บทที่ 320: คุณคือน้าเล็กคนไหน?
ซ่งอวี้หน่วนรับคำอย่างว่าง่าย ขณะที่ซ่งหมิงโปซึ่งกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องก็ถึงกับชะงักไป นี่มันหมายความว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม? แต่เดี๋ยวก่อนนะ คนที่สั่งห้ามไม่ให้พูดเรื่องเชิญเทพกับวาดเครื่องรางเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่ว่าเป็นน้าเล็ก ‘คนนั้น’ หรอกเหรอ?
ซ่งหมิงโปจึงตัดสินใจเดินกลับเข้ามา พร้อมกับจ้องมองเซี่ยซินตงด้วยสายตาระแวดระวัง
เซี่ยซินตงยังคงมีสีหน้าอ่อนโยนเหมือนเดิม ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยกับซ่งหมิงโปนั้นกลับฟังดูเข้มงวดจริงจัง “ต่อไปนี้ห้ามทำเรื่องทำนายดวงอะไรแบบนั้นอีกนะ แล้วไหนจะเรื่องวาดเครื่องรางอีก เรื่องพวกนี้มันงมงายไร้สาระทั้งนั้น ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีดีกว่า เข้าใจที่น้าพูดไหม?”
“คุณ... คุณคือน้าเล็กคนไหนกันแน่ครับ?” ซ่งหมิงโปถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “ก็ต้องเป็นน้าเล็กคนเดิมสิ ทั้งสองบุคลิกน่าจะหลอมรวมกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ ว่าแต่น้าเล็กรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า จะให้หนูไปตามหมอมาดูอาการให้ไหมคะ?”
ซ่งหมิงโปถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันรวมกันแล้วอย่างนั้นเหรอ? แล้วการรวมกันที่ว่ามันคืออะไรกันแน่?
เซี่ยซินตงมองเด็กทั้งสามคนแล้วก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ ดูเหมือนว่าเด็กแต่ละคนจะมีที่มาที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
โดยเฉพาะเสี่ยวหน่วนที่สามารถทำให้บุคลิกภาพนั้นสั่นคลอนได้ถึงเพียงนี้ ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงไม่สามารถหลอมรวมกันได้อย่างราบรื่น แต่กว่าจะปรับตัวให้เข้าที่ได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน จะให้หายดีเป็นปกติในทันทีมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แต่เขาจะแสดงท่าทีอ่อนแอให้เด็กๆ เห็นไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
แล้วเจ้าหนูหมิงเซิ่งนี่อีกล่ะ ‘เสี่ยวหรูอี้’ ที่เขาพูดถึงนั่นมันคือใครกัน?
เขาดึงตัวหมิงเซิ่งเข้ามาใกล้ๆ ตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอได้สบเข้ากับดวงตาโตที่ดูไร้เดียงสาของเด็กน้อย สุดท้ายก็ทำได้แค่เพียงเอ่ยว่า “ต่อไปอย่าไปฟังพี่ชายของหลานพูดจาส่งเดชให้มากนักล่ะ”
ซ่งหมิงโปได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมทันที
“ผมพูดจาเหลวไหลที่ไหนกัน เรื่องที่ผมทำนายแม่นมากเลยนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงถูกน้าหลอกจนโงหัวไม่ขึ้นอยู่แบบนี้”
“หมิงโป ไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้น้าหน่อย น้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” เซี่ยซินตงเอ่ยตัดบท
ซ่งหมิงโปรับคำว่า “โอ้” พลางเบ้ปาก แต่ก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี
จากนั้นคนที่อยู่ข้างนอกก็พากันเดินเข้ามาในห้อง เซี่ยโป๋เหวินที่เพิ่งกินยาเข้าไปรู้สึกดีขึ้นมาก พอเดินออกมาเห็นทุกคนอยู่ในห้องผู้ป่วย ก็นึกถึงท่าทีแปลกประหลาดของเซี่ยซินตงเมื่อครู่ขึ้นมา ในใจพลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้น
เขารีบก้าวเท้าเร็วขึ้นไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู ก็เห็นว่าคนที่เมื่อครู่ยังถูกมัดแน่นอยู่บนเตียง บัดนี้นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนกำลังนำเสื้อผ้ามาให้เขา ดูเหมือนว่ากำลังจะออกจากโรงพยาบาล?
สักพักซ่งอวี้หน่วนก็เดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นเซี่ยโป๋เหวินยืนอยู่ที่ประตู เธอก็ดึงเขาออกไปที่ระเบียงแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณตาคะ เมื่อกี้คุณตาตกใจกลัว หรือว่าเป็นอะไรไปเหรอคะ?”
เซี่ยโป๋เหวินนวดขมับเบาๆ “แล้วน้าของหนูเป็นยังไงบ้าง?”
