม่ต้องพูดถึงว่าก่อนแต่งงานหนูลำบากแค่ไหนหรอก แค่หลังแต่งงานมานี่ หนูกตัญญูต่อแม่ไปเท่าไหร่แล้ว เพื่อนบ้านซ้ายขวาก็ไม่ใช่คนตาบอด พวกเขามีตาดู”
“จะมาด่าหนูเพียงเพราะไม่ให้เงินแค่ครั้งเดียวไม่ได้นะคะ อีกอย่าง แม่เป็นแม่ของหนู การที่แม่จะช่วยหางานชั่วคราวให้หนูมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่เหรอคะ แม่เป็นแม่ของหนู การที่แม่จะให้แป้งสาลีกับไข่ไก่หนูกินบ้างมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นว่าหนูเอาแต่ผลาญสมบัติของแม่ไปได้ล่ะคะ”
ในที่สุดซุนจินหรงก็ตาสว่าง
การพยายามใช้เหตุผลกับคนพาลมีแต่จะทำให้ตัวเองอกแตกตาย
ซุนจินหรงปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะเดินเข้าไปดึงแขนยายซุนอีกครั้ง พร้อมกับตะโกนเสียงดังฟังชัด “แม่คะ พรุ่งนี้หนูจะไปบ้านแม่สามีกับซ่งเหนียน หนูจะไปขอเงินท่าน 10 หยวน แล้วก็ขอข้าวสารด้วย ถ้าท่านไม่ให้ หนูก็จะหย่ากับซ่งเหนียนให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ไหนหลายวันนี้แม่พูดกรอกหูหนูตลอดไม่ใช่เหรอคะว่าจะหาคนที่ดีกว่านี้ให้หนูได้น่ะ”
ยายซุนมองลูกสาวที่แอบขยิบตาให้ ตอนแรกก็นึกงุนงง แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นสายตาเย็นชาอำมหิตขึ้นมาทันที…นังเด็กเลี้ยงไม่เชื่อง นังหมาป่าอกตัญญู คิดจะมาเล่นลูกไม้กับเธออย่างนั้นเรอะ
ชาวบ้านในลานต่างหันมามองซ่งเหนียนเป็นตาเดียวกัน
ซ่งเหนียนรีบอุ้มหู่จื่อขึ้นมาพลางทำหน้าตาน่าสงสาร “แม่ครับ จินหรง พวกคุณล้อเล่นใช่ไหมครับ หย่าเหย่ออะไรกัน ลูกโตขนาดนี้แล้ว ผมสัญญาว่าจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่างเลย ดีไหมครับ”
ซุนจินหรงหันไปมองมารดาด้วยแววตาของผู้ชนะ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “แม่คะ คนแบบนี้ต้องขู่ รับรองว่าเขาต้องเชื่อฟัง”
ยายซุนพลันรู้สึกว่าเมื่อครู่เธอคงคิดมากไปเอง
นึกว่าลูกสาวจะฉลาดขึ้นมาบ้าง ที่แท้ก็ยังโง่เง่าเหมือนเดิม
ในตอนนั้นเอง ผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยขึ้น “พวกหนุ่มสาวสมัยนี้นี่ไม่ได้เรื่องเลย เอะอะก็พูดแต่เรื่องหย่าร้าง ฉันขอบอกอะไรหน่อยเถอะนะ โบราณเขาว่าไว้ ทลายสิบวัดยังดีกว่าทำลายชีวิตคู่ของคนอื่น ชีวิตคู่ของพวกเขาก็กำลังไปได้สวย เธออย่าไปยุแยงตะแคงรั่วเลย”
ยายซุนจึงจำต้องเลยตามเลย บอกปัดไปว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น
ก่อนจะเดินจากไป ยังไม่วายหันมากำชับซ่งเหนียนว่าให้จำ ‘เรื่องดีๆ’ ที่เธอบอกไว้ให้ขึ้นใจ พรุ่งนี้เที่ยงเธอจะทำของอร่อยๆ รออยู่ที่บ้าน
เมื่อเรื่องจบลง ฝูงชนที่มุงดูก็พากันสลายตัว
หลังจากส่งหู่จื่อเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ซุนจินหรงก็กระซิบบอกสามี “สองสามวันนี้เราไปลาหยุดให้หู่จื่อกันเถอะ แล้วส่งลูกกลับไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ จากนั้นค่อยหาทางไล่พวกนั้นไปให้พ้นๆ ถ้าใต้พื้นคังมีของซ่อนอยู่จริงๆ ฉันจะไปแจ้งตำรวจให้มาจัดการ”
ซ่งเหนียนรวบร่างภรรยาเข้ามากอด ปลอบโยนเธออย่างอ่อนโยน “พรุ่งนี้เราไปปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนแล้วค่อยว่ากันนะ”
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่บ้านตระกูลหวังก็กำลังสุมหัวปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด
ยิ่งพูดยิ่งคุย ในใจของแต่ละคนก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น
หลินฉิงทั้งมีเงินและมีอิทธิพล พวกเขาไม่กล้าไปต่อกรด้วยตรงๆ วิธีการโวยวายอาละวาดที่เคยใช้ได้ผลมาตลอดคงใช้กับเธอไม่ได้
ตอนนี้หนทางเดียวที่จะช่วยหวังจู้จื่อออกมาได้ คือต้องขัดขวางไม่ให้ซ่งเหลียงไปขึ้นศาลเป็นพยาน
เพราะในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ นอกจากซ่งเหลียงแล้ว ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเป็นพยานปรักปรำหวังจู้จื่อ
และหากไม่มีพยาน การจะตัดสินลงโทษก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรเสีย ตอนนี้หลินเจียกับหวังจู้จื่อก็ยังคงเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
