บทที่ 322: สตรีผู้ยิ่งใหญ่
ซ่งอวี้หน่วนกระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุเช่นนี้ บริเวณโดยรอบก็ไม่มีต้นไม้ใหญ่พอให้เป็นที่หลบแดดได้เลย หากขืนเดินเท้าต่อไป มีหวังได้เป็นลมแดดกันพอดี
เธอไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป เพราะการกลับเข้าหมู่บ้านให้เร็วที่สุดคือเรื่องสำคัญ
ปู่ซ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบบอกให้แม่ลูกทั้งสามคนขึ้นมาบนรถม้า ซ่งอวี้หน่วนช่วยอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสี่ถึงห้าขวบที่ใบหน้าแดงก่ำจากไอร้อนขึ้นไปนั่ง เธอกำลังจะถอดหมวกของเด็กน้อยออก แต่ปู่ซ่งก็ห้ามไว้ทันพร้อมกับหยิบหมวกฟางสองใบออกจากกล่องใต้รถม้าส่งให้หม่าชุ่ยเฟิน “นั่งกันดีๆ นะ อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้วล่ะ”
หม่าชุ่ยเฟินโดนแดดเผาจนรู้สึกวิงเวียนศีรษะ แต่ก็ยังพอมองเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่งดงามราวกับภาพวาด นี่คงเป็นญาติของลุงซ่งกระมัง แต่ในใจของเธอตอนนี้อัดแน่นไปด้วยความทุกข์ระทม จะมีกะจิตกะใจที่ไหนไปไถ่ถามเรื่องอื่นได้
ตลอดเส้นทางกลับหมู่บ้านจึงมีเพียงความเงียบ ถนนเส้นนี้เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ทำให้เจ้าม้าสีแดงพุทราวิ่งเหยาะๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักทั้งหมดก็มาถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
รถม้าที่เพิ่งออกไปได้ไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง ซ่งเหลียงที่เห็นเหตุการณ์จึงจะเอ่ยปากถาม แต่รถม้าก็เคลื่อนผ่านไปเสียก่อน บนรถนั้น เขามองเห็นหม่าชุ่ยเฟินกับลูกๆ อีกสองคน แต่กลับไม่เห็นสามีของเธอ ดูท่าว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว
เมื่อรถม้ามาจอดเทียบหน้าบ้านตระกูลหม่า ป่าหม่าหลิวซึ่งเป็นแม่ของหม่าชุ่ยเฟินที่กำลังสาละวนอยู่กับการดูแลสวนผักก็ถึงกับชะงัก เมื่อเห็นลูกสาวคนที่สองของตัวเองกลับมาพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังและหลานอีกสองคน
ทันทีที่เท้าแตะพื้น หม่าชุ่ยเฟินก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น
หัวใจของป่าหม่าหลิวหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม
“ให้พวกเขาเข้าบ้านไปพักก่อนดีกว่าค่ะ เดินทางกันมาไกลคงจะเหนื่อยแย่” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้น
วันนี้อากาศร้อนจัด ช่วงเวลานี้จึงไม่มีใครออกไปทำงานในไร่นา เพราะหากพลาดพลั้งเป็นลมแดดขึ้นมา อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
คนที่บ้านตระกูลหม่าอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ที่ใต้ร่มไม้ ลุงหม่าหลิวยังคงนั่งสานหมวกกันแดดที่ยังทำไม่เสร็จอย่างใจเย็น
ป่าหม่าหลิวหญิงชรารุ่นราวคราวเดียวกันกับปู่ซ่งรีบพาลูกสาวและหลานๆ เข้าไปในบ้าน ก่อนจะหันมาเพื่อกล่าวขอบคุณ
แต่ปู่ซ่งกลับโบกมือให้ “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า รีบเข้าไปเถอะ ฉันต้องไปส่งของที่อำเภอต่อ”
พูดจบ ปู่ซ่งก็ขับรถม้าที่บรรทุกเสื้อผ้าซึ่งแพ็กไว้อย่างดีมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟในตัวอำเภออีกครั้ง
รถม้าเคลื่อนผ่านคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม แต่เขาก็ไม่ได้หยุดรถ เพราะรู้ว่าช่วงนี้อาหญิงกำลังซ้อมการแสดงอย่างหนัก ถึงแวะเข้าไปก็คงไม่ได้คุยอะไรกันอยู่ดี แต่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเธอ
ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจว่าจะกลับบ้านพร้อมกับอาหญิงในวันพรุ่งนี้