“น้าของหนูเป็นปกติแล้วค่ะ ตอนนี้พี่ชายกำลังไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้อยู่”
เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้ปิดบังอะไร อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว เขาจึงเล่าเรื่องที่เซี่ยซินตงซึ่งอ้างตัวว่าเป็นอีกคนหนึ่งมาชวนเขาร่วมมือกันเพื่อครอบครองโลกให้ซ่งอวี้หน่วนฟัง
ซ่งอวี้หน่วนได้ฟังก็หัวเราะคิกคัก
“โชคดีที่คุณตาไม่ได้ตอบตกลงเขาไปนะคะ เซี่ยซินตงคนที่อยากจะยึดครองร่างน่ะเป็นแค่บุคลิกธรรมดาๆ เท่านั้นเองค่ะ ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์ของเขา ก็คงมีไว้แค่คุยเป็นเพื่อนแก้เหงาให้น้าของหนูเท่านั้นแหละค่ะ ยังจะมาทำเป็นพูดเรื่องครอบครองโลกอะไรอีก นั่นมันก็แค่ข้ออ้างที่ยกมาหลอกคุณตาเท่านั้นเอง”
“น้าของหนู หายดีแล้วจริงๆ เหรอ?” เซี่ยโป๋เหวินถามย้ำ
“หายแล้วค่ะ บุคลิกภาพที่เกินมานั่นถูกน้าของหนูหลอมรวมไปแล้ว ต่อไปก็จะไม่มีใครโผล่ออกมาสร้างความวุ่นวายอีก น้าของหนูสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และก็สามารถแต่งงานมีลูกได้แล้วด้วยค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินถอนหายใจออกมา “ถึงตาจะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ตาก็ดีใจกับน้าของหนูด้วยจริงๆ”
นึกย้อนไปแล้วเซี่ยโป๋เหวินยังอดใจหายไม่ได้ แต่โชคดีที่นึกขึ้นได้ว่าหลานสาวคนเก่งยังอยู่ข้างนอก เขาจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าจะต้องอับอายขายหน้าไปถึงไหน
“อีกบุคลิกหนึ่งบอกว่าเขากำลังพัฒนายา 009 อยู่ หนูเคยได้ยินน้าพูดถึงเรื่องนี้บ้างไหม?” เขาถามขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วอธิบายต่อ
“ตาไม่ได้มีเจตนาอื่นนะเสี่ยวหน่วน ตาจะไม่ปิดบังหนูเลย คำพูดที่เขาพูดกับตาเมื่อกี้นี้มันช่างเย้ายวนจนทำให้คนหวั่นไหวได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่แข็งแรงอายุยืนยาว หรือทรัพย์สมบัติมหาศาลที่คาดไม่ถึง สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนคนดีๆ ให้กลายเป็นปีศาจได้เลยนะ ต่อไปนี้พวกหนูอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด ใจคนยากแท้หยั่งถึง อย่าสร้างภัยให้ตัวเองโดยไม่จำเป็นเลย”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ “ค่ะ หนูเข้าใจแล้วค่ะ”
“ส่วนเรื่องของซ่างกวนเหิง ถึงเขาจะเอาไปพูดก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก อีกไม่นานทางเบื้องบนก็จะจัดหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาให้น้าของหนูเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์หรือปกป้องก็ตามแต่ สรุปแล้วมันก็เป็นผลดีกับน้าของหนูทั้งนั้น”
จังหวะนั้น ซ่งหมิงโปที่ไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลก็กลับมาพอดี เขาเดินเข้ามาพยุงน้าชายพลางจ้องมองใบหน้าของเซี่ยซินตงอีกครั้ง
เซี่ยซินตงจึงถลึงตาใส่หลานชาย “มองอะไรนักหนา การบ้านที่น้าให้ไว้ทำเสร็จแล้วหรือยัง?”
ซ่งหมิงโปหดคอด้วยความกลัว ทำตัวเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ในใจก็นึกน้อยใจว่าน้องสาวก็ไม่ได้ทำการบ้านเหมือนกัน ทำไมต้องมาจ้องจับผิดแต่เขาคนเดียวด้วย?