หวังต้าจื้อไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ชายชื่อลุงจงมาพบเขา แต่กลับเสนอขึ้นมาว่า “เราต้องหาวิธีทำให้ซ่งเหลียงไปให้การไม่ได้”
ปู่หวังปรามขึ้น “อย่าทำอะไรวู่วามเด็ดขาดนะ ถ้าตอนนี้แกไปลงไม้ลงมือกับมัน ซ่งเหลียงไม่มีทางยอมเสียเปรียบแน่”
หวังต้าจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แล้วทำไมเราต้องลงไม้ลงมือด้วยล่ะ เราก็แค่ชิงลงมือก่อน สาดโคลนใส่เขาสักหน่อยก็สิ้นเรื่องแล้ว”
ดวงตาของปู่หวังลุกวาว “โคลนอะไร” เขาเอ่ยถาม ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้าจื้อ แกเป็นลูกชายคนโต พ่อฝากความหวังไว้ที่แกมากที่สุดนะ จู้จื่อเป็นน้องชายแท้ๆ ของแก แกจะทอดทิ้งเขาไม่ได้เด็ดขาด”
ย่าหวังถึงกับใจหายวาบ ก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนแววตารู้สึกผิดของตน
หวังต้าจื้อสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของมารดา ดวงตาของเขาทอประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเล่าแผนการของตนให้ทุกคนฟัง
“แผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาทางเข้าไปพบจู้จื่อได้หรือเปล่า”
ย่าหวังพลันมีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หากแผนสาดโคลนครั้งนี้สำเร็จลุล่วง ต่อให้ซ่งเหลียงกระโดดลงแม่น้ำเหลืองก็ไม่มีวันล้างมลทินให้ตัวเองได้ ส่วนนังแพศยาหลินเจียคนนั้น เธอก็จะทำให้นังนั่นไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขไปตลอดชีวิต
นี่แหละ ที่เขาเรียกว่า ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’
ลูกชายคนโตของเธอช่างหลักแหลมจริงๆ
แบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นคนที่มีแววจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านในอนาคต
เมื่อรัตติกาลมาเยือน ดวงจันทร์ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสู่ฟากฟ้า สาดส่องแสงนวลใยอาบไล้ไปทั่วบริเวณ ลมยามค่ำคืนพัดโชยมาเบาๆ พาให้ใบไม้เสียดสีกันดังกรอบแกรบ
ค่ำคืนในชนบทนั้นช่างเงียบสงบอย่างแท้จริง จะมีก็เพียงเสียงสุนัขเห่าหอนดังแว่วมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ก่อนเข้านอน ซ่งอวี้หน่วนพาน้องชายไปเข้าห้องน้ำ ในชนบทไม่มีระบบน้ำประปา ทุกบ้านจึงใช้ส้วมหลุม ทว่าส้วมหลุมของบ้านตระกูลซ่งกลับไม่ได้สกปรกหรือน่าขยะแขยงอย่างที่ใครๆ คิด ตรงกันข้าม มันกลับสะอาดสะอ้านอย่างน่าประหลาดใจ
พื้นส้วมปูด้วยแผ่นหินสีเขียวขนาดใหญ่ที่ถูกขัดจนเรียบเนียนและวางลาดเอียง ทำให้มองไม่เห็นสิ่งปฏิกูลที่อยู่เบื้องล่าง ด้านข้างมีทั้งน้ำสะอาดและขี้เถ้าเตรียมไว้ให้พร้อมเสมอ ตัวหลุมส้วมก่อขึ้นจากหินอย่างดี หากต้องการจัดการกับของเสียก็สามารถทำจากด้านหลังได้อย่างสะดวกสบาย
ผนังส้วมทำจากดินเหนียวที่อัดแน่น หลังคามุงด้วยหญ้าคา และที่สำคัญคือห้องน้ำยังมีประตู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของตัวบ้านหลัก แค่เดินผ่านโคนปล่องไฟไปก็ถึงแล้ว
ในตอนนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็สังเกตเห็นรถจี๊ปคันหนึ่งกำลังขับมาจากทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าออกไปนอกหมู่บ้าน
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วมุ่น
ทิศนั้น… มันคือทิศทางที่ตั้งของบ้านตระกูลหวังไม่ใช่เหรอ
รถคันนั้นขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปจากสายตา
ซ่งอวี้หน่วนจมอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเองที่ซ่งอวี้หน่วนสะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากในนิยายที่ผุดขึ้นมาในหัว
ลูกสาวคนโตของหลินเจียมีชื่อว่าซิ่วเจวียน เธอมีหน้าตาละม้ายคล้ายหลินเจียมาก อีกทั้งยังมีนิสัยอ่อนโยนเหมือนกับผู้เป็นแม่อีกด้วย
ทว่าทุกครั้งที่หลินฉิงได้พบหน้าซิ่วเจวียน สีหน้าของเธอก็จะบึ้งตึงลงทันที และในแววตาของเธอก็ยังฉายแววเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจน
ทำไมหลินฉิงถึงได้เกลียดชังแค่ซิ่วเจวียน แต่กลับไม่รู้สึกอะไรกับซิ่วลี่เลยล่ะ
นี่มัน… ไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง
[จบบท]