เธอตั้งใจว่าจะไปหาฉู่เสี่ยวเฉ่า เพื่อนำเรื่องซุบซิบที่ได้ยินมาไปเล่าให้ฟัง ถือโอกาสหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไปในตัว หากฉู่เสี่ยวเฉ่าเกิดใจอ่อนยอมกลับไปหาแม่แท้ๆ ของตัวเอง เธอก็คงต้องทำเหมือนไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป
แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอแม่ของฉู่เสี่ยวเฉ่ายืนร้องห่มร้องไห้อยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงงาน ยามไม่ยอมให้เธอเข้าไปจึงทำได้เพียงเท่านั้น
สภาพของหลิวต้านิวในตอนนี้เปลี่ยนไปมาก ดูซูบซีดและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน ภายในหอพัก ป้าอู๋กำลังพูดกับฉู่เสี่ยวเฉ่าอยู่ว่า “ไม่ต้องไปสนใจเธอเลย ตอนนี้เพิ่งจะมารู้สึกตัวว่าเป็นแม่ลูกกัน แล้วที่ผ่านมาหายหัวไปไหนมาล่ะ”
ฉู่เสี่ยวเฉ่าพยักหน้ารับ “หนูจะไม่กลับไปคืนดีกับเธอเด็ดขาดค่ะ บ้านหลังนั้นไม่มีอะไรที่เป็นของหนูอีกแล้ว แต่หนูกลัวว่าจะทำให้โรงงานต้องมาเสียชื่อเสียงไปด้วย ที่นี่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของหนูแล้ว ถ้าไม่มีที่นี่หนูก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน”
พูดจบเธอก็เสริมขึ้น “หนูจะออกไปดูว่าเธอต้องการอะไรกันแน่”
ป้าอู๋รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง เด็กสาวคนนี้ในตอนนี้ช่างดูราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของหลิวต้านิวก็เหลือบไปเห็นซ่งอวี้หน่วนเข้าพอดี วินาทีแรกใบหน้าของเธอฉายแววดีใจ แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังขึ้นมา ทั้งหมดเป็นเพราะนังเด็กสาระแนคนนี้นั่นแหละ! ไม่อย่างนั้นป่านนี้เสี่ยวเฉ่าก็คงยังทำนาอยู่ที่บ้าน จะหนีเตลิดออกมาจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องแบบนี้ได้อย่างไร
เจิ้งตงที่ทราบเรื่องก็เดินออกมาจากโรงงาน
พอเห็นซ่งอวี้หน่วน เขาก็ยิ้มกว้างพร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง “อ้าว นี่คนดังของพวกเรานี่นา วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ได้ล่ะเนี่ย”
ฉู่เสี่ยวเฉ่าที่เดินออกมาจากด้านในก็เบิกตากว้างอย่างยินดีเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วน สำหรับเธอแล้ว ซ่งอวี้หน่วนคือผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง เป็นคนที่หยิบยื่นโอกาสให้เธอได้มีงานทำ มีที่พัก มีอาหาร และมีเงินเดือน ทั้งยังช่วยหาหนังสือเรียนชั้นประถมให้ครบชุด แถมยังติดต่อโรงเรียนภาคค่ำให้เธอได้เรียนเสริมอีกด้วย
ตอนนี้เธอเรียนจบชั้นประถมแล้ว ไม่ต้องตาบอดคลำทางในความมืดมิดอีกต่อไป นอกจากซ่งอวี้หน่วนแล้ว ก็ยังมีป้าอู๋ ผู้อำนวยการเจิ้ง และผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายคนที่คอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ
แม้จะยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน แต่เสียงเอะอะโวยวายที่หน้าประตูก็เรียกให้คนงานบางส่วนออกมามุงดูเหตุการณ์
สีหน้าของฉู่เสี่ยวเฉ่าซีดเผือด หากปล่อยให้หลิวต้านิวร้องแรกแหกกระเชอต่อไป เธอคงอับอายจนไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกแล้ว
ฉู่เสี่ยวเฉ่ายืนเผชิญหน้าที่หน้าประตูโรงงาน เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง “ถึงจะเป็นลูกแท้ๆ แล้วจะทำไมกันคะ! ความผูกพันมันเกิดจากการเลี้ยงดูต่างหาก! คุณยังเคยพูดเองเลยว่าฉันไม่ได้เติบโตมากับคุณ เลยไม่มีความผูกพันอะไรกันเลย สายเลือดมันไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น จะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“คุณยอมรับแค่เจียวเจียวเป็นลูกสาวคนเดียว คำพูดพวกนี้คุณพูดต่อหน้าหัวหน้าคอมมูนหวง ฉันจำได้ไม่เคยลืม! ฉันไม่มีวันกลับไปกับคุณหรอก กลับไปซะเถอะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่โรงงานอีก...”