ทุกคนพากันเดินทางกลับไปยังบ้านพักในตัวอำเภอ ห้องที่คุณอาตี๋เคยพักอยู่ก็ถูกยกให้เป็นห้องของน้าเล็กไปโดยปริยาย เพราะเขาต้องรอให้แผลหายดีเสียก่อนถึงจะกลับบ้านได้
จากนั้นเซี่ยซินตงก็ปรุงยาให้ตัวเอง แล้วยังทำเผื่อปู่ซ่งอีกหนึ่งขวดใหญ่ บอกว่าเป็นยารักษาแผลที่ได้ผลดีมาก ส่วนเซี่ยโป๋เหวินก็นำข้าวของและเงินทั้งหมดมอบให้เซี่ยซินตง การให้ครั้งนี้ไม่ต้องมีพยานหรือใบเสร็จใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อไม่มีอะไรจะพูดคุยกันอีกแล้ว การจะอยู่ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันก็คงจะไม่สะดวกนัก ซ่งอวี้หน่วนกับซ่งหมิงโปจึงอาสาไปส่งเขากับเลขานุการไป๋ เด็กทั้งสองยังนำตะกร้าสานสะพายหลังที่เต็มไปด้วยเมลอน มะเขือเทศ และแตงกวาที่ล้างจนสะอาดเอี่ยมมามอบให้ด้วย
ยังไงเสียพวกเขาก็นั่งรถไฟตู้นอนชั้นหนึ่งกลับอยู่แล้ว พื้นที่จึงกว้างขวางพอที่จะเก็บของได้สบายๆ
นอกจากนี้ยังมีปิ่นโตที่บรรจุน้ำพริกเนื้อและไข่พะโล้อีกสิบกว่าฟอง เพื่อให้พวกเขามีของอร่อยๆ กินระหว่างเดินทาง แต่ก็ไม่ลืมกำชับว่าให้กินผักผลไม้แค่พอสดชื่นก็พอ ไม่อย่างนั้นอาจจะท้องเสียได้
เงินสดที่ได้รับมานั้นมีจำนวนมากกว่าที่ตกลงกันไว้ ที่จริงแล้วมีมากกว่าหนึ่งหมื่นหยวน โดยเขาบอกว่าเป็นค่าต้นฉบับส่วนหนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนให้น้าตงเก็บเงินไว้กับตัว เพราะรู้ดีว่ายายเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะลำบากยากแค้นเพียงใดก็ไม่เคยเอ่ยปากขอเงินจากเซี่ยโป๋เหวินแม้แต่สลึงเดียว
ยิ่งตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ยายยิ่งไม่มีทางยอมใช้เงินของเขาสักแดง หรือแม้แต่จะเอ่ยชื่อก็คงไม่อยากได้ยิน ดังนั้นของพวกนี้จึงไม่ควรนำกลับไปให้ยายเห็น แล้วก็ห้ามพูดเรื่องนี้ให้ยายฟังเด็ดขาด เดี๋ยวท่านจะรู้สึกไม่สบายใจ
เซี่ยซินตงเองก็ไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น พอถูกหลานสาวเตือนสติจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาจึงตัดสินใจมอบเงินทั้งหมดให้ซ่งอวี้หน่วนไปจัดการตามที่เห็นสมควร ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอถือว่านี่เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง จึงรับเงินมาเก็บไว้ก่อน
ส่วนข้าวของต่างๆ ถูกนำไปเก็บไว้ที่บ้านพักซึ่งที่ว่าการอำเภอจัดสรรให้เซี่ยซินตง แน่นอนว่าการรักษาความปลอดภัยที่นี่ดีที่สุดในอำเภอ รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นคนนำกุญแจบ้านมาให้ด้วยตัวเอง ซ่งอวี้หน่วนจึงพาน้องชายและพี่ชายไปช่วยกันจัดเก็บบ้านอย่างมีความสุข
พวกเขาเปลี่ยนผ้าม่านใหม่ เครื่องนอนทุกชิ้นก็เป็นของใหม่ที่สั่งทำจากโรงงานเครื่องนอนโดยเฉพาะ บ้านหลังนี้มีพื้นที่ราวๆ หกสิบกว่าตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่มากในยุคที่บ้านส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก
จุดเด่นที่สุดของบ้านคือระเบียงขนาดใหญ่ ซ่งอวี้หน่วนนำม่านโปร่งที่สั่งทำเป็นพิเศษมาแขวนให้ พร้อมกับซื้อเก้าอี้โยกและโต๊ะน้ำชามาตั้งไว้ เซี่ยซินตงจะได้ออกมานั่งอาบแดดเล่นที่นี่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบทำมากที่สุด
แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเขายังคงอยากอยู่กับแม่และพี่ชายมากกว่า
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ไปรับจูเฟิ่งมา จูเฟิ่งเดินสำรวจไปรอบๆ พลางกระซิบกับเซี่ยกุ้ยหลาน “ตอนนี้ก็ขาดแค่ลูกสะใภ้คนเดียว เฮ้อ เมื่อไหร่น้องชายของลูกจะแต่งเมียสักทีนะ แม่จะได้ตายตาหลับ”
“แม่คะ อย่าเพิ่งรีบร้อนเลยค่ะ ถึงเวลาเดี๋ยวก็มาเองแหละค่ะ แล้วก็อย่าไปพูดเรื่องนี้ต่อหน้าน้องชายนะคะ” เซี่ยกุ้ยหลานเอ่ยเตือน จูเฟิ่งเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ซ่งเหลียงก็มาเยี่ยมด้วยเช่นกัน เซี่ยซินตงบอกทุกคนว่าเขาเพิ่งได้โบนัสมา แล้วจึงนำเงินที่เซี่ยกุ้ยหลานให้ไว้ก่อนหน้านี้คืนให้ซ่งเหลียง ซ่งเหลียงรู้ดีว่าแม่ยายของตนเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีและไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ลูกสาว อีกอย่างทุกคนก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน หากอยากจะแสดงความกตัญญูก็ยังมีโอกาสอีกเยอะ เขาจึงรับเงินนั้นไว้
[จบบท]