ซ่งอวี้หน่วนมองฉู่เสี่ยวเฉ่าด้วยสายตาชื่นชม
ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งเดือนกว่าๆ ก็ดูเข้มแข็งและกล้าหาญขึ้นเป็นกอง
เธอจึงยกนิ้วโป้งให้เป็นการให้กำลังใจ
หลิวต้านิวคาดไม่ถึงว่าเสี่ยวเฉ่าจะกล้าพูดจาแบบนี้ออกมา เธออยากจะโพล่งความจริงออกไป แต่ก็กลัวว่าจะต้องอับอายขายหน้า
ความจริงที่น่าละอายถาโถมเข้ามาในความคิด ที่แท้เจียวเจียวกลับเป็นลูกที่สามีของเธอไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่น…พวกเขามันไม่ใช่คน! ขายลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองทิ้งไป แล้วอุ้มลูกที่เกิดจากนังแพศยานั่นกลับมาเลี้ยงแทน
เธอทุ่มเทให้เจียวเจียวมากแค่ไหน ยอมอดเพื่อให้ลูกได้กินอิ่ม แต่ผลลัพธ์คืออะไรกัน พอเด็กรู้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง ก็แอบหนีไปหาทันที พวกนั้นต่างหากคือครอบครัวที่แท้จริง ส่วนเธอก็ไม่ต่างอะไรจากตัวตลกที่หลงเลี้ยงลูกให้ศัตรู
ฉู่โหย่วฟู่ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น เขายังกล้าพูดอีกว่าแค่รับเสี่ยวเฉ่ากลับมาช่วยทำงานหาเงินส่งเสียเจียวเจียวเรียนหนังสือ เขาก็จะยอมให้เจียวเจียวเรียกเธอว่าแม่อยู่เหมือนเดิม เจียวเจียวเรียนเก่ง อนาคตต้องสอบติดมหาวิทยาลัยและมีชีวิตที่ดีได้แน่ วันข้างหน้ายังมีแต่เรื่องดีๆ รออยู่
ส่วนเสี่ยวเฉ่ามันไร้ประโยชน์ ไม่ได้เลี้ยงมาแต่เล็กก็ไม่ผูกพัน สู้หลอกให้มันกลับไปหาเงินให้ที่บ้านใช้ยังจะดีซะกว่า
ถ้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นี่ไม่ให้เงิน ก็กลับไปทำนาที่บ้าน หรือจะสานหมวกฟางขายก็ยังได้เงิน
ยังไงก็ดีกว่าอยู่ที่นี่
เมื่อคิดได้ หลิวต้านิวก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน วันนี้เธอจะต้องลากตัวเสี่ยวเฉ่ากลับไปให้ได้
แต่ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูด ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “คุณป้าหลิวคะ ฉันได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านของคุณมีเรื่องแปลกใหม่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง คุณป้าได้ยินมาบ้างหรือยังคะ”
สีหน้าของหลิวต้านิวเปลี่ยนเป็นขาวซีด
ซ่งอวี้หน่วนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนจะแผดเสียงให้ดังขึ้นจนทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า “มีสตรีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ยอมขายลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เพื่อช่วยสามีเลี้ยงลูกที่เกิดจากเมียน้อย พอลูกสาวตัวจริงดั้นด้นกลับมาบ้านได้ เธอกลับรังเกียจสารพัด แถมยังบอกอีกว่าสายเลือดมันไม่สำคัญ ถึงจะคนละสายเลือด แต่คนที่เลี้ยงมากับมือย่อมรักที่สุด สุดท้ายยังคิดจะขายลูกสาวกินอีกรอบ คุณป้าว่าสตรีผู้ยิ่งใหญ่คนนี้คือใครกันเหรอคะ แล้วลูกสาวแท้ๆ ที่น่าสงสารคนนั้นจะโชคร้ายขนาดไหนกันนะ ที่ดันเกิดมาในท้องของเธอ”
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนที่ยืนฟังอยู่ต่างพากันนิ่งเงียบเป็นป่าช้า ก่อนจะหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
แม้แต่สีหน้าของฉู่เสี่ยวเฉ่าเองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าฉู่เสี่ยวเฉ่าคงยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด
ไม่นานนักทุกคนก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
พระเจ้าช่วย! โลกนี้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอเนี่ย
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง หลิวต้านิวคนนี้ก็ช่าง "ยิ่งใหญ่" เสียเหลือเกิน
มิน่าล่ะ พอรู้ว่าฉู่เสี่ยวเฉ่าไม่ได้ส่งเงินกลับบ้าน ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาอีกเลย ช่างใจดำอำมหิตเสียจริง แล้ววันนี้ยังกล้าหน้าด้านมาที่นี่อีกทำไมกัน
หลิวต้านิวรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่จะให้ยอมรับก็ทำไม่ได้
เธอจึงทำได้เพียงจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและอาฆาตแค้น
แต่สำหรับซ่งอวี้หน่วนแล้ว สายตาแค่นี้ไม่ทำให้เธอสะทกสะท้านได้หรอก
เธอยิ้มหวานหยด “คุณป้าหลิวคะ เรื่องที่ฉันพูดมามันเป็นความจริงใช่ไหมคะ ได้ยินมาว่าทางสหพันธ์สตรีของคอมมูนกับของอำเภอกำลังจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยนะคะ”
[จบบท]